- หน้าแรก
- ข้อมูลรายวัน เบิกทางชีวิต
- บทที่ 18 เฉินฉีโดนซ้อม
บทที่ 18 เฉินฉีโดนซ้อม
บทที่ 18 เฉินฉีโดนซ้อม
บทที่ 18 เฉินฉีโดนซ้อม
เถ้าแก่ร้าน 'เจินผินฟาง' ลุกขึ้นยืนแล้วแนะนำตัว "น้องชาย ฉันชื่อหวังเฉิน เป็นเถ้าแก่ร้านเจินผินฟางแห่งนี้ วันหน้าวันหลังถ้ามีของดีๆ แบบนี้อีก ก็เอามาปล่อยที่ฉันได้เลยนะ รับรองว่าจะให้ราคาที่ยุติธรรมที่สุดแน่นอน"
หวังเฉินหรี่ตาลง ท่าทางดูจริงใจเป็นที่สุด ราวกับว่าคนที่เพิ่งเสนอราคาหมื่นหยวนให้หน้าตาเฉยเมื่อกี้ไม่ใช่ตัวเขายังไงยังงั้น
สุภาษิตว่าไว้ 'ไม่ตีคนหน้าเปื้อนยิ้ม' เสิ่นเจ๋อเองก็ไม่ได้เก็บเรื่องเมื่อครู่มาใส่ใจ ถ้าเขาไปอยู่ในจุดเดียวกับเถ้าแก่ เขาก็อาจจะตัดสินใจแบบเดียวกันก็ได้ ท้ายที่สุดแล้วทุกคนก็ต้องทำมาหากินกันทั้งนั้น
เสิ่นเจ๋อยื่นมือออกไปจับมือทักทายอย่างมีมารยาท พร้อมกับยิ้มและเอ่ยว่า "ได้เลยครับเถ้าแก่หวัง วันหน้าถ้าผมมีของดีๆ จะต้องนึกถึงเถ้าแก่เป็นคนแรกแน่นอนครับ"
ทั้งสองจับมือตกลงทำความเข้าใจกัน ในโลกของผู้ใหญ่ มันไม่มีถูกผิดหรอก มีแต่เรื่องผลประโยชน์ทั้งนั้นแหละ เหตุการณ์เมื่อครู่ก็เป็นแค่สีสันเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
เสิ่นเจ๋อเดินออกจากร้านเจินผินฟางไปได้ไม่กี่ก้าว ก็หยุดยืนอยู่ริมถนนพลางแหงนมองท้องฟ้า
ท้องฟ้าในเวลานี้ไร้เมฆหมอกบดบัง ดวงอาทิตย์สาดแสงเจิดจ้า งานฝีมือสารพัดชนิดบนแผงลอยริมถนนต่างก็ทอประกายระยิบระยับล้อแสงแดด
เมื่อมองดูชายชราที่นอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ ผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา และเด็กสาวผมหางม้าที่กำลังง่วนอยู่กับการเลือกซื้อของ เสิ่นเจ๋อก็รู้สึกเปี่ยมไปด้วยความหวัง
เขาพ่นลมหายใจออกมายาวเหยียดแล้วกำหมัดแน่น "อย่างน้อยตอนนี้ ความกังวลเรื่องตกงานก็หายไปเกินครึ่งแล้วล่ะนะ ไม่นึกเลยว่าจะได้เงินมามากกว่าราคาที่ระบบประเมินไว้ตั้งสองแสนหยวน ดูเหมือนว่าราคาซื้อขายสุดท้ายของของทุกชิ้นจากระบบ จะขึ้นอยู่กับตัวฉันเองสินะ"
"เป็นไปได้ที่จะทำราคาได้สูงกว่าที่ระบบประเมินไว้ และแน่นอนว่าก็มีโอกาสที่จะถูกกดราคาให้ต่ำกว่านั้นได้เหมือนกัน"
เสิ่นเจ๋อก้มลงมองข้อความในโทรศัพท์อีกครั้ง ตอนนี้มีเงินก้อนโตถึง 1,205,000 หยวน นอนนิ่งอยู่ในบัญชีของเขาแล้ว เสิ่นเจ๋อยังไม่คิดจะเอาเงินก้อนนี้ไปให้ภรรยาในตอนนี้
เขาจะเก็บมันไว้ในบัญชีตัวเองก่อน เผื่อมีช่องทางลงทุนดีๆ เขาจะได้หยิบเงินก้อนนี้มาใช้ โดยไม่ต้องไปแตะต้องเงินเก็บในบัญชีของภรรยา เพื่อเป็นการเผื่อเหลือเผื่อขาด
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่เคยลงทุนทำธุรกิจอะไรมาก่อน คำกล่าวที่ว่า 'การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน' มันยังคงเป็นความจริงเสมอ
เสิ่นเจ๋อรู้สึกว่าช่วงสองสามวันมานี้ เขาแวะเวียนมาที่ถนนคนเดินของเก่าบ่อยเกินไปแล้ว แต่ก็ทำไงได้ล่ะ ในเมื่อระบบมันดันประทานแต่ของเก่ากับภาพวาดพู่กันจีนมาให้นี่นา
เขาเองก็ไม่รู้จักใครที่เชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้เลย ก็เลยต้องมาพึ่งพาร้านแถวนี้แหละ
ส่วนร้าน 'จี๋เสียงไจ' นานๆ ทีแวะไปทีก็พอแล้ว ในฐานะเพื่อนของโม่หมิง จี้ซิงเหยากับคุณปู่ของเธอก็มักจะรับซื้อของเขาในราคาสูงลิ่วเสมอ
คนทำธุรกิจก็ต้องหวังผลกำไรเป็นธรรมดา ถึงแม้คนอื่นอาจจะไม่ซีเรียสเรื่องเงินของเขา แต่ตัวเสิ่นเจ๋อเองก็ต้องรู้จักเกรงใจบ้าง
ตอนนี้ เสิ่นเจ๋อยังมีเรื่องต้องจัดการอีกเรื่องหนึ่ง ข้อมูลข่าวกรองที่ระบบให้มาเมื่อคืน ถือว่าเป็นข้อมูลชิ้นโบแดงสำหรับเสิ่นเจ๋อเลยทีเดียว
ในเมื่อเขารู้ความลับดำมืดของเฉินฉี อดีตผู้อำนวยการบริษัท แถมระบบยังใจดีบอกที่อยู่กับชื่อของเมียน้อยมาให้เสร็จสรรพ เขาก็ต้องจัดของขวัญชิ้นโตไปเซอร์ไพรส์ครอบครัวของเฉินฉีให้บ้านแตกกระเจิงสักหน่อยแล้ว
ชีวิตมันต้องมีสีสันบ้างสิ ส่วนใครจะเป็นคนสร้างสีสันนั้น ก็ต้องเป็นคนดีศรีสังคมอย่างเสิ่นเจ๋อคนนี้นี่แหละ
ถึงแม้ข้อมูลจากระบบจะไม่ได้บอกเบอร์โทรศัพท์ภรรยาของเฉินฉีมาด้วย แต่เสิ่นเจ๋อก็มีเบอร์ติดต่อของหม่าตงเหมย ภรรยาของหลานชายเฉินฉีอยู่แล้ว
ตู๊ด—ตู๊ด—
หลังจากเสียงรอสายดังอยู่ครู่หนึ่ง ปลายสายก็กดรับ
"สวัสดีครับ คุณหม่าตงเหมย ยังจำผมได้ไหมครับ"
ณ ตอนนี้ ในคอนโดหรูแห่งหนึ่ง หญิงสาวในชุดนอนผ้าไหมกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีน้ำตาล พลางแกว่งแก้วไวน์แดงในมือไปมาเบาๆ
"จำได้สิ คุณคือคนที่ส่งข้อความมาบอกเบาะแสฉันคราวก่อนใช่ไหม ทำไมล่ะ จะโทรมาทวงเงินรางวัลจากฉันเหรอ"
หม่าตงเหมยขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอทำสัญญาก่อนแต่งงานเอาไว้ตั้งนานแล้วว่า หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนอกใจ จะต้องหย่าร้างและออกไปแต่ตัว เธอจึงไล่เฉินตงออกจากบ้านไปได้อย่างสบายๆ
เฉินตงที่ต้องออกไปตัวเปล่าพยายามจะโวยวายหาเรื่อง แต่พอเธอเปิดคลิปเสียงเด็ดให้ฟัง หมอนั่นก็ยอมเซ็นใบหย่าแต่โดยดี เว้นเสียแต่ว่าอยากจะเข้าไปกินข้าวแดงในคุกสักสองสามปี
เธอหวังว่าผู้ชายคนนี้จะไม่โลภจนเกินไป เงินทุกบาททุกสตางค์นี่เธอหามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองทั้งนั้น ที่เธอไม่ยอมติดต่อไปก่อนก็เพราะกลัวว่าเขาจะเรียกร้องเงินรางวัลมากเกินไปนั่นแหละ
เธอนึกว่าเขาจะไม่ติดต่อมาอีกแล้วซะอีก แต่วันนี้เขากลับโทรมาหา
เสิ่นเจ๋อได้ยินดังนั้นก็รีบปฏิเสธทันควัน "คุณหม่าเข้าใจผิดแล้วครับ ที่ผมโทรมาวันนี้ก็เพื่อจะขอเบอร์ติดต่อภรรยาของคุณลุงเฉินฉีต่างหากล่ะครับ ผมอยากจะส่งข้อความไปหาเธอสักหน่อย"
เงินน่ะใครๆ ก็อยากได้ เสิ่นเจ๋อเองก็อยากได้ใจจะขาด แต่ถ้าเกิดยัยผู้หญิงคนนี้แอบอัดเสียงตอนคุยโทรศัพท์ แล้วเอาเงินมาล่อให้เขาติดกับ จากนั้นก็แจ้งความจับเขาข้อหากรรโชกทรัพย์ล่ะ เขาไม่ซวยป่นปี้เลยเหรอ
ปลายสายอย่างหม่าตงเหมย เมื่อได้ยินเสิ่นเจ๋อบอกว่าไม่ได้มาทวงเงินรางวัล น้ำเสียงของเธอก็อ่อนลงเล็กน้อย "คุณจะเอาเบอร์ติดต่อคุณป้าฉันไปทำไม อดีตคุณลุงของฉันก็นอกใจด้วยงั้นเหรอ"
เสิ่นเจ๋อประหลาดใจที่ผู้หญิงคนนี้เดาทางได้แม่นยำขนาดนี้ "คุณหม่าเดาเก่งจริงๆ ครับ ผมก็เลยอยากจะได้เบอร์ติดต่อของเธอ ลุงเฉินตงจะได้มีเพื่อนร่วมชะตากรรมไงล่ะครับ"
หม่าตงเหมยแอบแค่นเสียงหยันในใจ ผู้ชายคนนี้ช่างหน้าด้านจริงๆ ตัวเองมีความแค้นกับลุงหลานคู่นั้น แต่พอจัดการเองไม่ได้ ก็เลยมายืมมือผู้หญิงอย่างเธอไปจัดการแทน
"ก็ได้ ถือซะว่าตอบแทนเบาะแสคราวก่อน ฉันจะให้เบอร์เธอไป แต่ห้ามบอกเด็ดขาดนะว่าได้เบอร์มาจากฉัน"
"ไม่มีปัญหาครับคุณหม่า ผมรับรองว่าจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้คุณแน่นอน"
หลังจากได้รับข้อความจากหม่าตงเหมย เสิ่นเจ๋อก็ใช้เบอร์โทรศัพท์อีกเบอร์หนึ่งส่งข้อความไปหากัวชุ่ยฮวา ภรรยาของเฉินฉีทันที
เสิ่นเจ๋อรู้กิตติศัพท์ของกัวชุ่ยฮวา ภรรยาของเฉินฉีมานานแล้ว ว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่ใครจะกล้าแหยมด้วย เธอเป็นคนอารมณ์ร้าย ขี้โมโห แถมยังมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ เฉินฉีโดนเธอตบแค่ทีเดียวก็คงลงไปกองกับพื้นแล้วมั้ง
กัวชุ่ยฮวาเคยมาตามหาเฉินฉีที่บริษัท เธอตัวใหญ่และแข็งแรงมาก ขนาดเสิ่นเจ๋อยืนอยู่ข้างหลังเธอ เขายังมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากแผ่นหลังอันกว้างใหญ่ของเธอ เว้นแต่เขาจะสูงกว่านี้อีกสักหน่อย
เวลาสองทุ่มตรง ณ หมู่บ้านซินก่าง ภายในบ้านของหวังเหมย เมียน้อยของเฉินฉี เฉินฉีกำลังยืนด่าทอหวังเหมยฉอดๆ
"ใครใช้ให้เธอเสนอหน้าเอาโซฟาไปเปลี่ยนห๊ะ! เธอรู้ไหมว่าข้างในนั้นมันมีอะไรซ่อนอยู่ เธอนี่มันโง่จริงๆ เลย..."
เฉินฉีชี้หน้าด่าหวังเหมยด้วยความโมโหจนพูดไม่ออก
นั่นมันภาพวาด 'ม้าทะยาน' ของสวีเปยหงเชียวนะ! มูลค่าอย่างต่ำก็เป็นล้านหยวน! แถมยังเป็นของที่ได้มาจากการรับสินบนอีก ขืนไปแจ้งความก็มีหวังโดนรวบตัวซะเอง
"ปังๆๆ"
เสียงเคาะประตูดังรัว หวังเหมยรู้สึกราวกับสวรรค์ทรงโปรด ส่งคนมาช่วยชีวิตเธอจากการโดนด่า
เธอไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่าใครมาเคาะประตู รีบพุ่งไปเปิดประตูทันที แล้วผู้หญิงร่างอวบอ้วนคนหนึ่งก็พุ่งพรวดเข้ามาพร้อมกับชายฉกรรจ์อีกสองคน
"พวกคุณเป็นใคร กล้าดียังไงมาบุกรุกบ้านฉัน! ไม่เชื่อเหรอว่าฉันจะโทรเรียกตำรวจเดี๋ยวนี้เลย!"
หวังเหมยไม่รู้จักผู้มาเยือน แต่เฉินฉีรู้จักเป็นอย่างดี ผู้หญิงที่เขาร่วมเรียงเคียงหมอนมานานหลายสิบปี และเป็นผู้หญิงที่ลงไม้ลงมือตบตีเขามาตลอดหลายสิบปีเช่นกัน
สีหน้าของเฉินฉีเปลี่ยนไปทันที เขารีบก้าวเข้าไปหาแล้วยิ้มประจบประแจง "ที่รัก คุณมาทำอะไรที่นี่จ๊ะ พอดีท่อน้ำบ้านเพื่อนผมแตก ผมก็เลยมาช่วยซ่อมน่ะ"
กัวชุ่ยฮวาไม่พูดพร่ำทำเพลง ตบฉาดเข้าที่หน้าเฉินฉีจนหน้าหัน ตาลายวิ้งๆ หูอื้อไปหมด
"ไอ้เฉิน ไอ้เนรคุณ! แกจำไม่ได้แล้วใช่ไหมว่าครอบครัวกัวของฉันมีบุญคุณกับแกยังไงบ้างตอนนั้น!"
"ตอนนั้นแกมันก็แค่ไอ้กระจอกไม่มีอะไรดีสักอย่าง พ่อแม่ฉันอุตส่าห์ไม่รังเกียจที่แกยากจน ยกทั้งบ้านทั้งรถให้ แถมยังไม่บังคับให้แกแต่งเข้าบ้านเราด้วยซ้ำ แล้วนี่คือสิ่งที่แกตอบแทนครอบครัวฉันงั้นเหรอ!"
กัวชุ่ยฮวาหันขวับไปชี้หน้าด่าหวังเหมย "หึ หน้าตาก็ดูเป็นพวกผู้หญิงหากิน มิน่าล่ะ ช่วงนี้ไอ้เฉินฉีมันถึงไม่ยอมทำการบ้านเลย ที่แท้ก็เอาแรงมาลงกะแกหมดนี่เองสินะ!"
"จำใส่กะโหลกแกไว้เลยนะ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่ไอ้สวะนี่เอามาเปย์แก มันคือสินสมรสของเรา แกอย่าหวังว่าจะได้ฮุบไปแม้แต่แดงเดียว แกผลาญไปเท่าไหร่ แกต้องคายออกมาให้หมด ไม่งั้นแม่จะทำให้แกอยู่ไม่สู้ตายเลยคอยดู"
พูดจบ เธอก็สั่งให้ชายฉกรรจ์สองคนข้างหลังล็อคตัวเฉินฉีไว้ แย่งโทรศัพท์มือถือมาจากมือเขา แล้วแกว่งไปมาตรงหน้าหวังเหมย "แกทำตามที่ฉันสั่งซะดีๆ ไม่งั้นฉันจะประจานรูปกับคลิปพวกนี้ลงเน็ตให้หมด"
หวังเหมยช็อกจนทำอะไรไม่ถูก เธอไม่คาดคิดเลยว่าเฉินฉีจะกล้าโกหกเธอหน้าด้านๆ ว่าภรรยาของเขาป่วยหนักจนลุกจากเตียงไม่ไหว แถมยังแอบถ่ายรูปเปลือยของเธอเก็บไว้อีก
"กรี๊ด~"
หวังเหมยผมเผ้าหลุดลุ่ย สติแตกพุ่งเข้าไปข่วนหน้าเฉินฉีอย่างบ้าคลั่ง
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องและเสียงด่าทอก็ดังระงมไปทั่วทั้งบ้าน