- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 6: ระบบที่แสนจะเรียบง่ายและทื่อมะลื่อ
บทที่ 6: ระบบที่แสนจะเรียบง่ายและทื่อมะลื่อ
บทที่ 6: ระบบที่แสนจะเรียบง่ายและทื่อมะลื่อ
บทที่ 6: ระบบที่แสนจะเรียบง่ายและทื่อมะลื่อ
สำหรับปฏิกิริยาของเธอ ฟู่เส้าตั๋วไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลย
หลังจากทนรับการทรมานป่วนประสาทมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม ตอนนี้ไม่ว่าเจียงชิ่นจะทำอะไร เขาก็ไม่รู้สึกแปลกใจอีกแล้ว
"งั้นคุณรอเดี๋ยวนะ ผมจะไปหาของกินมาให้"
พอพูดประโยคนี้ออกไป ฟู่เส้าตั๋วเองก็ยังชะงักไปเหมือนกัน
เมื่อเผชิญหน้ากับผู้หญิงที่เพิ่งจะลงไปนอนชักดิ้นชักงออาละวาดเมื่อตอนสาย เขาไม่มีความจำเป็นต้องเสนอตัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวดูแลเธอเลยสักนิด แต่ในเมื่อพูดออกไปแล้ว เขาก็เดินออกจากห้องไปอยู่ดี
ทิ้งให้เจียงชิ่นกับโจวตงหยางยืนจ้องตากันปริบๆ
ขืนยืนบื้ออยู่แบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ เจียงชิ่นจึงเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน "สหายโจว คุณกับฉัน... เอ้อ กับฟู่เส้าตั๋วเป็นเพื่อนสนิทกัน ขอบคุณมากนะคะที่ช่วงนี้ช่วยดูแลเขา"
ความจริงเจียงชิ่นอยากจะพูดว่า 'สามีฉัน' แต่คำพูดยังไม่ทันหลุดจากปาก เธอก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าคนยุคนี้เขาไม่น่าจะเรียกกันแบบนี้ ด้วยความฉุกละหุกเลยต้องเรียกชื่อเต็มๆ ของเขาออกไป
โชคดีที่ในสายตาของโจวตงหยาง ความสัมพันธ์ของเธอกับฟู่เส้าตั๋วนั้นตึงเครียดอยู่แล้ว การเรียกชื่อเต็มจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
เพียงแต่ท่าทีของเจียงชิ่นที่เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือกระทันหันแบบนี้ มันน่าขนลุกจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว
"ไม่ต้องมาขอบคุณฉันหรอก เธอรีบๆ หย่ากับเขาให้จบๆ ไป นั่นแหละดีที่สุดแล้ว" โจวตงหยางพูดด้วยน้ำเสียงกระด้าง ไม่ได้ทำหน้าตาต้อนรับเจียงชิ่นเลยแม้แต่น้อย
เจียงชิ่นก็ไม่ได้โกรธ เจ้าของร่างเดิมเล่นก่อเรื่องไว้ขนาดนั้น ภาพลักษณ์แง่ลบมันฝังรากลึกในใจคนไปหมดแล้ว การจะทำให้ทุกคนเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อตัวเองได้ มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ชั่วข้ามคืนเสียหน่อย
"เราไม่หย่ากันแล้วค่ะ พวกเราจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันดีๆ" เจียงชิ่นพูดพร้อมกับรอยยิ้มแย้ม
โจวตงหยางทำหน้าเหมือนเห็นผี "หมายความว่าไง นี่เธอคิดจะเกาะติดฟู่เส้าตั๋วไปตลอดเลยงั้นเหรอ? เขาโดนเธอทำลายชีวิตจนป่นปี้ขนาดนี้แล้ว เธอยังไม่ยอมปล่อยเขาไปอีกเหรอ?"
"ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ... จะพูดยังไงดีล่ะ ก็คือว่า..."
ขณะที่เจียงชิ่นกำลังเรียบเรียงคำพูด จู่ๆ เสียงฝีเท้าจากข้างนอกก็ดังขึ้น ฟู่เส้าตั๋วกลับมาแล้ว
ไม่รู้ว่าฟู่เส้าตั๋วไปหาไข่ต้มสุกสองฟองนี้มาจากไหน เขาเดินมาหยุดตรงหน้าเจียงชิ่น แล้วยัดไข่สองฟองนั้นใส่มือเธอ "ไปขอมาจากโรงครัวน่ะ เอากลับไปกินเถอะ"
เจียงชิ่นกำไข่ต้มในมือแน่น ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งพลันเอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจ
ที่แท้เขาออกไปข้างนอก ก็เพื่อไปขอไข่ต้มมาให้เธอนี่เอง
อยู่ที่นี่ไข่ไก่ถือเป็นของล้ำค่ามาก แต่เขากลับไปขอมาให้เธอได้ถึงสองฟองในคราวเดียว พอคิดถึงตรงนี้ เจียงชิ่นก็รู้สึกได้ทันทีว่าไข่ในมือมันช่างมีน้ำหนักและคุณค่ามากมายมหาศาล
เจียงชิ่นหิ้วตะเกียงน้ำมันก๊าด อาศัยแสงสว่างเดินคลำทางกลับบ้าน
ในเวลาสั้นๆ ไม่ถึงหนึ่งวัน เธอพอจะเข้าใจนิสัยใจคอของฟู่เส้าตั๋วคร่าวๆ แล้ว ยิ่งเข้าใจมากเท่าไหร่ เจียงชิ่นก็ยิ่งรู้สึกว่าเจ้าของร่างเดิมช่างโง่เขลา มีความสุขอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่กลับไม่รู้จักเห็นคุณค่า
ฟู่เส้าตั๋วหน้าตาหล่อเหลาโดดเด่น นิสัยใจคอก็ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน สามีที่ดีเลิศขนาดนี้ กลับดื้อดึงที่จะทิ้งไปให้ได้ ตัวเธอเองชาติที่แล้วครองความโสดมาตั้ง 28 ปี ถ้าได้เจอผู้ชายคุณภาพพรีเมียมแบบนี้ล่ะก็ เธอคงตกลงแต่งงานไปตั้งนานแล้ว
เจียงชิ่นส่ายหัว สอดไข่ต้มเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ เตรียมตัวกลับบ้านไปต้มน้ำร้อนเพื่ออุ่นไข่สักหน่อย
พอถึงบ้าน เจียงชิ่นหิ้วตะเกียงเดินเข้าไปในครัว แต่พอเห็นเตาดินก้อนใหญ่เบ้อเริ่มกับกระทะเหล็กใบยักษ์บนนั้น เธอก็ล้มเลิกความคิดทันที
เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเธอก็แทบจะไม่เคยทำกับข้าวเลย แค่ใช้เตาแก๊สทำอาหารยังทุลักทุเล แล้วเตาที่ต้องก่อไฟเองแบบนี้มันเกินความสามารถเธอไปมาก เตาใหญ่ขนาดนี้จะต้องจุดไฟยังไงล่ะเนี่ย?
มองดูช่องใส่ฟืนด้านล่าง ข้างในมีแต่กองขี้เถ้าสีดำปี๋ที่เผาไหม้จนหมดแล้ว เจียงชิ่นนึกขึ้นได้ว่าตอนเดินผ่านลานบ้าน เธอเห็นกองฟืนสุมอยู่ที่มุมหนึ่ง น่าจะเอามาใช้ก่อไฟสินะ
ช่างเถอะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน ตอนนี้เธอหิวจนไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรแล้ว
เจียงชิ่นเดินออกจากครัวกลับเข้ามาในห้องนอน วางตะเกียงลงบนโต๊ะ แล้วรีบหยิบไข่ออกมาปอกเปลือกกินทันที พอไข่สองฟองตกถึงท้อง ความรู้สึกหิวโซก็บรรเทาลงไปได้เยอะ เจียงชิ่นเรอออกมาเบาๆ อย่างสบายท้อง
ไข่ต้มมันค่อนข้างฝืดคอ เจียงชิ่นอยากจะดื่มน้ำ แต่กลับพบว่าเหยือกน้ำบนโต๊ะว่างเปล่า ไม่มีน้ำเหลืออยู่เลยสักหยด เธอมองไปที่แก้วน้ำเคลือบอีนาเมลข้างๆ ก็เห็นว่ามีน้ำเหลือติดก้นแก้วอยู่นิดหน่อย
ดูท่าหลังจากเจ้าของร่างเดิมตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะหย่า ก็คงไม่คิดจะต้มน้ำต้มท่าอะไรอีกแล้ว มุ่งมั่นแต่จะเตรียมตัวกลับเมืองหลวงอย่างเดียว
เธอดื่มน้ำก้นแก้วนั้นลงไป พอจะแก้กระหายได้บ้าง
เจียงชิ่นครุ่นคิดว่าถ้าจะต้มน้ำก็คงต้องใช้กระทะเหล็กใบยักษ์ในครัวนั่นแหละ คืนนี้ทนๆ ไปก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยจัดการรวบยอดทีเดียว กลางวันนอนไปเยอะ เจียงชิ่นเลยไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด ต้องมาอยู่คนเดียวในบ้าน บรรยากาศรอบข้างก็เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว ไม่มีทีวี ไม่มีคอมพิวเตอร์ แถมไม่มีสมาร์ทโฟน โคตรจะน่าเบื่อเลย
นั่งแกร่วอยู่เฉยๆ ก็ใช่ที่ เจียงชิ่นอาศัยแสงไฟจากตะเกียง เริ่มลงมือค้นหากระจกในห้อง ทะลุมิติมาตั้งนาน เธอยังไม่รู้เลยว่าตอนนี้ตัวเองหน้าตาเป็นยังไง ขอแค่อย่าขี้เหร่จนเกินไป ต้องอยู่ในขอบเขตที่ใจเธอรับได้ก็พอ
ความจริงเจียงชิ่นก็แอบกังวลอยู่นะ เจ้าของร่างเดิมเล่นใช้บุญคุณมาข่มขู่ บีบบังคับให้ฟู่เส้าตั๋วแต่งงานด้วยแบบนี้ หรือว่าหน้าตาจะอัปลักษณ์ดูไม่ได้กันแน่?
ค้นหาอยู่พักหนึ่ง เจียงชิ่นก็เจอกระจกบานเล็กขนาดเท่าฝ่ามืออยู่ในกล่องเหล็กหัวเตียงเตา เธอรีบหยิบมันขึ้นมาส่องดูกับแสงตะเกียงทันที พอเห็นใบหน้าในกระจกชัดๆ เจียงชิ่นก็ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เจ้าของร่างเดิมหน้าตาดีไม่เบาเลย ถ้าเทียบกับคนในยุคนี้ก็ถือว่าสวยมากทีเดียว
สหายผู้หญิงคนอื่นๆ ในฟาร์มต้องทนตากแดดตากลมทำงานในนาทุกวัน ผิวพรรณเลยทั้งดำทั้งหยาบกร้าน แต่เจ้าของร่างเดิมเป็นลูกรักของที่บ้าน ไม่ค่อยได้หยิบจับทำงานหนัก แถมพอมาอยู่ที่นี่ก็มัวแต่อาละวาด ไม่เคยลงไปเหยียบแปลงนาเลยสักวัน ผิวพรรณจึงทั้งเนียนนุ่มและขาวผ่อง
นอกจากผิวจะดีแล้ว เครื่องหน้าก็ยังจิ้มลิ้มพริ้มเพรา มีดวงตากลมโตสวยงามแบบผลซิ่ง ใต้ตามีเนื้อนูนๆ น่ารักๆ เวลาพอยิ้มแล้วดูหวานหยดย้อยเป็นพิเศษ เหมือนกับ 'นางเอกดอกบัวขาวผู้แสนบริสุทธิ์' ที่บรรยายไว้ในนิยายเป๊ะเลย
มีใบหน้าที่สวยบริสุทธิ์ผุดผ่องขนาดนี้ แต่กลับโดนคนทั้งฟาร์มตงอันเกลียดขี้หน้าได้ ลองคิดดูเอาเถอะว่าเจ้าของร่างเดิมต้องทำตัวงี่เง่าหาทำขนาดไหน
เจียงชิ่นวางกระจกลงอย่างพึงพอใจ จากนั้นเธอก็พบว่า... ดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้ทำอีกแล้ว
เมื่อว่างจนไม่มีอะไรทำ เจียงชิ่นก็เริ่มลองเรียกหาระบบ เกือบลืมไปเลยว่าเธอก็เป็น 'ผู้มีระบบ' กับเขาเหมือนกันนะ
"ระบบ ระบบ นายอยู่ไหม?"
เรียกตั้งหลายรอบ แต่ระบบกลับเงียบกริบไร้การตอบสนองใดๆ
เจียงชิ่นรู้สึกผิดหวัง ระบบของบ้านอื่นเขาคอยคุยเป็นเพื่อน ช่วยคลายเหงา แถมยังหยอกล้อเล่นได้ด้วยซ้ำ แต่ระบบของเธอนี่สิ ไม่ยอมสื่อสารอะไรเลย ดีแต่โยนภารกิจมาให้
ช่างเป็นระบบที่เรียบง่ายและทื่อมะลื่อสุดๆ
เจียงชิ่นล้มตัวลงนอนบนเตียงเตา ทบทวนภารกิจที่ระบบมอบหมายให้
ระบบแฮปปี้ฟาร์ม ภารกิจมือใหม่: ใช้ห้องครัวในบ้านทำอาหารที่สามารถทานได้ปกติหนึ่งมื้อ และต้องได้รับคำวิจารณ์ในแง่ดีจากฟู่เส้าตั๋ว จำกัดเวลา: สองวัน รางวัล: ยังไม่กำหนด
ที่นี่ไม่มีเครื่องครัวอย่างอื่นเลย นอกจากกระทะเหล็กใบยักษ์ในครัว ถ้าอยากทำภารกิจให้สำเร็จ เธอก็ต้องหัดใช้มันทำกับข้าวให้เป็น
ต้องทานได้ปกติ แถมยังต้องได้รับคำชม หมายความว่าต้องทำให้อร่อยสินะ อันนี้แอบยากแฮะ
ชาติที่แล้วเธอมัวแต่ยุ่งเรื่องเรียนกับเรื่องงาน แทบจะไม่เคยทำกับข้าวเองเลย ฝีมือการทำอาหารเลยเข้าขั้นห่วยแตก แต่ถ้าอยากทำให้อร่อย ตั้งใจหัดทำก็น่าจะพอถูไถไปได้ เจียงชิ่นยังคงมั่นใจในทักษะการเรียนรู้ของตัวเองอยู่
แต่ระบบให้เวลามาแค่สองวัน การจะฝึกทำให้เก่งภายในสองวัน เวลามันก็ค่อนข้างกระชั้นชิดไปหน่อย
ประเด็นสำคัญคือต้องทำให้ฟู่เส้าตั๋วรู้สึกว่าอร่อยด้วยนี่สิ
เจียงชิ่นยกแขนขึ้นหนุนหัว นอนทอดกายอยู่บนฟูก พลางคิดในใจว่านี่ขนาดแค่ภารกิจมือใหม่ยังยากเอาเรื่องขนาดนี้ ภารกิจหลังจากนี้ต้องโหดหินกว่านี้แน่ๆ
เธอพลิกตัวเปลี่ยนท่านอน แล้วเริ่มคิดถึงคอนโดหรูของตัวเองขึ้นมาจับใจ
ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าทำภารกิจสำเร็จแล้ว ระบบจะส่งตัวเธอกลับไปได้หรือเปล่านะ...