เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 15 นิสัยสุนัข บทจะแว้งกัดก็แว้งกัด!

ตอนที่ 15 นิสัยสุนัข บทจะแว้งกัดก็แว้งกัด!

ตอนที่ 15 นิสัยสุนัข บทจะแว้งกัดก็แว้งกัด!


เมื่อออกจากหมู่บ้าน กู้หย่วนก็มุ่งหน้าตรงไปยังตัวอำเภอทันที

ส่วนอาหวงหนูเขี้ยวเหล็กนั้น ซุกซ่อนตัวอยู่ใต้เสื้อกันหนาวบุนวมที่ทั้งเก่าและขาดวิ่นของเขา

หลังจากเข้าเมืองมาแล้ว กู้หย่วนมุ่งตรงไปยังตรอกเถียนสุ่ย ซึ่งเป็นที่พักของหลินโจว

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

หลังเคาะประตู ประตูเรือนก็ถูกเปิดออก ทว่าคนที่มาเปิดกลับไม่ใช่หลินโจว แต่เป็นสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีใบหน้างดงามอ่อนหวาน และมีทรวดทรงอวบอัดเย้ายวน

"ขออภัย ข้ามาหาหลินโจวน่ะ"

กู้หย่วนเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย

"ท่านคือ..."

สตรีผู้นั้นยอบกายคารวะกู้หย่วนเบาๆ

"ผู้น้อยแซ่หู เป็นเพื่อ... เอ้ย เป็นลูกพี่ลูกน้องห่างๆ ของหลินโจวเจ้าค่ะ"

ตอนที่พูดประโยคนี้ ใบหน้าของนางแดงระเรื่อเล็กน้อย คล้ายจะเขินอายอยู่บ้าง

"ท่านคงจะเป็นคุณชายกู้ใช่หรือไม่ หลินโจวเคยเล่าเรื่องของท่านให้ข้าฟังแล้ว"

ให้ตายเถอะ สตรีผู้นี้เกล้ามวยผมทรงม้าตก ดูอย่างไรก็เป็นแม่ม่ายชัดๆ หลินโจวเจ้านี่ดูภายนอกซื่อๆ ทึ่มๆ นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเสือซ่อนเล็บเหมือนกัน... กู้หย่วนประหลาดใจอยู่ในใจ แต่ภายนอกกลับพยักหน้ารับ

"ที่แท้ก็พี่หญิงหูนี่เอง"

"เรียกข้าว่าซิ่วเหนียงก็พอเจ้าค่ะ คุณชายกู้เชิญด้านใน"

หูซิ่วเหนียงรีบเชิญกู้หย่วนเข้ามาด้านใน จากนั้นจึงพาเขาไปหาหลินโจว

ภายในห้อง หลินโจวกำลังง่วนอยู่กับการเก็บข้าวของ เมื่อเห็นกู้หย่วนเดินเข้ามา ก็รีบเอ่ยทักทาย

"พี่กู้มาแล้วหรือ"

"ห้องของข้ารกไปหน่อย ทำให้พี่กู้ต้องมาเห็นเรื่องน่าขันแล้ว รบกวนรอสักครู่ ข้าใกล้จะเสร็จแล้วล่ะ"

ไม่นานนัก หลินโจวก็หยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกออกมาครบชุด พร้อมกับหนังสืออีกสองสามเล่ม แล้วเริ่มสอนกู้หย่วนอ่านเขียนตัวหนังสือ

กู้หย่วนมีพื้นฐานนิสัยรักการเรียนและคลังความรู้จากชาติที่แล้วนานนับสิบปี ประกอบกับตัวอักษรในชาตินี้ก็มีความคล้ายคลึงกับชาติก่อน แถมยังมีพื้นฐานอยู่บ้าง จึงทำให้เขาเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก

เรื่องนี้ทำให้หลินโจวถึงกับทอดถอนใจด้วยความเสียดายครั้งแล้วครั้งเล่า

"พี่กู้ หากท่านได้เริ่มเรียนหนังสือตั้งแต่ยังเด็ก ไม่แน่ว่าอาจจะสอบผ่านการสอบระดับอำเภอ คว้าตำแหน่งซิ่วไฉมาครองได้เลยนะ!"

ในสายตาของเขา กู้หย่วนเป็นคนฉลาดหลักแหลม พรสวรรค์ก็ดีเยี่ยม นับเป็นต้นกล้าชั้นดีสำหรับเส้นทางบัณฑิต หากกู้หย่วนได้เรียนหนังสือตั้งแต่เด็ก อนาคตจะต้องสดใสไกลโพ้นแน่นอน

น่าเสียดายที่ตอนนี้กู้หย่วนอายุสิบเจ็ดปีแล้ว เขาเสียเวลาอันมีค่าไปตั้งสิบกว่าปี

"พี่หลินชมเกินไปแล้ว"

กู้หย่วนหัวเราะเบาๆ ไม่ได้กล่าวอะไรต่อ

ด้วยฐานะและสภาพครอบครัวของเขา เมื่อก่อนแค่เรื่องปากท้องยังเป็นปัญหา ทางบ้านจะมีปัญญาส่งเสียให้เขาเรียนหนังสือได้อย่างไร?

ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งซิ่วไฉอะไรนั่น หากเป็นในยุคโบราณธรรมดาก็คงจะดีอยู่หรอก เพราะจะได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆ มากมายแถมยังมีสถานะทางสังคมที่ค่อนข้างสูง ทว่าโลกใบนี้กลับมีทั้งเผ่าพันธุ์ปีศาจ ตลอดจนพลังเหนือธรรมชาติอย่างการฝึกฝนวิถีแห่งยุทธดำรงอยู่ หากพูดถึงสถานะแล้ว บัณฑิตจะไปเทียบเคียงกับยอดฝีมือทางยุทธวรยุทธ์ได้อย่างไร?

เมื่อเทียบกันแล้ว กู้หย่วนยังคงสนใจการฝึกฝนวิถีแห่งยุทธมากกว่า

ช่วงเที่ยง หลังจากกู้หย่วนทานอาหารที่บ้านของหลินโจวเสร็จ เขาก็เริ่มเรียนหนังสือต่อ จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดลง เขาถึงได้ขอตัวลากลับ

ตลอดช่วงครึ่งเดือนหลังจากนั้น กู้หย่วนเดินทางไปมาระหว่างหมู่บ้านตระกูลกู้และอำเภอเป่ยเหลียง ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับเส้นทางสองจุดนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในขณะเดียวกัน จากการลอบสังเกตการณ์ของเขา ต่งกุ้ยกับซุนเอ้อก็พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว พวกเขาถูกอาการบาดเจ็บทรมานอย่างหนัก ดูทรงแล้วชั่วคราวนี้คงไม่มีกะจิตกะใจจะมาหาเรื่องเขา

ส่วนทางด้านแก๊งชิงจู๋ในเมือง ช่วงนี้กลับมีความเคลื่อนไหวไม่หยุดหย่อน

ตามท้องถนนในอำเภอเป่ยเหลียง มักจะเห็นสมาชิกแก๊งที่ปักลายใบไผ่บนอกเสื้อเดินกวาดสายตาจ้องมองผู้คนอย่างดุดัน ชัดเจนเลยว่าพวกมันกำลังตามหาตัวเขา

ด้วยเหตุนี้ จึงก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไม่น้อย

ทว่าหลังจากที่กู้หย่วนได้รับการเสริมพลังจากพรสวรรค์เขี้ยวเหล็ก ร่างกายของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย

ทั้งส่วนสูง กลิ่นอาย รูปร่าง หรือแม้แต่ใบหน้า ล้วนเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนระดับหนึ่ง

เมื่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มารวมกัน จึงทำให้เขาดูราวกับเป็นคนละคนเลยทีเดียว

แม้แต่บิดามารดาของกู้หย่วน ก็ยังรู้สึกคุ้นๆ แปลกๆ ว่ากู้หย่วนดูเปลี่ยนไป ไม่ค่อยเหมือนกู้หย่วนคนเดิมที่ทั้งซื่อตรงและหัวทึบคนนั้นสักเท่าไร

ประกอบกับทุกครั้งที่กู้หย่วนเข้าเมือง เขาจะแต่งตัวเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเสียก่อน อย่างเช่น การสวมหมวกบุนวมบนศีรษะ เปลี่ยนเสื้อบุนวมและรองเท้าเก่าซอมซ่อให้เป็นของใหม่

ยิ่งไปกว่านั้น ยุคโบราณไม่มีเทคโนโลยีถ่ายภาพ ย่อมไม่มีใครถือรูปถ่ายมาเดินเทียบหน้าตามหาตัวคนหรอก

ภายใต้เหตุผลนานัปการ จึงไม่มีผู้ใดจดจำกู้หย่วนได้

กู้หย่วนยังนึกสงสัยด้วยซ้ำว่า ต่อให้เขาไปปรากฏตัวต่อหน้าหลงจู๊สวีผู้นั้นด้วยตัวเอง อีกฝ่ายก็คงจำเขาไม่ได้ในทันที

บ่ายวันหนึ่ง หลังจากกู้หย่วนท่องจำบทความเสร็จตามปกติ เขาก็บอกลาบัณฑิตหลินโจว แล้วเดินออกจากตรอกบ่อน้ำเถียนสุ่ย

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เดินไปไหนไกล แต่กลับมองหาลานเรือนร้างที่ไม่มีคนอยู่อาศัยมาเนิ่นนาน ก่อนจะออกแรงกระโดดเพียงครั้งเดียว ปีนป่ายข้ามกำแพงเข้าไปด้านในอย่างคล่องแคล่ว

"จี๊ด! จี๊ด! จี๊ด!"

ทันใดนั้น อาหวงที่มีขนาดตัวใหญ่โตเทียบเท่ากับแมวตัวโตๆ ก็มุดออกมาจากมุมลับตาคนด้านข้าง

มันพุ่งทะยานด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง กลายเป็นเงาดำสายหนึ่งวิ่งรี่เข้ามาอยู่ตรงหน้ากู้หย่วนอย่างรวดเร็ว ดวงตาคู่เล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียวเป็นประกายแวววาว ทอประกายแสงแห่งสติปัญญาออกมาให้เห็นอยู่บ้าง

"ไปที่ประจำกันเถอะ!"

กู้หย่วนย่อตัวลง ลูบหัวที่ปกคลุมด้วยขนเรียบลื่นเป็นเงางามของมัน

"จี๊ดๆ!"

อาหวงราวกับฟังความหมายของกู้หย่วนรู้เรื่อง มันกระโจนตัวเพียงครั้งเดียว ก็ปีนป่ายข้ามกำแพงเรือนออกไป

ร้านจี้อัน

"ยังหาไอ้เด็กนั่นไม่พบอีกหรือ!?"

หลงจู๊สวีมีใบหน้าดำทะมึน จ้องมองลูกจ้างในร้านอย่างถมึงทึง

"หลงจู๊ขอรับ"

ลูกจ้างหดคอลง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

"หัวหน้าแก๊งอู๋บอกว่า เขาส่งคนออกไปตามหาตามท้องถนนมาครึ่งเดือนแล้ว ก็ยังไม่พบตัวไอ้เด็กนั่นเลยขอรับ อีกอย่าง... อีกอย่าง..."

"อีกอย่างอะไร พูดมา!"

หลงจู๊สวีพอจะเดาอะไรได้ลางๆ จึงตวาดเสียงเย็นเยียบ

ลูกจ้างก้มหน้างุด

"อีกอย่าง หัวหน้าแก๊งอู๋บอกว่าถึงแม้เขาจะมีความคุ้นเคยกับท่านอยู่บ้าง แต่ในเมื่อหัวหน้าแก๊งสามของแก๊งชิงจู๋ต้องมาตายเพราะท่าน ดังนั้น... หลงจู๊ ท่านจำเป็นต้องควักเงินออกมาสามร้อยตำลึงเพื่อใช้ปลอบขวัญครอบครัวของเขา มิเช่นนั้นเขาก็ยากจะทำให้ผู้คนยอมรับได้ และไม่อาจรับประกันได้ว่าบรรดาสหายและญาติพี่น้องของหัวหน้าแก๊งสามจะลงมือทำอะไรบ้างขอรับ"

เพล้ง!

เสียงของแตกดังสนั่น ถ้วยกระเบื้องถูกหลงจู๊สวีปัดตกลงพื้นจนแหลกละเอียด น้ำชาด้านในสาดกระเซ็นไปทั่ว

"เงินสามร้อยตำลึงรึ!?"

หลงจู๊สวีโกรธจนหน้าเขียวปัด ไม่เหลือเค้าโครงของพ่อค้าผู้ประนีประนอมเพื่อเรียกทรัพย์อีกต่อไป เขาแผดเสียงคำรามลั่น

"โลภมากขนาดนี้ ไอ้แซ่อู๋มันเห็นร้านจี้อันของข้าเป็นโรงเงินหรืออย่างไร!?"

เงินสามร้อยตำลึง ต่อให้เขาต้องควักเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้ออกมา ก็แทบจะกระอักเลือด เพราะนั่นมันเท่ากับเงินเก็บค่อนชีวิตของเขาเลยเชียวนะ!

ลูกจ้างตกใจจนตัวสั่นเทิ้ม ต่อให้ขาจะถูกน้ำร้อนกระเด็นใส่จนปวดแสบปวดร้อน ก็ยังไม่กล้าส่งเสียงร้องออกมา ราวกับกลัวว่าจะโดนหางเลขไปด้วย

ผ่านไปครู่ใหญ่ หลงจู๊สวีถึงได้พยายามข่มอารมณ์ให้สงบลง

อันที่จริงเขาก็รู้ดี แม้ภายนอกจะดูเหมือนว่าเขากับหัวหน้าแก๊งชิงจู๋มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่เงินก้อนนี้เขาจำเป็นต้องจ่าย ไม่จ่ายไม่ได้!

ท้ายที่สุดแล้ว ไอ้แซ่อู๋นั่นก็เป็นพวกเหี้ยมโหดอำมหิต แถมยังมีสันดานเยี่ยงสุนัข นึกจะแว้งกัดก็กัดทันทีชนิดไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

หากเขาไม่ยอมจ่าย ปัญหาของเขาคงจะยิ่งใหญ่โตกว่านี้แน่

หลงจู๊สวีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

"เดี๋ยวเจ้าไปส่งข้อความถึงอู๋ซวิ่นแทนข้า บอกไปว่าเงินสามร้อยตำลึงนี้ข้าสามารถเตรียมให้เขาได้ แต่เขาจะต้องจับตัวไอ้เด็กนั่นมาให้ข้า นี่ไม่ใช่คำขอร้อง แต่เป็นเงื่อนไข!"

ในสายตาของเขา การจ่ายเงินก็เรื่องหนึ่ง แต่จะปล่อยกู้หย่วนไปไม่ได้เด็ดขาด

ไม่ว่าหัวหน้าแก๊งสามแห่งแก๊งชิงจู๋จะถูกไอ้เด็กนั่นฆ่าตายด้วยวิธีใด และไม่ว่าเรื่องนี้ใครจะถูกหรือใครจะผิด สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่สำคัญ!

ที่สำคัญคือ ไอ้เด็กนั่นกลายเป็นเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ในใจเขาไปแล้ว

อย่างไรเสีย เรื่องนี้ก็มีต้นเหตุมาจากเขา

หากกู้หย่วนไม่ตาย ใจเขาย่อมไม่มีทางสงบสุข!

จบบทที่ ตอนที่ 15 นิสัยสุนัข บทจะแว้งกัดก็แว้งกัด!

คัดลอกลิงก์แล้ว