เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 เมืองโซโท การพบพานหนิงหรงหรงโดยบังเอิญ

บทที่ 8 เมืองโซโท การพบพานหนิงหรงหรงโดยบังเอิญ

บทที่ 8 เมืองโซโท การพบพานหนิงหรงหรงโดยบังเอิญ


บทที่ 8 เมืองโซโท การพบพานหนิงหรงหรงโดยบังเอิญ

ภายในป่าทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เจียงอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงสีน้ำเงินทองวาบผ่านรูม่านตาเพียงครู่ก่อนจะจางหายไป และถูกแทนที่ด้วยประกายแสงสีเขียวทองอันเจิดจ้า

รอบกายของเขาเต็มไปด้วยวัชพืชที่เติบโตขึ้นอย่างผิดหูผิดตา โดยเฉพาะหญ้าเงินครามที่มีอยู่ดารดาษ

สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกกระตุ้นด้วยพลังแห่งชีวิตที่แผ่ออกมาในระหว่างที่เขาหลอมรวมกับกระดูกวิญญาณ

เดิมทีหลังจากแบ่งปันพลังกับเจียงอี้ในยุคตำนานมังกร พลังชีวิตของเขาก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว เมื่อได้รับการเสริมพลังจากกระดูกวิญญาณแสนปีชิ้นนี้ พลังนั้นย่อมทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมหาศาล

ท่ามกลางดงหญ้าเงินคราม เขาค้นหาตำแหน่งของอาอิ๋นได้อย่างแม่นยำและถอนนางขึ้นมาอีกครั้ง

"ตอนนี้ข้ายังเอาอาอิ๋นไว้ข้างกายไม่ได้ เพราะข้ายังไม่มีอุปกรณ์วิญญาณที่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิตได้"

"หากถังห้าวมาเห็นเข้า เขาต้องคลั่งแน่ ข้าควรหาที่ซ่อนนางไว้ก่อนดีกว่า"

"รอจนกว่าข้าจะจัดการตู๋กูโปและแย่งชิงกระเป๋าสารพัดนึกปรารถนามาได้ ถึงตอนนั้นค่อยพาอาอิ๋นไปด้วย"

"อย่างไรเสีย นางก็คืออาวุธชิ้นสำคัญที่จะเอาไว้ใช้จัดการกับสองพ่อลูกตระกูลถัง"

รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้าของเจียงอี้ ในเมื่อไอ้คนโฉดถังซานคิดจะฆ่าเขา เขาก็จะไม่มีวันปล่อยให้มันได้อยู่อย่างเป็นสุข

การฆ่าให้ตายในทันทีนั้นง่ายเกินไป เขาต้องทรมานมันให้สาสม

เจียงอี้ประคองอาอิ๋นไว้ในมือแล้วเดินออกจากป่าไป

...

อาณาจักรบารัค เมืองโซโท

เมืองโซโทเป็นหนึ่งในสองเมืองที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรบารัค และได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของอาณาจักร

ที่ประตูทิศตะวันตกของเมืองโซโท เด็กหนุ่มอายุประมาณสิบสองปี รูปร่างสมส่วน หน้าตาหล่อเหลา สวมชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเดินเข้าสู่ตัวเมือง

เขาคือเจียงอี้ที่จัดการที่อยู่ให้แก่อาอิ๋นเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่ง ความเร็วในการเดินทางของเขาจึงรวดเร็วมาก หลังจากเดินทางมาได้ประมาณหนึ่งวัน เขาก็มาถึงที่นี่จากหมู่บ้านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์

"นี่น่ะหรือเมืองโซโท ช่างรุ่งเรืองสมคำร่ำลือจริงๆ"

หลังจากเข้าเมืองมา เจียงอี้ก็เดินมาถึงย่านถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาดสาย พ่อค้าแม่ค้าสองข้างทางต่างส่งเสียงเรียกแขกกันอย่างคึกคัก

"ไม่รู้ว่าตอนนี้ถังซานเข้าไปอยู่ที่สถาบันสื่อไหลเค่อหรือยัง"

ด้วยความสงสัยนี้ เจียงอี้จึงตั้งใจจะแอบไปสืบข่าวที่สถาบันสื่อไหลเค่ออย่างเงียบๆ

ทว่าเรื่องของถังห้าวก็ทำให้เขาต้องลังเล

หากเขาเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า ย่อมมีโอกาสถูกถังห้าวตรวจพบได้ง่าย

ในขณะที่เขากำลังตัดสินใจลำบาก เสียงหวานใสสายหนึ่งก็ดังเข้าหู

"เถ้าแก่ ขอเนื้อย่างไม้หนึ่งนะ เอาเผ็ดน้อยๆ"

"ได้เลยจ้ะ รอสักครู่นะแม่หนู"

หน้าแผงขายเนื้อย่าง เด็กสาวคนหนึ่งกำลังยืนคุยกับเจ้าของร้าน นางจ้องมองเนื้อย่างด้วยแววตาเป็นประกาย

เด็กสาวสวมชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่ายที่ให้ความรู้สึกสะอาดตา ผมสั้นประบ่าดูเรียบร้อย ผิวพรรณละเอียดอ่อน และมีเครื่องหน้าทีงดงามไร้ที่ติ

นางมีความสูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร รูปร่างสมส่วน และมีท่วงท่าที่ดูสูงศักดิ์ราวกับเทพธิดา

ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคุณหนูที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีจากตระกูลขุนนาง

เมื่อเห็นเด็กสาวเช่นนี้ปรากฏตัวในเมืองโซโท ดวงตาของเจียงอี้ก็วาบผ่านด้วยประกายบางอย่าง เขาพอจะเดาตัวตนของนางได้แล้ว

เขากระจายพลังจิตออกไปและพบโอกาสในทันที

จากนั้นเขาจึงเดินตรงไปข้างหน้าและแฝงตัวเข้าสู่ฝูงชน

ในเวลานี้ หนิงหรงหรงได้รับเนื้อย่างมาแล้วและรีบกัดเข้าไปคำหนึ่งอย่างอดใจไม่ไหว

"อืม~" หนิงหรงหรงครางออกมาด้วยความฟิน

"ในที่สุดก็ได้กินอะไรบ้าง อยู่ในสถาบันสื่อไหลเค่อที่เฮงซวยนั่น แม้แต่มื้อเช้ายังกินไม่อิ่มเลย"

"แถมยังกล้าสั่งให้ข้าไปวิ่งยี่สิบรอบอีก เหอะ ข้าไม่วิ่งหรอก"

หลังจากกัดไปอีกสองคำ นางก็ตั้งใจจะหยิบกระเป๋าเงินออกมาจ่ายค่าอาหาร

ทว่าเมื่อมือเอื้อมไปที่ข้างเอว หนิงหรงหรงกลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า

"เอ๊ะ อุปกรณ์วิญญาณสำหรับเก็บของของข้าหายไปไหน" ใบหน้าของหนิงหรงหรงซีดเผือดด้วยความตกใจ

เมื่อครู่นี้นางมัวแต่สนใจเนื้อย่างจนไม่ได้สังเกตเลยว่าถูกขโมยอุปกรณ์วิญญาณไปตั้งแต่เมื่อไหร่

บริเวณนี้ใกล้กับย่านการค้าและมีผู้คนหนาแน่นมาก นางจึงไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนขโมยไปในความโกลาหลนั้น

"แม่หนู คงไม่ใช่ว่าจะบอกว่าไม่มีเงินจ่ายหรอกนะ" เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น สีหน้าของเถ้าแก่ร้านเนื้อย่างก็เริ่มดูไม่เป็นมิตร

แน่นอนว่าหนิงหรงหรงไม่ได้เกรงกลัวเขาและสวนกลับไปทันที "ใครว่าข้าไม่มีเงินจ่ายกัน"

เถ้าแก่ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อครู่เขาได้ยินคำว่าอุปกรณ์วิญญาณชัดเจน

แม้เขาจะไม่รู้จักว่าอุปกรณ์วิญญาณคืออะไร แต่สิ่งใดก็ตามที่มีคำว่าวิญญาณปนอยู่ ย่อมเป็นของของวิญญาณจารย์ ซึ่งเป็นบุคคลที่คนธรรมดาอย่างเขาไม่กล้าล่วงเกิน

"ถ้าไม่มีเงินก็ไปเถอะ อย่ามายืนขวางหน้าร้านเสียเวลาทำมาหากิน" สุดท้ายเถ้าแก่ก็ได้แต่บ่นพึมพำออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

ทว่าคำพูดนี้กลับทำให้หนิงหรงหรงโมโหรุนแรงยิ่งขึ้น "เจ้า!"

นางผู้เป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติอันเกรียงไกร กลับถูกพ่อค้ากระจอกๆ หาว่าไม่มีเงินจ่าย

แต่นางก็ไม่มีคำพูดใดจะโต้แย้ง เพราะในตัวนางตอนนี้ไม่มีเงินเลยจริงๆ

ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียดขนาดนี้ นางจะไปตามหาหัวขโมยที่ฉกเงินนางไปได้ที่ไหน

"ไอ้หัวขโมย! กล้าดียังไงมาลักขโมยกันกลางวันแสกๆ แบบนี้!" ทันใดนั้น เสียงตะโกนหนึ่งก็ดังมาจากกลางฝูงชน

"หัวขโมย!" ดวงตาของหนิงหรงหรงเป็นประกายขึ้นมาทันที และรีบวิ่งตรงไปที่นั่น

เมื่อฝ่าฝูงชนเข้าไป นางก็เห็นชายหนุ่มในชุดดำร่างสูงสง่าหน้าตาหล่อเหลายืนอยู่ตรงกลาง ในมือเขากำลังหิ้วปีกชายร่างผอมโซในชุดป่านท่าทางลุกลี้ลุกลนคนหนึ่งไว้

นอกจากนี้ในมือเขายังมีถุงผ้าสีดำ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นของที่ยึดคืนมาได้จากหัวขโมยคนนั้น

"ในถุงผ้านี้มีของอยู่หลายอย่าง ทุกท่านลองตรวจดูว่ามีของใครหายไปบ้างแล้วมารับคืนไป" ชายหนุ่มตะโกนบอกฝูงชนที่มุงดูอยู่

เมื่อได้ยินเช่นนั้น บรรดาไทยมุงต่างก็รีบสำรวจร่างกายตัวเองทันที

"ไอ้หยา กระเป๋าเงินข้าหายไปจริงๆ ด้วย!"

"ของข้าก็หาย!"

"ข้าด้วย!"

หนิงหรงหรงทนไม่ไหวอีกต่อไป นางรีบวิ่งตรงไปหาชายหนุ่มคนนั้น

"ของข้าก็หาย เอามาให้ข้าดูหน่อยว่าอยู่ในนั้นไหม" หนิงหรงหรงสั่งด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ

ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองนางแล้วกล่าวว่า "บางทีเจ้าควรจะพูดคำว่า 'ได้โปรด' นะ"

หนิงหรงหรงจ้องหน้าเขาและกำลังจะแผลงฤทธิ์ใส่ แต่แล้วนางก็สงบใจลงอย่างกะทันหัน

รอยยิ้มที่ดูอ่อนหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้า รอยยิ้มนี้ดูราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่น ความงามของมันทำให้ผู้คนรอบข้างอดไม่ได้ที่จะหันมามอง

"ได้โปรดให้ข้าดูหน่อยได้ไหมคะ" น้ำเสียงของหนิงหรงหรงนุ่มนวลลงอย่างเห็นได้ชัด

"หึ ดูซิว่าเจ้าจะยังไม่ยอมให้ข้าดูอีกไหม" หนิงหรงหรงคาดหวังจะเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของชายคนนี้

แต่ผิดคาด ชายหนุ่มเพียงแค่ปรายตามองนางแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่า "เจ้าไปต่อแถวเป็นคนสุดท้าย"

จากนั้นชายหนุ่มก็ถือถุงผ้าเดินไปหาคนอื่นๆ ที่ทำของหาย เพื่อให้พวกเขารับของคืนไปก่อน

หนิงหรงหรงยืนตะลึงค้างอยู่กับที่ นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าชายตรงหน้าจะกล้าจัดให้นางอยู่ลำดับสุดท้ายจริงๆ

กลุ่มคนที่ทำของหายต่างกรูกันเข้ามา ไม่มีใครรู้ฐานะวิญญาณจารย์ของนาง พวกเขาจึงเบียดนางจนไปอยู่หลังสุดโดยธรรมชาติ

ไม่นานนัก ของส่วนใหญ่ก็ถูกรับคืนไปจนเกือบหมด เหลือเพียงกระเป๋าผ้าใบเล็กสีชมพูเพียงใบเดียวที่ก้นถุง

ในจังหวะนั้นเอง ชายร่างท้วมวัยกลางคนคนหนึ่งก็ยื่นมือเข้าไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ตั้งใจจะคว้ากระเป๋าสีชมพูใบนั้นไป

"นี่คือของเจ้าอย่างนั้นหรือ" ชายหนุ่มกดมือของชายร่างท้วมไว้ พร้อมกับจ้องมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

"ฮิๆ แน่นอนว่าเป็นของข้าสิ ผู้ชายจะใช้กระเป๋าสีชมพูไม่ได้เชียวหรือ" ชายร่างท้วมหัวเราะแห้งๆ

จบบทที่ บทที่ 8 เมืองโซโท การพบพานหนิงหรงหรงโดยบังเอิญ

คัดลอกลิงก์แล้ว