เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 - ต้องทำวันละสามมื้อ

บทที่ 17 - ต้องทำวันละสามมื้อ

บทที่ 17 - ต้องทำวันละสามมื้อ


บทที่ 17 - ต้องทำวันละสามมื้อ

ไม่นานนัก

ทั้งสองคนก็มาจุดกองไฟกันที่หลังเขา

"ศิษย์รัก นี่เรียกว่าบาร์บีคิวอย่างนั้นหรือ?"

"หอมจังเลย!"

หลี่หว่านชิงมองดูเนื้อย่างสีเหลืองทองที่เสียบอยู่บนแท่นย่างแบบง่ายๆ ที่ลั่วอวี่ทำขึ้น นางถึงกับน้ำลายสอ!

"ท่านอาจารย์ ของกินชนิดนี้เป็นหนึ่งในของอร่อยที่สุดในบ้านเกิดของข้าเลยนะขอรับ แต่ว่า... ของแบบนี้ต้องกินตอนร้อนๆ ถึงจะอร่อย!"

"เมื่อก่อน ข้าเองก็ไม่เคยกินแบบที่เพิ่งย่างเสร็จใหม่ๆ เหมือนกัน!"

"นี่ขอรับ!" ลั่วอวี่พูดพลางพลิกไม้เสียบเนื้อย่างไปพลาง ในหัวก็นึกถึงเรื่องราวในอดีต!

จากนั้นเขาก็หยิบเนื้อที่ย่างสุกแล้วไม้หนึ่งส่งให้หลี่หว่านชิงโดยตรง

หลี่หว่านชิงยื่นมือไปรับมาทันที แล้วอ้าปากกัดคำโต

ท่าทางการกินของนางช่างดูมูมมาม นางอ้าปากกัดเนื้อย่างคำโตๆ น้ำเนื้อไหลย้อยลงมาตามมุมปากก็ไม่สนใจ แถมยังคราง "อื้ม~" ออกมาด้วยความพึงพอใจเป็นระยะ

ราวกับว่าบนโลกใบนี้ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าของอร่อยและวิธีกินที่สะใจแบบนี้อีกแล้ว นางโยนภาพลักษณ์ของสตรีผู้สูงศักดิ์ทิ้งไปจนหมดสิ้น

"อืม... จริงสิ บ้านเกิดของเจ้าอยู่ที่ไหน ทำไม... ถึงมาอยู่ที่สำนักหลิงซวีของข้าได้?"

เห็นเพียงกระพุ้งแก้มของหลี่หว่านชิงป่องออกมาจนตุ่ย เพราะข้างในอัดแน่นไปด้วยอาหารที่ยังเคี้ยวไม่ละเอียด

นางพยายามจะกลืนอาหารเหล่านั้นลงท้องอย่างยากลำบาก พร้อมกับเอ่ยปากถามเสียงอู้อี้

"ท่านอาจารย์ ค่อยๆ กินเถอะขอรับ พวกนี้ข้าเหลือไว้ให้ท่านหมดเลย!"

พอลั่วอวี่เห็นท่าทางของหลี่หว่านชิง เขาก็อดขำออกมาไม่ได้

ตอนนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ลั่วอวี่รู้สึกผ่อนคลายที่สุดในชีวิตตลอดสองชาติภพที่ผ่านมาเลยก็ว่าได้

ได้รู้จักเพื่อนดีๆ อย่างหลี่เฟิง ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ไปด้วยกัน

พอกลับมาที่ยอดเขาฉงฮวา ก็ยังมีอาจารย์สาวแสนสวยจอมปากแข็งรอเขาอยู่

"บ้านเกิดของข้าอยู่ในที่ที่ไกลแสนไกลเลยล่ะขอรับ!"

"ชาตินี้ ข้าคงไม่มีวันได้กลับไปอีกแล้วล่ะมั้ง!"

ลั่วอวี่มองดูหลี่หว่านชิงที่กำลังกินเนื้อย่างอย่างเอร็ดอร่อยพลางเอ่ยตอบ

สีหน้าของเขาไม่มีวี่แววของความอาลัยอาวรณ์ต่อชีวิตในชาติก่อนเลยแม้แต่น้อย

เรื่องที่จะกลับไปยังโลกเดิมนั้น เขาไม่เคยคิดถึงมันเลยด้วยซ้ำ

ยังไงซะ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเขาก็ต้องตกระกำลำบากอยู่ดี สู้มาอยู่ที่นี่ แล้วได้นั่งมองท่าทางตอนกินข้าวของท่านอาจารย์คนสวยทุกวันไม่ดีกว่าหรือ!

"ไม่เป็นไรหรอก รอให้อาจารย์ฟื้นฟูระดับพลังกลับมาได้เมื่อไหร่ จะพาเจ้ากลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเอง!"

"ข้าจะบอกให้เจ้ารู้ไว้นะ เมื่อก่อนอาจารย์เก่งกาจมากเลยนะจะบอกให้!"

หลี่หว่านชิงชูไม้เนื้อย่างในมือขึ้นสูง โดยไม่รู้สึกเลยว่าคำพูดเหล่านั้นมีความผิดปกติอะไร

แต่ลั่วอวี่ที่ได้ยินกลับรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย

จากนั้นเขาก็เผลอยื่นมือออกไปเช็ดคราบไขมันที่ติดอยู่ตรงมุมปากของหลี่หว่านชิงอย่างลืมตัว

"ว้าย! เจ้าทำอะไรของเจ้า?"

หลังจากที่หลี่หว่านชิงชะงักไปชั่วครู่ นางก็พลันได้สติกลับมา

นางรีบลุกพรวดขึ้นยืน ใบหน้าแดงก่ำพลางตะโกนใส่ลั่วอวี่

"ข้าเห็นว่าตรงมุมปากท่านอาจารย์มี..."

"คราวหน้าไม่อนุญาตให้ทำแบบนี้อีก ข้าเป็นอาจารย์ของเจ้านะ!"

ดูเหมือนหลี่หว่านชิงจะโกรธมาก นางพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่ลั่วอวี่จะอธิบายจบ

จากนั้นนางก็หันหลังขวับ แล้วหายตัวเข้าไปในความมืดของหลังเขาทันที

"ของพวกนี้เป็นของข้าทั้งหมด!"

ขณะที่ลั่วอวี่ยังคงยืนงงอยู่นั้น หลี่หว่านชิงก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง

นางคว้าเนื้อย่างที่เหลืออยู่บนเตาทั้งหมด แล้วหายตัววับไปอีกรอบ

ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทำเอาลั่วอวี่ถึงกับอึ้งกิมกี่ เขาได้แต่ส่ายหน้าหัวเราะอย่างจนใจ

จากนั้น ลั่วอวี่ก็ดับกองไฟ แล้วเดินกลับเข้าห้องไป

"ระบบ รากปราณสีขาวดำสองธาตุของข้าตกลงมันคืออะไรกันแน่?"

"ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามันไม่ยอมเชื่อฟังข้าเลย!"

ลั่วอวี่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง

หลังจากผ่านเรื่องราวที่หลังเขา อาการเมาของลั่วอวี่ก็สร่างเป็นปลิดทิ้ง

ในเวลานี้เขาไม่ได้ล้มตัวลงนอนพักผ่อนเหมือนกับผู้บ่มเพาะขั้นรวบรวมลมปราณคนอื่นๆ

แต่กลับมุ่งมั่นฝึกฝนอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น

หลังจากที่ลั่วอวี่โคจร 'เคล็ดวิชาสร้างสรรค์โกลาหล' ไปได้ไม่กี่รอบ ระดับการบ่มเพาะของเขาก็ขยับจากขั้นรวบรวมลมปราณระดับเจ็ดขึ้นสู่ระดับแปด

การก้าวหน้าในครั้งนี้ทำให้ลั่วอวี่ตื่นเต้นมากทีเดียว

แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกคาใจก็คือ ไม่ว่าคืนนี้เขาจะพยายามทดสอบยังไง กลุ่มพลังปราณสีขาวดำทั้งสองกลุ่มในทะเลปราณก็ยังคงเพิกเฉยต่อการควบคุมของเขา

ราวกับพวกมันกำลังดูถูกระดับการบ่มเพาะที่ต่ำต้อยของลั่วอวี่อย่างนั้นแหละ

และลั่วอวี่ก็เอ่ยถามข้อสงสัยนี้กับระบบ

"ระดับพลังของโฮสต์ยังต่ำเกินไป ส่วนรากปราณอีกสองธาตุนั้นมีคุณภาพสูงลิ่ว การที่พวกมันต่อต้านจึงไม่ใช่เรื่องแปลก!" ระบบตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

"แล้วข้าต้องทำยังไงถึงจะควบคุมพวกมันได้ล่ะ?"

"ถ้ารากปราณสองธาตุนี้แข็งแกร่งกว่าธาตุอื่น พอข้าฝึกวิชาที่มีคุณสมบัติตรงกัน ข้าก็ต้องเก่งขึ้นมากแน่ๆ เลยใช่ไหม?" ลั่วอวี่ถามอย่างกระตือรือร้น

รากปราณระดับสุดยอด หากเลื่อนขึ้นไปอีกขั้นก็คือระดับเซียน!

นั่นคือสายพันธุ์ในตำนานที่มีเฉพาะในแดนเซียนเท่านั้น

บนทวีปหลิงเหยียนแห่งนี้ ย่อมไม่เคยมีใครได้ยินชื่อมาก่อนแน่นอน

สองเดือนต่อมา

ยอดเขาฉงฮวา ภายในห้องของลั่วอวี่

ชายหนุ่มกำลังนั่งขัดสมาธิทำสมาธิอยู่บนเตียงไม้สลักลาย

"ฟู่~ การที่ไม่พึ่งพาโอสถแล้วอาศัยแค่การดูดซับพลังปราณแห่งฟ้าดินเพียงอย่างเดียว ความเร็วในการฝึกตนมันช่างเชื่องช้าเสียจริงๆ!"

"สมแล้วที่เขาว่ากันว่าเจ็ดรากปราณ ก็คือมหาสมุทรที่ไม่มีวันเติมเต็ม!"

ลั่วอวี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ถอนหายใจยาวๆ แล้วพ่นลมขุ่นมัวออกจากปากจนหมด

เมื่อพ่นลมหายใจออกไป ก็ถือเป็นการสิ้นสุดการทำสมาธิในครั้งนี้อย่างเป็นทางการ

พอลองคำนวณเวลาดู ก็ถึงเวลาที่ต้องไปทำกับข้าวอีกแล้ว

เผลอแป๊บเดียว เวลาสองเดือนเต็มก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว

ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ด้วยคำสั่งพิเศษจากระบบ ลั่วอวี่จึงไม่ได้กินโอสถที่เหลืออยู่เลยแม้แต่เม็ดเดียว

ส่วนงานบรรยายธรรมที่ยอดเขาหลิงซวีซึ่งจัดขึ้นทุกๆ สามวัน เขาก็ไม่เคยขาดเลยสักครั้ง

แต่ตลอดสองเดือนมานี้ ลั่วอวี่ก็ไม่เคยเห็นหลี่หว่านชิงผู้เป็นอาจารย์ไปขึ้นบรรยายธรรมเลยสักหน

ยังดีที่ว่า บางครั้งหลังจากกินอาหารฝีมือลั่วอวี่จนอิ่มหนำสำราญ หลี่หว่านชิงก็จะยอมเอ่ยปากชี้แนะการฝึกฝนให้เขาบ้าง

แต่สิ่งที่ทำให้ลั่วอวี่รู้สึกกลัดกลุ้มก็คือ

ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา ระดับการบ่มเพาะของเขาเพิ่มขึ้นเพียงแค่สองระดับเท่านั้น

ในช่วงเวลานี้ ลั่วอวี่ได้ใช้ของเหลวชำระกายที่เหลืออยู่มาแช่ตัวเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายอีกครั้ง จนหินวิญญาณที่เขามีถูกผลาญไปจนเกลี้ยง

ส่วน 'เคล็ดวิชาสร้างสรรค์โกลาหล' ที่ไม่ทราบระดับชั้น ลั่วอวี่ก็ท่องจำมันได้จนขึ้นใจแล้ว

ทว่า เมื่อสองวันก่อนตอนที่ไปร่วมงานบรรยายธรรมบนยอดเขาหลิงซวี หลี่เฟิงก็มาบอกข่าวดีกับเขาเรื่องหนึ่ง

ปัจจุบันทวีปหลิงเหยียนขาดแคลนพลังปราณ แต่ผู้บ่มเพาะสามารถดูดซับพลังปราณจากหินวิญญาณมาใช้ฝึกฝนได้!

ส่วนความเร็วในการดูดซับนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของผู้บ่มเพาะแต่ละคน

เมื่อได้ยินดังนั้น ลั่วอวี่ก็เริ่มมีแผนการอยู่ในใจ

อาจารย์ของเขามีหินวิญญาณตั้งมากมายนี่นา

นางสามารถควักหินวิญญาณระดับสูงมาให้เขาได้อย่างง่ายดาย

ต้องรู้เอาไว้นะว่า ขนาดศิษย์ของท่านประมุขอย่างหลี่เฟิง ก็ยังไม่เคยมีหินวิญญาณระดับสูงครอบครองเลยสักก้อน

"ตอนนี้เข้าสู่ต้นฤดูหนาวแล้ว ไม่รู้ว่าที่ป่าไผ่หลังเขาจะมีอะไรอร่อยๆ ให้กินบ้างไหมนะ!"

"การกราบเข้ายอดเขาฉงฮวานี่มันไม่ง่ายเลยจริงๆ นอกจากจะต้องฝึกฝนทั้งวันทั้งคืนแล้ว ยังต้องมาคอยเป็นพ่อครัวให้ยายหน้าเลือดนั่นอีก!"

ลั่วอวี่จัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่เพราะการนั่งสมาธิเป็นเวลานานให้เข้าที่ จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป

เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ภายใต้การบังคับขู่เข็ญของหลี่หว่านชิง ลั่วอวี่ผู้น่าสงสารจำต้องยอมแก้ไขคู่มือศิษย์ใหม่อีกครั้งอย่างไม่มีทางเลือก

ซึ่งข้อที่สะดุดตาที่สุดในคู่มือฉบับใหม่ก็คือกฎข้อที่สอง

"ต้องทำอาหารให้ท่านอาจารย์กินวันละสามมื้อ!"

นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลั่วอวี่ก็ต้องเริ่มต้นการเดินทางในฐานะพ่อครัวที่เต็มไปด้วยความท้าทายและความสนุกสนาน

เพื่อตอบสนองความต้องการอันจุกจิกของหลี่หว่านชิง ลั่วอวี่ต้องเค้นสมองคิดค้นเมนูใหม่ๆ และพยายามทำอาหารรสชาติต่างๆ ออกมาให้ได้ในทุกๆ วัน

แต่โชคดีที่บนยอดเขาฉงฮวาแห่งนี้ไม่ได้ขาดแคลนวัตถุดิบเลย ไม่ว่าจะเป็นผักที่ลั่วอวี่ปลูกไว้เมื่อหนึ่งเดือนก่อน หรือสัตว์ตัวเล็กๆ ที่โผล่มาให้เห็นบ้างที่หลังเขา

สุดท้ายของพวกนี้ก็กลายมาเป็นอาหารบนโต๊ะของลั่วอวี่และหลี่หว่านชิงจนหมด

ทว่า สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ เมื่อลั่วอวี่ต้องใช้เวลาไปกับการทำอาหารมากขึ้น เวลาที่เขาจะใช้มุ่งมั่นกับการฝึกฝนก็ยิ่งน้อยลงไปทุกที

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 17 - ต้องทำวันละสามมื้อ

คัดลอกลิงก์แล้ว