เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 107 ความโกลาหลครั้งใหญ่

บทที่ 107 ความโกลาหลครั้งใหญ่

บทที่ 107 ความโกลาหลครั้งใหญ่


ณ ยอดเขาซุ่ยเติง

ความลำพองใจบนใบหน้าของซ่งจื่อเหรินเลือนหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความเคร่งเครียดและความหวาดหวั่นที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาเพิ่งจะสร้างรากฐาน ขอบเขตพลังยังไม่มั่นคง รากฐานเซียนแม้จะวิเศษแต่ถนัดไปทางช่วยปรุงยามากกว่า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักพรตกระดูกผู้มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ ถือธงเรียกวิญญาณสุดประหลาด และเป็นผู้บำเพ็ญมารขอบเขตสร้างรากฐานช่วงกลาง แรงกดดันนี้หนักหนาราวกับขุนเขา!

อีกอย่าง เขากลัว!

กลัวว่าความสำเร็จของตน จะกลายเป็นชุดวิวาห์ให้ผู้อื่นสวมใส่...

"ท่านพ่อ!"

ซ่งจื่อเหรินเต็มไปด้วยความกังวล ส่งกระแสเสียงหาชายชราสวมชุดคลุมเต๋าอัคคีทองคำที่ยืนอยู่ข้างกาย ผู้มีใบหน้าโบราณเรียบง่าย เขาคือเสาหลักค้ำจุนที่บุกเบิกตระกูลซ่งมาด้วยความยากลำบาก บรรพชนตระกูลซ่งผู้มีตบะขั้นสร้างรากฐานช่วงกลาง ซ่งเสวียนหมิง

"เจ้ามารนี่มาอย่างดุดัน เห็นชัดว่าเตรียมการมาอย่างดี ธงสีดำนั่นอานุภาพน่าสะพรึงกลัว เกรงว่าจะเป็นของวิเศษขอบเขตสร้างรากฐานชั้นหนึ่ง!"

ซ่งเสวียนหมิงขมวดคิ้วแน่น ดวงตาชราฉายประกายเจิดจ้า จ้องเขม็งไปที่นักพรตกระดูกบนยอดเมฆหมอกปีศาจ และธงหมื่นวิญญาณในมือที่แผ่สภาวะพลังอัปมงคลออกมา ความคิดในหัวผุดขึ้นและจมลงไม่หยุดหย่อน

หลายปีมานี้ตนสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์และปิดด่านทำความเข้าใจวิถีเต๋าบ่อยครั้ง กลับปล่อยให้เจ้ามารนี่หลอมของวิเศษอันยอดเยี่ยมในระดับสร้างรากฐานออกมาได้งั้นหรือ?!

ทว่าเวลาไม่มากพอให้เขาค่อยคิดใคร่ครวญ ซ่งเสวียนหมิงกล่าวเสียงเครียด

"หยกสื่อสารที่สำนักเบิกสงัดประทานมาถูกบีบแตกไปแล้ว แต่ยังต้องรอเวลาเดินทาง มาอย่างดุดันเช่นนี้ ไอ้ชั่วนี่คงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม..."

สายตาเขากวาดผ่านเงาร่างอันหนาวเหน็บอีกสองร่างที่ผลุบโผล่อยู่ในเมฆหมอกปีศาจ ซึ่งแผ่สภาวะพลังขอบเขตสร้างรากฐานเช่นเดียวกันออกมา

"มันยังพาผู้ช่วยมาด้วย! สร้างรากฐานช่วงต้นสองคน!"

หัวใจซ่งจื่อเหรินดิ่งวูบ

แค่นักพรตกระดูกขอบเขตสร้างรากฐานช่วงกลางที่ถือธงวิญญาณระดับสุดยอดก็รับมือยากพอแล้ว นี่ยังเพิ่มสร้างรากฐานช่วงต้นมาอีกสองคน...

ตระกูลซ่งแย่แล้ว!

......

ทางฝั่งตระกูลซ่งประสบภัยพิบัติ ด่านป้องกันเมืองของตระกูลซ่งทุกแห่งที่อยู่ติดกับคลื่นสัตว์อสูรล้วนหนีไม่พ้นหายนะ ฝูงสัตว์อสูรที่ก่อตัวมาเนิ่นนาน ราวกับเขื่อนแตก พวกมันพากันบุกโจมตีเมืองด้วยท่าทีที่บ้าคลั่งที่สุดโดยพร้อมกัน

ยิ่งกว่านั้น นักพรตกระดูกถือดีในพลังฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานช่วงกลางของตน และยังมีอานุภาพของผู้ช่วยขอบเขตสร้างรากฐานอีกสองคน เขาจึงทิ้งปีศาจยักษ์ขอบเขตกลั่นลมปราณในสังกัดทั้งหมดไว้ตีเมืองรอบนอกพวกนี้

ในสายตาของเขา เมืองด่านเหล่านี้ที่เฝ้าโดยผู้ฝึกตนขอบเขตกลั่นลมปราณ คือเป้าหมายที่ต้องใช้กำลังหลักของฝูงสัตว์อสูรไปจัดการอย่างแท้จริง

เขาเพียงเรียกภูตผีขอบเขตปราณครรภ์ไปก่อกวนเขตตระกูลซ่ง เพราะอย่างไรเสียขอบเขตกลั่นลมปราณของตระกูลซ่งจะถูกจัดการโดยผู้บำเพ็ญมารขอบเขตสร้างรากฐานทั้งสองอยู่แล้ว

เมื่อถึงเวลา รอให้เขาหลอมกลั่นขอบเขตสร้างรากฐานของตระกูลซ่งเสร็จ ก็พอดีที่จะใช้เมืองที่ถูกตีแตกและสิ่งมีชีวิตที่หนีไม่ทันพวกนี้ มาบูชายัญโลหิตไปพร้อมกัน เพื่อเพิ่มวิญญาณอาฆาตให้กับธงหมื่นวิญญาณ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

ดังนั้น ด่านช่องเขาคมมีด ตลาดทะเลสาบเมฆา และป้อมปราการด่านกักกันที่คุมเส้นทางสำคัญทั้งสองด้าน สิ่งที่ต้องเผชิญในขณะนี้ คือแรงปะทะอันน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคลื่นสัตว์อสูรในยามปกติมากมายนัก

ปีศาจยักษ์ขอบเขตกลั่นลมปราณที่ต้องเผชิญหน้ามีไม่มาก

ก็แค่เจ็ดถึงแปดตัวเท่านั้น

ท่ามกลางความตื่นตระหนกวุ่นวาย จางอู๋จี๋กลับค้นพบวิธีการใช้งานรูปอีกแบบของวิญญาณแยกขอบเขตสร้างรากฐาน และเจตนาอีกอย่างที่นักพรตกระดูกทิ้งตราประทับวิญญาณนั้นไว้

การคุ้มครอง!

ภายในมิติแห่งธูปเทียน

นี่คือชื่อที่จางอู๋จี๋ตั้งให้มิตินี้หลังจากพิจารณาด้วยตัวเองและดูจากหน้าต่างระบบค่าธูปเทียน

ที่นี่ระดับชั้นของเขาดูเหมือนจะสูงส่งเกินต้านทาน พลังอันไร้ขอบเขตสามารถเรียกใช้ได้ตามใจชอบ ทุกสิ่งในความว่างเปล่านี้ล้วนถูกเขาปั้นแต่งได้ตามความคิด

จากการทดสอบหลายครั้ง อาศัยวิญญาณแยกขอบเขตสร้างรากฐานนั่นเป็นเครื่องมือปล่อยพลัง ทำให้ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากตราประทับวิญญาณในทะเลปราณของจางเทียนเหิง

ความมหัศจรรย์ของมันหลักๆ มีสามประการ หนึ่งคือสอดแนม สองคือจุดระเบิด และสามคือการคุ้มครอง

สองข้อแรกไม่ต้องพูดถึง ส่วนข้อที่สามคือนักพรตกระดูกเล็งเห็นในพรสวรรค์ของจางเทียนเหิง ในเมื่อรับเป็นศิษย์ ก็ต้องรับประกันว่าจะชีวิตรอดจากคลื่นสัตว์อสูรได้

วิธีการก็ง่ายมาก แค่แผ่สภาวะพลังขอบเขตสร้างรากฐานออกมานิดหน่อยก็พอ

ผลลัพธ์แม่งเหมือนเสือเยี่ยวจองที่ รัศมีหลายลี้ไม่มีสัตว์หน้าไหนกล้าเฉียด

เท่ากับเขาที่เป็นขอบเขตสร้างรากฐานประกาศเตือนพวกเจ้าที่เป็นลูกเจี๊ยบขอบเขตกลั่นลมปราณว่าง้าวมังกรเขียวของกวนอูไม่ฟันลูกเด็กเล็กแดง แต่กวนอูมีมีดสั้นเพียบนะโว้ย

และผลลัพธ์นี้เดิมทีจำกัดอยู่แค่ตัวจางเทียนเหิง แต่จากการทดสอบของจางอู๋จี๋ กลับสามารถใช้วิญญาณแยกส่งพลังออกไป ขับเคลื่อนให้สภาวะพลังนี้ขยายวงกว้างขึ้น เพิ่มขอบเขตการคุ้มครองให้กว้างกว่าเดิม

ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสนี้ผลาญพลังวิเศษของตัวตราประทับวิญญาณ ให้มันเสื่อมสลายเร็วขึ้น จะได้กำจัดทิ้งโดยไว

เมื่อเขาแจ้งเรื่องนี้แก่จางโซ่ว ความศรัทธาของจางโซ่วที่เต็มเปี่ยมอยู่แล้วยิ่งบวกเพิ่มอีกหนึ่ง ขณะเดียวกันเขาก็รีบขบคิดแผนรับมือโดยอิงจากการคุ้มครองที่บรรพชนมอบให้

ภายใต้การขับเคลื่อนนี้ จางอู๋จี๋ยังค้นพบประโยชน์ที่เจ๋งกว่าของมิติแห่งธูปเทียน

เดิมทีร่องรอยที่เป็นของนักพรตกระดูกบนวิญญาณแยกถูกกำจัดจนเกลี้ยง และสิ่งเหล่านี้ก็กระจัดกระจายอยู่ในมิติแห่งธูปเทียน ในขณะที่กำลังจะสลายไปจนหมด จางอู๋จี๋ก็คว้ากลับมาได้บางส่วน

สิ่งเหล่านี้คือเศษเสี้ยวความทรงจำ ความทรงจำที่ยาวนานจะสลายไปก่อน ส่วนที่จับได้ล้วนเป็นความทรงจำล่าสุดที่ขาดวิ่น

แต่กลับทำเอาเขาอกสั่นขวัญแขวน

นึกไม่ถึงเลยว่าวิกฤตที่เกือบทำลายล้างโคตรตระกูลจาง สาเหตุมาจากแค่ยันต์แผ่นเดียว!

ภายหลังจางอู๋จี๋รู้ผ่านจางโซ่วว่าโลกเซียนนั้นลึกล้ำสุดหยั่งคาด ทุกย่างก้าวของเขาก็ระมัดระวังตัวแจ

แต่แค่ยันต์ที่เป็นของที่แตะขอบวิถีเซียนนิดหน่อยหลุดออกไป ก็ชักนำวิกฤตขนาดนี้มาได้!

ความคิดแรกเริ่มของนักพรตกระดูกคือการมาหาจางโซ่วโดยตรง หากไม่ใช่ว่าเขารีบสำแดงฤทธิ์ให้จางเทียนเหิง จนอีกฝ่ายเห็นความไม่ธรรมดา ทำให้นักพรตกระดูกเบนความสนใจจากจางโซ่วทันที แถมยังเกิดความคิดอยากรับศิษย์ ก็คงรอดมาได้ยาก

และตอนนี้ไอ้ตราประทับวิญญาณที่เป็นเหมือนตัวหายนะนี่ อาจจะทำให้ตระกูลจางกอบโกยผลประโยชน์จากคลื่นสัตว์อสูรครั้งนี้ได้...

......

ด่านช่องเขาคมมีด

ในอากาศคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดเข้มข้น เสียงคำรามของสัตว์อสูรแว่วมาแต่ไกล

แสงไฟภายในป้อมบัญชาการวูบไหว ส่องกระทบใบหน้าของนายรองสกุลหลินที่ดูมืดมนและเขียวคล้ำเป็นพิเศษเนื่องจากความเหนื่อยล้าเกินขีดจำกัดและความกดดันมหาศาล

ท่านบรรพชนทะลวงด่านสร้างรากฐาน สภาวะพลังยังไม่ทันจาง เขาก็พบว่าสถานการณ์คลื่นสัตว์อสูรที่แนวหน้านั้นวิกฤต เหนือเทือกเขาพันปราการมีเมฆดำปกคลุม สภาวะพลังของปีศาจยักษ์ขอบเขตกลั่นลมปราณจำนวนนับไม่ถ้วนปะปนอยู่ในนั้น!

สำหรับด่านช่องเขาคมมีดที่คลื่นสัตว์อสูรเพิ่งจะจบลง นี่ถือเป็นสัญญาณอันเลวร้าย!

เพราะนี่มันขัดกับกฎเกณฑ์การกลับมาของคลื่นสัตว์อสูรก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง!

บวกกับเสาหลักอย่างท่านบรรพชนกำลังปิดด่าน ตระกูลหลินควรวางตัวอย่างไร ก็กลายเป็นดาบคมที่พาดอยู่บนคอแล้ว!

ชะตากรรมของด่านช่องเขาคมมีด ไปจนถึงตลาดทะเลสาบเมฆา รวมถึงจุดจบของตระกูลหลินล้วนตกอยู่บนบ่าของเขา หลินลี่อวี่ ผู้ที่มีตบะสูงสุดในปัจจุบันในที่นี้!

สิ่งแรกที่เขาคิดถึงคือการขอความช่วยเหลือ

แต่สายสืบที่ส่งไปทางตระกูลซ่งต้องใช้เวลา หยกสื่อสารฉุกเฉินที่ตระกูลซ่งให้มาก็ถูกบีบแตกไปแล้ว

แม้จะเข้าใจว่าทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่ตระกูลหลินของเขาดันขาดแคลนเวลาที่สุด

ท่านบรรพชนปิดด่าน คลื่นสัตว์อสูรผิดกฎเกณฑ์ ความบังเอิญทีละเรื่องต่างกลายเป็นลางสังหรณ์อัปมงคลเข้าปกคลุมจิตใจของนายรองสกุลหลิน

ท่านบรรพชนหลินเหยียนเฟิงฝืนทะลวงด่านสร้างรากฐาน การเปลี่ยนแปลงของลมปราณที่พลิกฟ้าคว่ำดินก่อนปิดด่านปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาอีกครั้ง...

นี่จะเป็นชะตากรรมที่พวกเบื้องบนกำหนดไว้แล้วหรือเปล่า?

หากคลื่นสัตว์อสูรบุกมา ทำลายการปิดด่าน บุกรุกห้องลับ ท่านบรรพชนคงเปลี่ยนจากเก้าตายหนึ่งรอดเป็นตายสิบไม่รอดแม้แต่หนึ่ง ที่พึ่งที่ใหญ่ที่สุดของตระกูลหลินจะขาดสะบั้น

ส่วนทางฝั่งตระกูลซ่ง การที่มีบรรพชนขอบเขตสร้างรากฐานคนใหม่ถือกำเนิดเดิมทีเป็นลางดี แต่หนทางยาวไกล น้ำไกลดับไฟใกล้ไม่ได้ บวกกับคลื่นสัตว์อสูรหลายปีมานี้มีกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าจะไม่รุกรานตระกูลเขา นายรองสกุลหลินคาดเดาว่าคลื่นสัตว์อสูรแปดเก้าส่วนคงพุ่งเป้าไปที่ตระกูลซ่งแล้ว!

คลื่นสัตว์อสูรเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ยากจะบอกว่าทางตระกูลซ่งประสบภัยแล้วหรือไม่ ซึ่งนี่ไม่ใช่ลางดีสำหรับตระกูลหลินเลย

หากตระกูลซ่งเองก็ตกอยู่ในหายนะครั้งใหญ่ ไร้กำลังจะมาช่วย...

เช่นนั้นทางเลือกที่วางอยู่ตรงหน้านายรองสกุลหลินก็มีเพียงสองทาง

หนึ่ง ตายเฝ้าด่านช่องเขาคมมีด รอให้ตระกูลซ่งเป็นฝ่ายชนะในการงัดข้อของตัวตนระดับที่ไม่รู้จัก แล้วมาช่วยในช่วงสุดท้าย!

หากยื้อจนมาช่วยทัน การปิดด่านของท่านบรรพชนไม่ถูกขัดจังหวะ ก็อาจมีความหวังถึงขอบเขตสร้างรากฐาน แม้จะริบหรี่เต็มทีก็ตาม

และการที่ตระกูลตนไม่หนีทัพ ย่อมได้รับรางวัลใหญ่จากตระกูลซ่ง!

แต่ทางฝั่งเทือกเขาพันปราการนั้น สภาวะพลังขอบเขตกลั่นลมปราณลึกล้ำดุจมหาสมุทร ต่อให้ปีศาจยักษ์มาแค่สองสามตัว กำลังเพียงเท่านี้ของด่านช่องเขาคมมีดก็ไม่ต่างอะไรกับตั๊กแตนขวางรถศึก จุดจบย่อมเป็นตระกูลหลินและสิ่งมีชีวิตทั้งเมืองต้องถูกฝัง

สอง ละทิ้งรากฐาน พาแกนนำตระกูลหนีไปโพ้นทะเล!

หากตระกูลซ่งชนะ การหนีทัพอาจถูกขอบเขตสร้างรากฐานเคียดแค้น นี่คือหายนะถึงกาลวิบัติ

แถมหนทางยังอันตราย โพ้นทะเลเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญมาร ไปถึงที่นั่นก็ต้องอาศัยจมูกคนอื่นหายใจ ปราณวิญญาณก็แห้งแล้ง ชีวิตต้องลำบากยากเข็ญอย่างแน่นอน เผลอๆ อาจถูกจับไปเป็นเบี้ยล่อเป้า

แต่อย่างน้อย เลือดเนื้อเชื้อไขตระกูลหลินก็ยังอยู่ มีความหวังอันริบหรี่ที่จะกลับมายิ่งใหญ่

ตนเองที่เป็นขอบเขตกลั่นลมปราณยังอยู่ หลินซูอี้และหลินซูหงสองคนนี้รอดชีวิตได้ ตระกูลหลินย่อมต้องมีขอบเขตกลั่นลมปราณคนที่สองหรือกระทั่งขอบเขตสร้างรากฐานกำเนิดขึ้นได้แน่!

สองทางเลือกนี้ยากจะตัดสินใจเลือกอย่างไม่ต้องสงสัย

นิ้วมือของนายรองสกุลหลินจิกลึกลงไปในที่วางแขนไม้จันทน์แข็งแกร่ง ข้อนิ้วขาวซีดเพราะออกแรง

สายตาเขากวาดมองคนในตระกูลระดับแกนนำในห้องโถง นายสามสกุลหลินที่มีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน แววตาแฝงความหวาดวิตก

รวมถึงหลินซูอี้ที่เพิ่งถูกเรียกตัวมาด่วน บนใบหน้ายังหลงเหลือรอยแดงแห่งความยินดีจากการทะลวงสู่ปราณครรภ์ขั้นหก และหลินซูหงที่อยู่ข้างกายเขาซึ่งเม้มปากแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

เขากล่าวทั้งสองทางเลือกนี้ให้ทุกคนฟัง แต่ไม่มีใครกล้าเสนอความคิดเห็น

บรรยากาศในห้องประชุมหารือตอนนี้หนักอึ้งจนแทบจะกลั่นเป็นหยดน้ำ

นายรองสกุลหลินสูดหายใจเข้าลึก จ้องมองมังกรหงส์คู่นี้ด้วยสายตาลุกโชน โดยเฉพาะหลินซูอี้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นที่สุด และถูกมองว่าเป็นความหวังในอนาคตของตระกูลหลิน

"ตัดสินใจแล้ว!"

"ซูอี้ ซูหง ลี่ซาน พวกเจ้าจงเดินทางไปโพ้นทะเลทันที ข้ากับลี่ซานจะรั้งอยู่ที่นี่!"

เขาตัดสินใจเดิมพันไว้สองทาง หลินซูอี้บรรลุปราณครรภ์ขั้นหกแล้ว รอให้ฝึกปรือจนถึงขั้นสมบูรณ์ก็สามารถเสพรับปราณทะลวงสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณได้ ขั้นนี้ไม่มีความเสี่ยงที่จะตกตาย

ไปหาที่หลบซ่อนสักแห่งในแดนโพ้นทะเล อาศัยคลังสมบัติของตระกูล ระมัดระวังตัวฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์ค่อยเปิดเผยตัว!

เมื่อได้ยินวาจานี้ ทั้งสามคนต่างตกตะลึง จากนั้นสีหน้าท่าทีต่างเปลี่ยนไปต่างๆ นานา

นายรองสกุลหลินไม่ได้ให้เวลาพวกเขาทำความเข้าใจมากนัก

"ข้าจะอยู่..."

เขายกมือห้ามคำพูดของนายสามสกุลหลิน

"ตบะปราณครรภ์ของเจ้าไม่พอ ข้ารั้งอยู่ที่ด่านช่องเขาคมมีด ยังอาศัยกายขอบเขตกลั่นลมปราณนี้ทำให้ตระกูลต่างๆ ยอมศิโรราบได้ ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า ซื้อเวลาให้พวกเจ้าได้มากขึ้น!"

เขาไตร่ตรองอยู่นาน แววตาฉายความเด็ดเดี่ยว สุดท้ายเอ่ยข่าวร้ายที่กดทับอยู่ในก้นบึ้งหัวใจและปักใจเชื่อไปแล้วออกมาอย่างยากลำบาก

"ตระกูลซ่ง... คงจะหวังพึ่งไม่ได้แล้ว... ท่านปู่ของพวกเจ้าที่ทะลวงด่านสร้างรากฐาน... ก็น่าจะมียอดคนลงมือลอบกัด ตายสิบไม่รอดแม้แต่หนึ่ง!"

สีหน้าของทั้งสามเปลี่ยนไปอีกครั้ง บนใบหน้าระเบิดความตื่นตระหนกและความโศกเศร้าที่ไม่อยากจะเชื่อออกมา

ในเมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว น้ำเสียงของนายรองสกุลหลินก็พลันดุดันขึ้น แฝงไปด้วยความเกลียดชังเข้ากระดูกดำ

"ชะตาตระกูลเราอาจถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ตระกูลหลินไม่มีเหตุผลให้ยื่นคอรอคมดาบ! ผู้ที่ทำร้ายท่านปู่ของพวกเจ้าอาจเป็นขอบเขตสร้างรากฐาน หรือกระทั่ง... เป็นไปได้ว่าเป็นตำหนักม่วง!"

เมื่อเอ่ยคำว่า 'ตำหนักม่วง' สองคำนี้ออกมา ในแววตาเขาก็ฉายความหวาดกลัวลึกซึ้งและความไร้หนทาง ก่อนที่เสียงจะต่ำลง

"ซูอี้ หากศัตรูคือขอบเขตสร้างรากฐาน หนี้เลือดตระกูลหลิน เจ้าจงจดจำไว้ให้มั่น! แต่ถ้าหากเป็น... ตำหนักม่วง..."

เขาหยุดเว้นจังหวะ เน้นทีละคำ หนักแน่นดั่งขุนเขา

"จงจำไว้ว่าห้ามมีความแค้นโดยเด็ดขาด! จำไว้! นั่นคือตัวตนระดับสูงสุดที่พวกเราผู้ฝึกตนระดับล่างไม่อาจเข้าใจ ไม่อาจเอื้อมถึง ความเกลียดชังแม้เพียงเสี้ยว อาจนำมาซึ่งหายนะล้างตระกูล! จงมีชีวิตอยู่ต่อไป สืบทอดรากฐานของตระกูลหลินต่อไป นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด!"

ร่างกายของหลินซูอี้สั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความยินดีที่ทะลวงด่านได้เดิมทีแตกสลายราวกับฟองสบู่ ความโศกเศร้าอันมหาศาลและความจริงอันหนาวเหน็บราวกับน้ำแข็งราดรดศีรษะ

เห็นชัดว่าเมื่อหลายวันก่อนทุกอย่างยังเป็นระเบียบเรียบร้อย ก็แค่แรงกดดันจากคลื่นสัตว์อสูรหนักหนาหน่อย แต่มีท่านบรรพชนอยู่ ขอแค่ตระกูลซ่งสร้างรากฐานสำเร็จ ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง!

แต่ตอนนี้ ตระกูลซ่งสำเร็จ ท่านบรรพชนไม่รอด ตนเองยังต้องทิ้งถิ่นฐานและคนในตระกูล หนีเตลิดไปไกลถึงโพ้นทะเล...

ความเจ็บปวดจากการตกต่ำเช่นนี้ มีเพียงผู้ประสบกับตัวเท่านั้นที่จะรู้ซึ้ง

ผู้ดูแลกิจการที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จนับตั้งแต่ตระกูลหลินย้ายมาที่ตลาดทะเลสาบเมฆาผู้นี้ขบกรามแน่น จนได้ลิ้มรสคาวเลือดถึงจะกดความโศกเศร้าคับแค้นที่แทบจะระเบิดอกเอาไว้

เขาเข้าใจเจตนาของผู้อาวุโส และมองเห็นสถานการณ์สิ้นหวังที่ตระกูลหลินเผชิญอยู่ในขณะนี้

เขาเงยหน้าขึ้นขวับ ความโศกเศร้าในแววตายังไม่จางหาย แต่กลับเพิ่มความแน่วแน่และเด็ดขาดที่เกือบจะเย็นชาเข้ามา

"รับบัญชา! พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้!"

ในที่สุดน้ำตาของหลินซูหงก็ทำนบแตก ไหลรินลงมาอย่างเงียบงัน

ไม่ใช่ว่านางไม่รู้ความ เพียงแต่ข่าวร้ายนี้มาปุบปับเกินไป การล่มสลายของตระกูลอยู่ใกล้แค่เอื้อม

นางมองความเด็ดเดี่ยวในแววตาผู้อาวุโส แล้วเห็นใบหน้าด้านข้างที่แข็งกร้าวซึ่งข่มกลั้นความโศกเศร้าของพี่ชาย ก็รู้ว่านี่คือการร่ำลาครั้งสุดท้าย

นางพยักหน้าอย่างแรง ร้องไห้จนไร้เสียง ทำได้เพียงจับชายเสื้อพี่ชายไว้แน่น ราวกับนั่นคือที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียว

นายสามสกุลหลินก้มหน้า กล่าวเสียงอู้อี้ว่า "อาการบาดเจ็บเรื้อรังในอดีตทำให้ข้าไม่อาจทะลวงผ่านปราณครรภ์ขั้นหกได้ คงไม่ไปแล้ว"

คำพูดเขาสั้นนัก แต่เจตนาแน่วแน่ เห็นชัดว่าไม่คิดจะเปิดโอกาสให้นายรองสกุลหลินโต้แย้ง

แววตาของนายรองสกุลหลินฉายประกายความซับซ้อนที่ผสมปนเประหว่างความโล่งใจและความเจ็บปวด พยักหน้าเล็กน้อย

เขาไม่ลังเลอีกต่อไป รีบล้วงถุงสมบัติหลายใบที่เตรียมไว้นานแล้ว ซึ่งภายนอกดูปกติแต่ภายในอัดแน่นไปด้วยของออกมาจากอก ยัดใส่มือสองพี่น้อง กล่าวเสียงหนัก

"นี่คือเสบียงตระกูลที่ข้าคัดสรรไว้ เพียงพอให้เจ้าสองพี่น้องทะลวงสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณ เก็บมันไว้ให้ดี! ออกจากด่านช่องเขาคมมีดโดยใช้ทางลับเดี๋ยวนี้! ไปยังโพ้นทะเล! ปิดบังชื่อแซ่! อนาคตตระกูลหลิน... ฝากไว้กับเจ้าทั้งสองแล้ว!"

"ท่านลุงรอง! ท่านอา!"

หลินซูหงทนไม่ไหวอีกต่อไป โผเข้าไปคุกเข่าต่อหน้านายรองสกุลหลินร้องไห้โฮ

หลินซูอี้ก็ขอบตาแดงก่ำ แต่เขารู้ว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลามามัวอาลัยอาวรณ์

เขาออกแรงดึงน้องสาวขึ้นมา มองผู้อาวุโสทั้งสองอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งสุดท้าย สายตานั้นราวกับจะสลักเงาร่างของพวกเขาลงไปในส่วนลึกของจิตวิญญาณ

ลูกกระเดือกเขาขยับ สุดท้ายเปล่งออกมาเพียงสองคำ "รักษาตัวด้วย!"

จากนั้นจึงลากหลินซูหงที่ยังคงร้องไห้อยู่ หันหลังพุ่งตรงไปยังทางลับของป้อมบัญชาการอย่างเด็ดเดี่ยว

จบบทที่ บทที่ 107 ความโกลาหลครั้งใหญ่

คัดลอกลิงก์แล้ว