- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 21: ไปซื้อข้าวที่โรงอาหารเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์
บทที่ 21: ไปซื้อข้าวที่โรงอาหารเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์
บทที่ 21: ไปซื้อข้าวที่โรงอาหารเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์
บทที่ 21: ไปซื้อข้าวที่โรงอาหารเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์
พอคิดแบบนี้ เจียงชิ่นก็ยิ่งรู้สึกผิด ตัวเองได้กินข้าวสวยขาวๆ หอมๆ แต่เขากลับต้องมาทนแทะแป้งข้าวฟ่างที่กลืนแทบไม่ลง... ถึงแม้ทั้งหมดนี่จะเป็นวีรกรรมที่ร่างเดิมทำไว้ แต่คนที่กำลังเสวยสุขอยู่ตอนนี้ก็คือเธอนี่นา เจียงชิ่นคว้าปิ่นโต แล้วรีบวิ่งแจ้นไปที่โรงอาหารอย่างรวดเร็ว
เวลานี้เป็นช่วงเวลาอาหารพอดี คนที่ไม่ได้ทำกับข้าวก็แห่กันมาเบียดเสียดต่อคิวซื้อข้าวที่โรงอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นพวกคนโสดทั้งนั้น เพราะมีเรื่องจะถามพ่อครัว เจียงชิ่นเลยไม่ได้เข้าไปเบียดแย่งกับคนพวกนั้น แต่เลือกยืนรออยู่ข้างหลัง ตั้งใจว่ารอให้คนซาๆ ก่อนค่อยเข้าไปซื้อ ทางที่ดีเป็นคนสุดท้ายเลยยิ่งดี ถึงแม้เธอจะพยายามทำตัวไม่ให้เป็นที่สนใจ แต่ก็ยังมีคนสังเกตเห็นอย่างรวดเร็ว
หลายคนหันมามองทางเธอ สาเหตุที่เจียงชิ่นเป็นเป้าสายตาขนาดนี้ หนึ่งคือเธอไม่เคยเหยียบย่างมาที่โรงอาหารเลย จู่ๆ ปรากฏตัวขึ้นมาก็เลยทำให้คนประหลาดใจ สองคือเธอหน้าตาดีเกินไป ยืนอยู่ตรงนั้นก็สะดุดตาสว่างวาบจนคนอดไม่ได้ที่จะต้องเหลียวมอง
ที่โต๊ะกินข้าวตัวหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไป ฟู่เส้าตั๋วกับโจวตงหยางกำลังนั่งกินข้าวเผชิญหน้ากันอยู่ โจวตงหยางตาไว เหลือบไปเห็นเจียงชิ่นที่อยู่ไกลๆ เข้าพอดี "เฮ้ย เมียนายมาโน่นแล้ว กำลังยืนรอซื้อข้าวอยู่น่ะ" โจวตงหยางชี้ไม้ชี้มือไปทางนั้น
ฟู่เส้าตั๋วมองตามทิศทางที่เขาชี้ไป และก็เห็นเงาร่างงดงามที่ยืนอยู่หลังฝูงชนเข้าจริงๆ เป็นเจียงชิ่นจริงๆ ด้วย เขามองอยู่สองสามแวบ ก่อนจะหันหน้ากลับมากินข้าวต่อ
"นายเนี่ยนะ ทำไมถึงได้นิ่งขนาดนี้ เมียนายมาซื้อข้าวที่โรงอาหารได้เนี่ย ถือเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์เลยนะเว้ย" โจวตงหยางพูด ตะเกียบในมือฟู่เส้าตั๋วชะงักไปนิด เขาเงยหน้าขึ้นพูดว่า "ตอนนี้ตอนกลางวันเธอต้องลงไปทำงานในนา ตอนเที่ยงกลับไปทำกับข้าวไม่ทัน การมากินข้าวโรงอาหารก็เป็นเรื่องปกติ"
"ปกติก็ผีหลอกแล้ว นายไม่สังเกตเหรอว่าช่วงนี้เมียนายดูแปลกๆ ไปทุกที? ทั้งลงไปทำนา ทั้งมากินข้าวโรงอาหาร นายไม่แปลกใจเลยหรือไง?"
ฟู่เส้าตั๋วเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะตอบว่า "เธอบอกว่าอยากจะตั้งใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันดีๆ... บางทีอาจจะเป็นเรื่องจริงก็ได้มั้ง" โจวตงหยางคีบกับข้าวเข้าปาก "ก็พูดยากนะ แต่ฉันขอแนะนำให้นายรอดูลาดเลาไปก่อน ถึงยังไงวีรกรรมหล่อนก็เยอะซะขนาดนั้น จะเปลี่ยนนิสัยได้ง่ายๆ ได้ยังไง..." พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปกะทันหัน "เมียนายเดินมาโน่นแล้ว"
สิ้นเสียงของเขา เจียงชิ่นก็เดินเข้ามา นั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ ฟู่เส้าตั๋ว เธอเอ่ยปากทักทายโจวตงหยางไปหนึ่งที แล้วหันไปพูดกับฟู่เส้าตั๋ว "คนต่อคิวซื้อข้าวเยอะเกินไปน่ะ ฉันขอนั่งรอตรงนี้แป๊บนึงนะ รอคนซาแล้วค่อยไปซื้อ" ความจริงก็คือ สายตาที่คนรอบข้างมองมาทางเธอมันเยอะเกินไปจนเจียงชิ่นรู้สึกอึดอัด ประจวบเหมาะกับที่มองเห็นฟู่เส้าตั๋วนั่งกินข้าวอยู่ไกลๆ พอดี เธอเลยเนียนเดินมานั่งพักด้วยเลย
"วันนี้เป็นไงบ้าง ปรับตัวได้หรือยัง? เหนื่อยเกินไปไหม?" ฟู่เส้าตั๋วเอ่ยปากถาม "เหนื่อยสิคะ เหนื่อยแน่นอนอยู่แล้ว แต่ฉันยังไหวค่ะ" เจียงชิ่นทำหน้ามุ่ยเบะปาก แต่น้ำเสียงกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ฟู่เส้าตั๋วพยักหน้ารับ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
จู่ๆ เจียงชิ่นก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ "จริงสิคะ วันอาทิตย์นี้ฉันอยากจะเชิญพี่ชุนผิงกับอู๋ตัน ทั้งสองครอบครัวมากินข้าวที่บ้าน คุณว่าดีไหมคะ? ช่วงนี้พวกเขาช่วยเหลือฉันไว้เยอะเลย ฉันอยากจะเลี้ยงขอบคุณพวกเขาสักหน่อยน่ะค่ะ" คำถามของเธอเหนือความคาดหมายของฟู่เส้าตั๋ว เขาจ้องมองเธอเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง "จะเลี้ยงข้าวน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่คุณทำอาหารเป็นเหรอ?"
"ฉันทำไม่เป็น แต่คุณทำเป็นนี่คะ ถ้าคุณเห็นด้วย วันอาทิตย์ก็กลับมาช่วยฉันทำกับข้าวหน่อยสิ ถึงตอนนั้นคุณเป็นพ่อครัวใหญ่ เดี๋ยวฉันเป็นลูกมือให้เอง" เจียงชิ่นพูดจบ ฟู่เส้าตั๋วยังไม่ทันมีปฏิกิริยาอะไร โจวตงหยางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกลับไอค่อกแค่กอย่างรุนแรง เหมือนจะสำลักข้าว
"สหายโจวตงหยาง คุณไม่เป็นไรใช่ไหมคะ? ถ้าวันอาทิตย์นี้ว่าง คุณก็มาด้วยกันสิคะ คนเยอะๆ สนุกดี" เจียงชิ่นเอ่ยปากชวน
โจวตงหยางรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "ไม่ต้องๆ พวกคุณกินกันให้อร่อยเถอะ วันอาทิตย์ฉันมีธุระ คงไปร่วมด้วยไม่ได้น่ะ" "อ้อ งั้นคุณไปทำธุระเถอะ ไว้วันหลังว่างๆ เราค่อยมากินข้าวด้วยกันใหม่" "ได้สิ มีเวลาค่อยมาสังสรรค์กันใหม่ เอ่อ พวกคุณคุยกันไปนะ ฉันกินอิ่มแล้ว ขอตัวก่อนล่ะ" โจวตงหยางรีบรวบรวมปิ่นโต แล้วจ้ำอ้าวออกไปอย่างรวดเร็ว
พอเดินออกไปได้ไกลพอสมควร เขาก็เหลียวหลังกลับมามอง เห็นเจียงชิ่นกำลังนั่งเอียงคอคุยกับฟู่เส้าตั๋ว ไม่รู้ว่าคุยเรื่องอะไร เธอถึงได้หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขขนาดนั้น ผีหลอกกลางวันแสกๆ ชัดๆ ตอนที่ฟู่เส้าตั๋วบอกว่าเจียงชิ่นตั้งใจจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันดีๆ เขายังไม่ค่อยอยากจะเชื่อ ใครจะไปคิดว่าเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่วัน คนๆ นึงจะเปลี่ยนไปได้พลิกฝ่ามือขนาดนี้ หยั่งกะโดนผีเข้าซะงั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทนแสดงละครไปได้สักกี่วัน เขาส่ายหัว แล้วก้าวยาวๆ เดินจากไป
เจียงชิ่นเล่าเมนูอาหารที่ตั้งใจจะทำในวันอาทิตย์ให้ฟู่เส้าตั๋วฟังคร่าวๆ พอคุยจบ ตรงหน้าต่างช่องเสิร์ฟก็ไม่มีคนต่อคิวแล้ว "ฉันไปซื้อข้าวก่อนนะคะ" เจียงชิ่นบอกเขาคำหนึ่ง แล้วถือปิ่นโตเดินไปที่หน้าต่างช่องเสิร์ฟ
คุณลุงพ่อครัวตักข้าวเห็นเจียงชิ่นก็ถึงกับอึ้งไปนิดนึง เมียหัวหน้าฟู่มาซื้อข้าวที่โรงอาหารได้ไงเนี่ย หล่อนไม่ได้เป็นพวกลูกคุณหนูที่ต้องกินแต่ข้าวสวยขาวๆ หรอกเรอะ? พ่อครัวถามเสียงตะกุกตะกัก "จะ... จะรับกับข้าวอะไรดีครับ?" "ขอหมั่นโถวแป้งข้าวฟ่างสองลูก แล้วก็ผักกาดดองที่นึงค่ะ"
พ่อครัวแทบไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง ยัยตัวป่วนจอมเหวี่ยงที่โด่งดังที่สุดในฟาร์มตงอัน ถึงกับถ่อมาโรงอาหารเพื่อกินหมั่นโถวแป้งข้าวฟ่างกับผักดองเนี่ยนะ? พอเห็นพ่อครัวยืนนิ่ง เจียงชิ่นก็เร่ง "ลุงคะ รบกวนช่วยตักให้เร็วหน่อยได้ไหมคะ ฉันหิวแล้ว" "ได้ครับๆ เดี๋ยวนี้แหละ"
พ่อครัวรับปิ่นโตไป เอาที่คีบคีบหมั่นโถวแป้งข้าวฟ่างใส่ลงไป อาศัยจังหวะนี้ เจียงชิ่นก็ชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ๆ หน้าต่าง แล้วกระซิบถามเสียงเบา "ลุงคะ มีอีกเรื่องนึง ที่บ้านฉันมีข้าวสารอยู่ประมาณห้าสิบจิน ฉันอยากจะเอามาแลกเป็นแป้งข้าวโพดทั้งหมดเลย ที่โรงอาหารเรารับแลกไหมคะ?" พ่อครัวเพิ่งจะตักผักดองเสร็จ โดนเธอถามแบบนี้เข้า มือก็สั่นจนผักดองร่วงกลับลงไปในหม้อ "คุณจะเอาข้าวสารมาแลกแป้งข้าวโพดเหรอ?"
"อืม ใช่ค่ะ ฉันอยากแลกเป็นแป้งข้าวโพด จะได้เก็บไว้กินได้นานขึ้นอีกหน่อย" พอเห็นว่าเจียงชิ่นมีสีหน้าจริงจัง ไม่ได้ดูเหมือนมาพูดเล่น และตั้งใจจะแลกแป้งข้าวโพดจริงๆ พ่อครัวก็ตักผักดองให้ใหม่ แล้วส่งปิ่นโตคืนให้เจียงชิ่น "ถ้าคุณอยากจะแลกจริงๆ เดี๋ยวผมเข้าไปถามหัวหน้าให้" "รบกวนด้วยนะคะ" เจียงชิ่นตอบอย่างมีมารยาท
พ่อครัวหมุนตัวเดินเข้าไปหลังครัว ผ่านไปประมาณห้านาทีเขาก็กลับมาที่หน้าต่าง "ได้ครับ ทางเราแลกให้ได้ ข้าวสารห้าสิบจินแลกแป้งข้าวโพดได้ร้อยยี่สิบจิน คุณว่าตกลงไหมล่ะ?" "ตกลงสิคะ ตกลงแน่นอน" เจียงชิ่นดีใจมาก เดิมทีนึกว่าจะแลกในอัตราส่วน 1:2 ไม่คิดเลยว่าจะได้เพิ่มมาอีกตั้งยี่สิบจิน เธอตกลงอย่างยินดีอยู่แล้ว
"แต่ว่าข้าวสารอยู่ที่บ้าน ฉันคนเดียวยกมาไม่ไหวหรอก ลุงพอจะไปช่วยขนมาได้ไหมคะ?" พ่อครัวคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ได้ครับ ที่โรงอาหารมีรถเข็นคันเล็กอยู่ เดี๋ยวผมเข็นไปรับได้ แต่คงต้องรอให้ผมจัดการงานตรงนี้เสร็จก่อนนะ" "ไม่มีปัญหาค่ะ งั้นตกลงตามนี้นะคะ" เจียงชิ่นถือปิ่นโตเดินยิ้มกริ่มกลับไปกินข้าว
ฟู่เส้าตั๋วยังคงนั่งอยู่ที่เดิม เจียงชิ่นแอบประหลาดใจ นึกว่าหายไปตั้งนาน ป่านนี้เขาน่าจะกินเสร็จแล้วลุกไปแล้วซะอีก "คุณยังกินไม่เสร็จอีกเหรอ?" เจียงชิ่นนั่งลงฝั่งตรงข้ามฟู่เส้าตั๋ว พอมองไปที่ปิ่นโตของเขา ก็เห็นว่ามันว่างเปล่าไปแล้ว "คุณรอฉันอยู่เหรอ?"
ฟู่เส้าตั๋วไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับบอกว่า "รีบกินเถอะ กินเสร็จจะได้รีบกลับไปพักผ่อนสักหน่อย" "อ้อ" เจียงชิ่นก้มหน้าก้มตากินอย่างว่าง่าย "ทำไมคุณถึงซื้อของพวกนี้มากินล่ะ คูปองอาหารหมดแล้วเหรอ?" พอเห็นหมั่นโถวแป้งข้าวฟ่างกับผักดองในปิ่นโตของเธอ ฟู่เส้าตั๋วก็ขมวดคิ้วถาม
"เปล่าค่ะ คูปองอาหารฉันยังมีอยู่ วันนี้ฉันแค่อยากกินไอ้พวกนี้เฉยๆ น่ะ" เธอพูดจบก็ก้มหน้าก้มตาแทะหมั่นโถวต่อไป