- หน้าแรก
- โต้วหลัว พรสวรรค์ของข้าเกื้อหนุนกันในสามโลก
- บทที่ 8 เมืองโซโท การพบพานหนิงหรงหรงโดยบังเอิญ
บทที่ 8 เมืองโซโท การพบพานหนิงหรงหรงโดยบังเอิญ
บทที่ 8 เมืองโซโท การพบพานหนิงหรงหรงโดยบังเอิญ
บทที่ 8 เมืองโซโท การพบพานหนิงหรงหรงโดยบังเอิญ
ภายในป่าทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เจียงอี้ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงสีน้ำเงินทองวาบผ่านรูม่านตาเพียงครู่ก่อนจะจางหายไป และถูกแทนที่ด้วยประกายแสงสีเขียวทองอันเจิดจ้า
รอบกายของเขาเต็มไปด้วยวัชพืชที่เติบโตขึ้นอย่างผิดหูผิดตา โดยเฉพาะหญ้าเงินครามที่มีอยู่ดารดาษ
สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกกระตุ้นด้วยพลังแห่งชีวิตที่แผ่ออกมาในระหว่างที่เขาหลอมรวมกับกระดูกวิญญาณ
เดิมทีหลังจากแบ่งปันพลังกับเจียงอี้ในยุคตำนานมังกร พลังชีวิตของเขาก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว เมื่อได้รับการเสริมพลังจากกระดูกวิญญาณแสนปีชิ้นนี้ พลังนั้นย่อมทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมหาศาล
ท่ามกลางดงหญ้าเงินคราม เขาค้นหาตำแหน่งของอาอิ๋นได้อย่างแม่นยำและถอนนางขึ้นมาอีกครั้ง
"ตอนนี้ข้ายังเอาอาอิ๋นไว้ข้างกายไม่ได้ เพราะข้ายังไม่มีอุปกรณ์วิญญาณที่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิตได้"
"หากถังห้าวมาเห็นเข้า เขาต้องคลั่งแน่ ข้าควรหาที่ซ่อนนางไว้ก่อนดีกว่า"
"รอจนกว่าข้าจะจัดการตู๋กูโปและแย่งชิงกระเป๋าสารพัดนึกปรารถนามาได้ ถึงตอนนั้นค่อยพาอาอิ๋นไปด้วย"
"อย่างไรเสีย นางก็คืออาวุธชิ้นสำคัญที่จะเอาไว้ใช้จัดการกับสองพ่อลูกตระกูลถัง"
รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้าของเจียงอี้ ในเมื่อไอ้คนโฉดถังซานคิดจะฆ่าเขา เขาก็จะไม่มีวันปล่อยให้มันได้อยู่อย่างเป็นสุข
การฆ่าให้ตายในทันทีนั้นง่ายเกินไป เขาต้องทรมานมันให้สาสม
เจียงอี้ประคองอาอิ๋นไว้ในมือแล้วเดินออกจากป่าไป
...
อาณาจักรบารัค เมืองโซโท
เมืองโซโทเป็นหนึ่งในสองเมืองที่สำคัญที่สุดของอาณาจักรบารัค และได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของอาณาจักร
ที่ประตูทิศตะวันตกของเมืองโซโท เด็กหนุ่มอายุประมาณสิบสองปี รูปร่างสมส่วน หน้าตาหล่อเหลา สวมชุดคลุมสีดำสนิทก้าวเดินเข้าสู่ตัวเมือง
เขาคือเจียงอี้ที่จัดการที่อยู่ให้แก่อาอิ๋นเรียบร้อยแล้วนั่นเอง
ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่ง ความเร็วในการเดินทางของเขาจึงรวดเร็วมาก หลังจากเดินทางมาได้ประมาณหนึ่งวัน เขาก็มาถึงที่นี่จากหมู่บ้านวิญญาณศักดิ์สิทธิ์
"นี่น่ะหรือเมืองโซโท ช่างรุ่งเรืองสมคำร่ำลือจริงๆ"
หลังจากเข้าเมืองมา เจียงอี้ก็เดินมาถึงย่านถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาดสาย พ่อค้าแม่ค้าสองข้างทางต่างส่งเสียงเรียกแขกกันอย่างคึกคัก
"ไม่รู้ว่าตอนนี้ถังซานเข้าไปอยู่ที่สถาบันสื่อไหลเค่อหรือยัง"
ด้วยความสงสัยนี้ เจียงอี้จึงตั้งใจจะแอบไปสืบข่าวที่สถาบันสื่อไหลเค่ออย่างเงียบๆ
ทว่าเรื่องของถังห้าวก็ทำให้เขาต้องลังเล
หากเขาเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า ย่อมมีโอกาสถูกถังห้าวตรวจพบได้ง่าย
ในขณะที่เขากำลังตัดสินใจลำบาก เสียงหวานใสสายหนึ่งก็ดังเข้าหู
"เถ้าแก่ ขอเนื้อย่างไม้หนึ่งนะ เอาเผ็ดน้อยๆ"
"ได้เลยจ้ะ รอสักครู่นะแม่หนู"
หน้าแผงขายเนื้อย่าง เด็กสาวคนหนึ่งกำลังยืนคุยกับเจ้าของร้าน นางจ้องมองเนื้อย่างด้วยแววตาเป็นประกาย
เด็กสาวสวมชุดกระโปรงสีขาวเรียบง่ายที่ให้ความรู้สึกสะอาดตา ผมสั้นประบ่าดูเรียบร้อย ผิวพรรณละเอียดอ่อน และมีเครื่องหน้าทีงดงามไร้ที่ติ
นางมีความสูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตร รูปร่างสมส่วน และมีท่วงท่าที่ดูสูงศักดิ์ราวกับเทพธิดา
ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคุณหนูที่ได้รับการอบรมสั่งสอนมาอย่างดีจากตระกูลขุนนาง
เมื่อเห็นเด็กสาวเช่นนี้ปรากฏตัวในเมืองโซโท ดวงตาของเจียงอี้ก็วาบผ่านด้วยประกายบางอย่าง เขาพอจะเดาตัวตนของนางได้แล้ว
เขากระจายพลังจิตออกไปและพบโอกาสในทันที
จากนั้นเขาจึงเดินตรงไปข้างหน้าและแฝงตัวเข้าสู่ฝูงชน
ในเวลานี้ หนิงหรงหรงได้รับเนื้อย่างมาแล้วและรีบกัดเข้าไปคำหนึ่งอย่างอดใจไม่ไหว
"อืม~" หนิงหรงหรงครางออกมาด้วยความฟิน
"ในที่สุดก็ได้กินอะไรบ้าง อยู่ในสถาบันสื่อไหลเค่อที่เฮงซวยนั่น แม้แต่มื้อเช้ายังกินไม่อิ่มเลย"
"แถมยังกล้าสั่งให้ข้าไปวิ่งยี่สิบรอบอีก เหอะ ข้าไม่วิ่งหรอก"
หลังจากกัดไปอีกสองคำ นางก็ตั้งใจจะหยิบกระเป๋าเงินออกมาจ่ายค่าอาหาร
ทว่าเมื่อมือเอื้อมไปที่ข้างเอว หนิงหรงหรงกลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่า
"เอ๊ะ อุปกรณ์วิญญาณสำหรับเก็บของของข้าหายไปไหน" ใบหน้าของหนิงหรงหรงซีดเผือดด้วยความตกใจ
เมื่อครู่นี้นางมัวแต่สนใจเนื้อย่างจนไม่ได้สังเกตเลยว่าถูกขโมยอุปกรณ์วิญญาณไปตั้งแต่เมื่อไหร่
บริเวณนี้ใกล้กับย่านการค้าและมีผู้คนหนาแน่นมาก นางจึงไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนขโมยไปในความโกลาหลนั้น
"แม่หนู คงไม่ใช่ว่าจะบอกว่าไม่มีเงินจ่ายหรอกนะ" เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น สีหน้าของเถ้าแก่ร้านเนื้อย่างก็เริ่มดูไม่เป็นมิตร
แน่นอนว่าหนิงหรงหรงไม่ได้เกรงกลัวเขาและสวนกลับไปทันที "ใครว่าข้าไม่มีเงินจ่ายกัน"
เถ้าแก่ชะงักไปเล็กน้อย เมื่อครู่เขาได้ยินคำว่าอุปกรณ์วิญญาณชัดเจน
แม้เขาจะไม่รู้จักว่าอุปกรณ์วิญญาณคืออะไร แต่สิ่งใดก็ตามที่มีคำว่าวิญญาณปนอยู่ ย่อมเป็นของของวิญญาณจารย์ ซึ่งเป็นบุคคลที่คนธรรมดาอย่างเขาไม่กล้าล่วงเกิน
"ถ้าไม่มีเงินก็ไปเถอะ อย่ามายืนขวางหน้าร้านเสียเวลาทำมาหากิน" สุดท้ายเถ้าแก่ก็ได้แต่บ่นพึมพำออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
ทว่าคำพูดนี้กลับทำให้หนิงหรงหรงโมโหรุนแรงยิ่งขึ้น "เจ้า!"
นางผู้เป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติอันเกรียงไกร กลับถูกพ่อค้ากระจอกๆ หาว่าไม่มีเงินจ่าย
แต่นางก็ไม่มีคำพูดใดจะโต้แย้ง เพราะในตัวนางตอนนี้ไม่มีเงินเลยจริงๆ
ท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียดขนาดนี้ นางจะไปตามหาหัวขโมยที่ฉกเงินนางไปได้ที่ไหน
"ไอ้หัวขโมย! กล้าดียังไงมาลักขโมยกันกลางวันแสกๆ แบบนี้!" ทันใดนั้น เสียงตะโกนหนึ่งก็ดังมาจากกลางฝูงชน
"หัวขโมย!" ดวงตาของหนิงหรงหรงเป็นประกายขึ้นมาทันที และรีบวิ่งตรงไปที่นั่น
เมื่อฝ่าฝูงชนเข้าไป นางก็เห็นชายหนุ่มในชุดดำร่างสูงสง่าหน้าตาหล่อเหลายืนอยู่ตรงกลาง ในมือเขากำลังหิ้วปีกชายร่างผอมโซในชุดป่านท่าทางลุกลี้ลุกลนคนหนึ่งไว้
นอกจากนี้ในมือเขายังมีถุงผ้าสีดำ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นของที่ยึดคืนมาได้จากหัวขโมยคนนั้น
"ในถุงผ้านี้มีของอยู่หลายอย่าง ทุกท่านลองตรวจดูว่ามีของใครหายไปบ้างแล้วมารับคืนไป" ชายหนุ่มตะโกนบอกฝูงชนที่มุงดูอยู่
เมื่อได้ยินเช่นนั้น บรรดาไทยมุงต่างก็รีบสำรวจร่างกายตัวเองทันที
"ไอ้หยา กระเป๋าเงินข้าหายไปจริงๆ ด้วย!"
"ของข้าก็หาย!"
"ข้าด้วย!"
หนิงหรงหรงทนไม่ไหวอีกต่อไป นางรีบวิ่งตรงไปหาชายหนุ่มคนนั้น
"ของข้าก็หาย เอามาให้ข้าดูหน่อยว่าอยู่ในนั้นไหม" หนิงหรงหรงสั่งด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจ
ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองนางแล้วกล่าวว่า "บางทีเจ้าควรจะพูดคำว่า 'ได้โปรด' นะ"
หนิงหรงหรงจ้องหน้าเขาและกำลังจะแผลงฤทธิ์ใส่ แต่แล้วนางก็สงบใจลงอย่างกะทันหัน
รอยยิ้มที่ดูอ่อนหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้า รอยยิ้มนี้ดูราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่น ความงามของมันทำให้ผู้คนรอบข้างอดไม่ได้ที่จะหันมามอง
"ได้โปรดให้ข้าดูหน่อยได้ไหมคะ" น้ำเสียงของหนิงหรงหรงนุ่มนวลลงอย่างเห็นได้ชัด
"หึ ดูซิว่าเจ้าจะยังไม่ยอมให้ข้าดูอีกไหม" หนิงหรงหรงคาดหวังจะเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของชายคนนี้
แต่ผิดคาด ชายหนุ่มเพียงแค่ปรายตามองนางแวบหนึ่งแล้วกล่าวว่า "เจ้าไปต่อแถวเป็นคนสุดท้าย"
จากนั้นชายหนุ่มก็ถือถุงผ้าเดินไปหาคนอื่นๆ ที่ทำของหาย เพื่อให้พวกเขารับของคืนไปก่อน
หนิงหรงหรงยืนตะลึงค้างอยู่กับที่ นางไม่อยากจะเชื่อเลยว่าชายตรงหน้าจะกล้าจัดให้นางอยู่ลำดับสุดท้ายจริงๆ
กลุ่มคนที่ทำของหายต่างกรูกันเข้ามา ไม่มีใครรู้ฐานะวิญญาณจารย์ของนาง พวกเขาจึงเบียดนางจนไปอยู่หลังสุดโดยธรรมชาติ
ไม่นานนัก ของส่วนใหญ่ก็ถูกรับคืนไปจนเกือบหมด เหลือเพียงกระเป๋าผ้าใบเล็กสีชมพูเพียงใบเดียวที่ก้นถุง
ในจังหวะนั้นเอง ชายร่างท้วมวัยกลางคนคนหนึ่งก็ยื่นมือเข้าไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ตั้งใจจะคว้ากระเป๋าสีชมพูใบนั้นไป
"นี่คือของเจ้าอย่างนั้นหรือ" ชายหนุ่มกดมือของชายร่างท้วมไว้ พร้อมกับจ้องมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
"ฮิๆ แน่นอนว่าเป็นของข้าสิ ผู้ชายจะใช้กระเป๋าสีชมพูไม่ได้เชียวหรือ" ชายร่างท้วมหัวเราะแห้งๆ