- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 24: ตัดเสื้อให้ฟู่เส้าตั๋ว
บทที่ 24: ตัดเสื้อให้ฟู่เส้าตั๋ว
บทที่ 24: ตัดเสื้อให้ฟู่เส้าตั๋ว
บทที่ 24: ตัดเสื้อให้ฟู่เส้าตั๋ว
พอเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน เหอชุนผิงก็เอ่ยชวนเจียงชิ่นไปกินข้าวที่บ้าน "เธอเหนื่อยขนาดนี้ ตอนเย็นก็ไม่ต้องทำกับข้าวแล้วล่ะ แวะมากินข้าวที่บ้านพี่เถอะ" เจียงชิ่นหัวเราะ "ไม่เป็นไรค่ะพี่ชุนผิง เดี๋ยวฟู่เส้าตั๋วก็กลับมาทำกับข้าวแล้วล่ะค่ะ" พูดจบเธอก็ผลักประตูรั้วเดินเข้าบ้านไป เหอชุนผิงยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าบ้านตัวเองไปบ้าง
จางถิง ลูกสาวตัวน้อยหลับปุ๋ยอยู่บนแผ่นหลังของเหอชุนผิง เธอค่อยๆ วางลูกลง แต่เพราะขยับตัวแรงไปหน่อย จางถิงเลยสะดุ้งตื่นและเริ่มเบะปากร้องไห้จ้า เหอชุนผิงต้องโอ๋อยู่นานสองนาน สุดท้ายก็ต้องเอามันเทศตากแห้งมาชิ้นหนึ่งถึงจะหลอกล่อให้จางถิงหยุดร้องได้ จากนั้นเธอก็ผูกผ้ากันเปื้อนเตรียมตัวทำมื้อเย็น เสียงประตูรั้วหน้าบ้านดังขึ้น จางเจี้ยนจวินเลิกงานกลับมาแล้ว เขาเดินเข้าบ้านมา ชะโงกหน้าเข้าไปมองในครัว พอเห็นภรรยากำลังทำมื้อเย็นอยู่ ก็เตรียมจะเดินเข้าห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
"นี่คุณ มานี่หน่อยสิ" เหอชุนผิงกวักมือเรียกสามีตัวเองเข้ามาในครัว "มีอะไรเหรอ?" พอเห็นภรรยาทำหน้าทำตาลับๆ ล่อๆ จางเจี้ยนจวินก็เอ่ยถามด้วยความงุนงง "เมื่อกี้ฉันได้ยินเสี่ยวเจียงบอกว่า ตอนเย็นเสี่ยวฟู่จะกลับมาทำกับข้าวน่ะสิ ดูท่าทางแล้ว สองคนนั้นไม่ใช่แค่คืนดีกันธรรมดานะ แต่เสี่ยวเจียงเล่นเอาเสี่ยวฟู่ซะอยู่หมัดเลยล่ะ"
"จะเป็นไปได้ยังไง หล่อนจะไปคุมเสี่ยวฟู่อยู่ได้ยังไงกัน" จางเจี้ยนจวินขำกับความคิดตรรกะแปลกๆ ของภรรยา ฟู่เส้าตั๋วเป็นใครกันล่ะ อย่าเห็นว่าเขายังอายุน้อยนะ สมัยก่อนเขาเคยคว้าแชมป์อันดับหนึ่งในการประลองยุทธ์ทั่วทั้งกองทัพมาแล้ว ทำงานก็เฉียบขาดว่องไว นิสัยก็เด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ไม่อย่างนั้น สหายรุ่นพี่ที่อายุมากกว่าอย่างพวกเขา คงไม่โหวตให้เขาขึ้นเป็นหัวหน้ากองพลหรอก คนแบบนี้น่ะเหรอ จะโดนเมียคุมจนอยู่หมัด นี่มันเรื่องตลกชัดๆ
"คุณอย่าเพิ่งไม่เชื่อสิ รอดูไปเถอะ" เหอชุนผิงเบ้ปาก ค้อนขวับใส่สามีไปหนึ่งที จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องที่เจียงชิ่นชวนไปกินข้าวที่บ้านในวันอาทิตย์ให้ฟัง สองสามีภรรยาปรึกษากันว่าจะทำกับข้าวสักสองอย่างติดมือไป ถือซะว่าเป็นการช่วยลงขันด้วยเลย อีกด้านหนึ่ง พอกลับถึงบ้านเจียงชิ่นก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ เธอเอาผักที่จะทำมื้อเย็นออกมาล้างเตรียมไว้จนสะอาด
ตอนที่ฟู่เส้าตั๋วเลิกงานกลับมา พอเดินเข้าประตูมาก็เห็นเจียงชิ่นกำลังง่วนอยู่แต่ในครัว พอเห็นเขากลับมา เจียงชิ่นก็หันมาส่งยิ้มให้ "กลับมาแล้วเหรอ รีบไปล้างมือก่อนสิ"
ภาพตรงหน้าทำให้ฟู่เส้าตั๋วเกิดความรู้สึกมึนงงชั่วขณะ ราวกับว่าพวกเขาสองคนเป็นคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนคู่รักข้าวใหม่ปลามันบ้านอื่นๆ ทั่วไป
"มัวยืนเหม่ออะไรอยู่ล่ะ รีบไปสิ ฉันหิวแล้วนะ รีบๆ มาทำกับข้าวเลย" แค่ประโยคเดียว ฟู่เส้าตั๋วก็ถูกกระชากกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง กินมื้อเย็นเสร็จ ฟู่เส้าตั๋วก็กลับหอพักตามปกติ พอกลับถึงหอพักคนโสด เปิดประตูเข้าไปก็เห็นโจวตงหยางกำลังนั่งแคะง่ามนิ้วเท้าอยู่บนเตียง ฟู่เส้าตั๋วเดินไปนั่งที่โต๊ะ กะจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านสักหน่อย เพิ่งจะเปิดหนังสือหน้าแรก เสียงของโจวตงหยางก็ดังขึ้น
"นี่สหายฟู่เส้าตั๋ว นายต้องเทียวไปเทียวมาแบบนี้ทุกวัน ไม่เหนื่อยบ้างหรือไง? สู้ย้ายกลับไปอยู่บ้านให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ นั่นก็บ้านนาย นั่นก็เมียนาย จะกลัวอะไรนักหนาวะ" ฟู่เส้าตั๋วปิดหน้าหนังสือที่เพิ่งเปิดลง นิ่งเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะตอบว่า "ฉันไม่อยากให้เธอต้องมาเสียใจทีหลัง ปล่อยให้เธอมีเวลาคิดทบทวนให้รอบคอบดีกว่า"
โจวตงหยางแทบจะหาคำพูดมาเถียงไม่ออก "ยอมใจนายเลยว่ะ ปกติเป็นคนเก่งกาจเด็ดขาดจะตาย ดันมาถูกผู้หญิงจับให้อยู่หมัดซะได้ ดูอย่างฉันกับจี้จิ้งสิ ฉันว่าไงก็ต้องว่าตามนั้นแหละ"
ฟู่เส้าตั๋วแย้งขึ้น "พวกนายกำลังคบหาดูใจกันอยู่นะ ไม่ได้ไปทำสงครามปฏิวัติสักหน่อย ทำไมจะต้องมานั่งเถียงเอาชนะคะคานกันด้วยว่าใครเหนือกว่าใคร? จี้จิ้งเขายอมโอนอ่อนให้นาย นายก็อย่าให้มันเกินไปนักล่ะ" โจวตงหยางไม่รับฟังเลยสักนิด แถมยังเปลี่ยนเรื่องคุยหน้าตาเฉย "พอดีเลย มีเรื่องนึง จี้จิ้งบอกว่าวันอาทิตย์นี้ครูสวี่จะมาหานาย นายจะเจอหล่อนไหมล่ะ?"
คิ้วของฟู่เส้าตั๋วกระตุกเบาๆ "ไม่เจอ ฝากให้นายบอกจี้จิ้งไปบอกครูสวี่ด้วยนะ ว่าวันหลังไม่ต้องมาหาฉันอีก ถ้ามีคนเห็นเข้า มันจะส่งผลกระทบไม่ดีต่อเราทั้งคู่" "ความจริงแล้วครูสวี่ก็เป็นคนดีนะ หน้าตาก็สวย นิสัยก็อ่อนโยน ดีกว่าแม่ทูนหัวที่บ้านนายไม่รู้ตั้งกี่เท่า"
ฟู่เส้าตั๋วหน้าตึงขึ้นมาทันที พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เธอจะดีหรือไม่ดี ก็ไม่เกี่ยวกับฉัน ไม่ว่าเรื่องของฉันกับเจียงชิ่นจะลงเอยยังไง ฉันก็ถือว่าเป็นคนที่มีพันธะแต่งงานแล้ว ฉันจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงคนอื่นเด็ดขาด" โจวตงหยางตั้งใจจะเกลี้ยกล่อมต่ออีกสักสองสามประโยค แต่พอเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของฟู่เส้าตั๋ว เขาก็ต้องกลืนคำพูดที่จ่ออยู่ตรงริมฝีปากลงคอไป
"ไม่เจอก็ไม่เจอ ระวังจะมาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน" ฟู่เส้าตั๋วเปิดหนังสือที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ตั้งใจจะอ่านต่อจากที่ค้างไว้เมื่อวาน แต่ผ่านไปตั้งนาน เขาก็ยังรวบรวมสมาธิไม่ได้เลย ภาพใบหน้ายิ้มแย้มหวานหยดย้อยของเจียงชิ่นคอยผุดขึ้นมาในหัวอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายเขาก็รู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านจนต้องปิดหนังสือลงอีกรอบ
เช้าวันพฤหัสบดี ในที่สุดเจียงชิ่นก็สามารถทำภารกิจเติบโตที่ระบบมอบหมายให้สำเร็จจนได้ นั่นคือการดายหญ้าจนครบหนึ่งหมู่ วินาทีที่ภารกิจลุล่วง เจียงชิ่นตื่นเต้นดีใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา แต่รออยู่นานสองนาน ก็ยังไม่เห็นวี่แววของรางวัลจากภารกิจเลย เกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย รางวัลไปไหนแล้ว?
พอเจียงชิ่นลองทบทวนเงื่อนไขภารกิจดูอีกที ก็เพิ่งสังเกตเห็นว่ายังขาดไปอีกหนึ่งจุด นั่นคือ 'คำชมจากฟู่เส้าตั๋ว' เจียงชิ่นกัดฟันรอแล้วรอเล่า จนกระทั่งถึงเวลาพักเที่ยง เธอก็รีบวิ่งหน้าตั้งไปหาฟู่เส้าตั๋วทันที ฟู่เส้าตั๋วยังไม่เลิกงาน เขากำลังยุ่งอยู่กับงาน แถมข้างๆ ยังมีคนอีกสองสามคนกำลังยืนปรึกษาหารือเรื่องงานกับเขาอยู่ เจียงชิ่นยืนอยู่หน้าประตู ใจหนึ่งก็ร้อนรนอยากได้คำชม แต่อีกใจก็กลัวจะไปกวนเวลาทำงานของเขา พอคนในสำนักงานเหลือบไปเห็นเจียงชิ่นเข้า ทุกคนก็รู้หน้าที่ รีบขอตัวแยกย้ายกันไปก่อน
รอจนเหลือแค่พวกเขาสองคน เจียงชิ่นก็ก้าวเข้าไปหาพร้อมกับทำตาวิบวับเพื่อทวงความดีความชอบทันที "คุณรู้ไหมคะว่าฉันใช้เวลาไม่ถึงสี่วัน ดายหญ้าไปได้ตั้งเท่าไหร่? ตั้งหนึ่งหมู่เชียวนะคะ" เจียงชิ่นชูนิ้วชี้ขึ้นมาหนึ่งนิ้ว สีหน้าเล็กๆ นั้นดูภาคภูมิใจสุดๆ ทำเอาฟู่เส้าตั๋วรู้สึกว่าส่วนลึกในหัวใจของเขามันอ่อนยวบลงไป
ความจริงมีคนมาเล่าเรื่องที่เจียงชิ่นทำงานเก่งให้เขาฟังตั้งแต่เช้าแล้ว แถมยังเอ่ยปากชมเธอซะยกใหญ่ ฟู่เส้าตั๋วยังไม่ทันได้หาจังหวะไปชมเธอ เธอก็ชิงมาทวงคำชมถึงที่ซะก่อน "คุณทำได้ดีมากเลย วันหลังก็พยายามต่อไปนะ"
สิ้นเสียงของเขา เสียงดังซู่ซ่าก็ดังก้องไปทั่วทั้งสมองของเจียงชิ่น พอเจียงชิ่นลองตรวจสอบดูอีกที ก็พบว่าในมิติวิเศษเต็มไปด้วยกระสอบแป้งสาลีกองเป็นภูเขาเลากา ลองนับดูมีทั้งหมดหนึ่งร้อยกระสอบเลยทีเดียว บนถุงบรรจุภัณฑ์พิมพ์คำว่า 'แป้งฝูเฉียง' (แป้งสาลีสกัดขาวคุณภาพสูง) หน้าตาดูเหมือนกับกระสอบแป้งที่ขายในสหกรณ์ร้านค้าเป๊ะเลย
วินาทีต่อมา แป้งสาลีทั้งหนึ่งร้อยกระสอบก็หดตัวเล็กลงจนเหลือขนาดเท่าฝ่ามือ กองรวมกันอยู่บนพื้นโดยไม่กินพื้นที่เลยสักนิด ระบบแจ้งกับเจียงชิ่นว่า นี่เป็นระบบย่อส่วนเพื่อความสะดวกในการจัดเก็บ พอเธอหยิบกระสอบแป้งออกมาจากมิติวิเศษ มันก็จะขยายร่างกลับไปเป็นขนาดปกติทันที
เยี่ยมไปเลยแฮะ ระบบนี่ก็รอบคอบใช้ได้เหมือนกันนะเนี่ย ความรู้สึกของเจียงชิ่นที่มีต่อไอ้ระบบหมานี่ เริ่มจะดีขึ้นมาทันตาเห็น เสียดายก็แต่แป้งสาลีตั้งเยอะแยะขนาดนี้ เธอไม่กล้าเอาออกมาทำกินเอง เพราะไม่มีข้ออ้างดีๆ ให้เอาออกมาใช้ ไว้หาเวลาเอาไปขายที่ตลาดมืดดีกว่า แป้งฝูเฉียงถือเป็นแป้งสาลีเกรดพรีเมียมที่สุดในยุคนี้เลยนะ น่าจะขายได้เงินไม่น้อยเลยทีเดียว มีเงินติดตัวไว้เยอะๆ จะได้อุ่นใจ ที่แท้รางวัลจากการทำภารกิจเติบโตสำเร็จมันจะอลังการงานสร้างขนาดนี้ เจียงชิ่นเริ่มรู้สึกคันไม้คันมือ อยากให้ระบบรีบๆ ปล่อยภารกิจต่อไปออกมาเร็วๆ แล้วสิ
ติ๊ง! [ภารกิจเติบโต: ตัดเย็บเสื้อเชิ้ตท่อนบนให้ฟู่เส้าตั๋วหนึ่งตัว ขนาดต้องพอดีตัว และต้องทำให้ฟู่เส้าตั๋วพึงพอใจ จำกัดเวลา: 1 เดือน รางวัล: ยังไม่กำหนด] คิดปุ๊บก็มาปั๊บ ภารกิจใหม่เด้งขึ้นมาจริงๆ ด้วย แต่ว่านะ... ภารกิจนี้มันจะยากเกินไปหน่อยไหม เรื่องตัดเย็บเสื้อผ้าอะไรเนี่ย เธอทำเป็นที่ไหนกันล่ะ! ในยุคสมัยของเธอ เสื้อผ้าก็หาซื้อสำเร็จรูปเอาตามร้านทั้งนั้นแหละ ยกเว้นคนที่เรียนมาทางสายนี้โดยตรง ไม่งั้นไม่มีใครเขามานั่งตัดเสื้อใส่เองกันหรอก
ทักษะงานเย็บปักถักร้อยที่เจียงชิ่นพอจะทำเป็น ก็มีแค่เย็บกระดุมแบบง่ายที่สุด ไม่ก็เย็บซ่อมรอยขาดเล็กๆ น้อยๆ บนเสื้อผ้าเท่านั้นแหละ จะให้ไปทำอย่างอื่นนี่มันเกินความสามารถของเธอไปไกลลิบเลย อีกอย่าง ต่อให้เธอทำเสื้อผ้าเป็น เธอก็ไม่มีผ้าสักหน่อยนี่นา เอ๊ะ เดี๋ยวก่อน เหมือนว่าร่างเดิมจะทิ้งคูปองผ้าเอาไว้นี่นา เจียงชิ่นรีบกลับไปรื้อค้นกระเป๋าผ้าใบเล็กๆ และก็พบว่าในนั้นมีคูปองผ้าขนาดสามฉื่อ (ประมาณ 1 เมตร) อยู่ถึงสิบใบจริงๆ ด้วย