- หน้าแรก
- ชีพจรทั้งเก้าถูกช่วงชิง ข้าจึงใช้เมล็ดพันธุ์มารบรรลุสู่ความไร้เทียมทาน
- บทที่ 30.จะเปิดหูเปิดตาให้เจ้าดู
บทที่ 30.จะเปิดหูเปิดตาให้เจ้าดู
​บทที่ 30.จะเปิดหูเปิดตาให้เจ้าดู
​คำพูดของฉินอี้ ทำให้สีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อนอย่างยิ่ง
​แม้แก่นทองคำระดับต่ำจะถือเป็นพรสวรรค์ระดับสุดยอด แต่เมื่อเทียบกับแก่นทองคำระดับกลางแล้ว ก็ยังห่างชั้นกันอยู่มาก
​ฉินอี้ผู้นี้... ช่างโอหังเกินไปแล้ว
​เพิ่งจะควบแน่นแก่นทองคำระดับต่ำได้สำเร็จ เพิ่งจะสังหารฉินกวงไปได้เพียงคนเดียว ก็คิดว่าตัวเองเก่งกาจเหนือใครเสียแล้ว สุดท้าย... จุดจบของเขาก็คงไม่พ้นความตายอย่างแน่นอน
​ไป๋ฉางเทียน เจ้าสำนักยุทธ์เทียนซิง ถอนหายใจเบาๆ โดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้ เพียงแค่หันไปกำชับมู่หว่านว่า "จ้าวตำหนักมู่ อัจฉริยะแก่นทองคำนั้นหาได้ยากยิ่งนัก เจ้าจงดูแลสั่งสอนเขาให้ดี อย่าปล่อยให้พรสวรรค์ของเขาต้องสูญเปล่า"
​กล่าวจบ ร่างของไป๋ฉางเทียนก็หายวับไปในพริบตา
​หลังจากที่ไป๋ฉางเทียนจากไปแล้ว
​หลัวฮั่น จ้าวตำหนักเทียนซู ก็จ้องมองฉินอี้พร้อมกับแค่นเสียงหัวเราะหยัน "วันที่ฉินอันควบแน่นแก่นทองคำระดับกลาง ข้าก็อยู่ในเหตุการณ์ตลอด ขอบอกเลยว่า เจ้า... เทียบเขาไม่ติดเลยแม้แต่น้อย!"
​ฉินอี้แค่นเสียงเย็น "งั้นรึ?"
​"ข้าได้ยินมาว่า ตอนนี้สถิติอันดับหนึ่งของป่าพันเงาแห่งสำนักยุทธ์เทียนซิง เป็นของฉินอัน"
​"ในเมื่อตอนนี้ฉินอันไม่อยู่ แล้วเจ้าก็ยังดึงดันจะเอาข้าไปเปรียบเทียบกับตอนที่เขาควบแน่นแก่นทองคำให้ได้ งั้นข้าก็จะไปทำลายสถิติของเขาที่ป่าพันเงาก็แล้วกัน!"
​"ข้าขอแนะนำให้เจ้าตามไปดูด้วย ข้าจะเบิกเนตรให้เจ้าดูเป็นขวัญตาเอง!"
​ใบหน้าของหลัวฮั่นเขียวปั๊ดด้วยความโกรธ ตวาดลั่น "ดี! ในเมื่อเจ้าอยากจะพิสูจน์ว่าตัวเองเก่งกว่าฉินอันตอนที่เขาควบแน่นแก่นทองคำ ข้าก็จะไปดูที่ป่าพันเงาด้วยตัวเอง ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่า เจ้าจะมีน้ำยาแค่ไหน ถึงได้กล้ามาเบิกเนตรให้ข้า!"
​ป่าพันเงา เป็นสวัสดิการที่สำนักยุทธ์เทียนซิงมอบให้กับศิษย์ที่เพิ่งควบแน่นแก่นทองคำทุกคน หากสามารถฝ่าด่านได้ภายในเวลาที่กำหนด ก็จะได้รับรางวัลเป็นแต้มดารา
​โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสามารถทำลายสถิติได้ ก็จะได้รับแต้มดาราเป็นรางวัลถึงสามพันแต้ม
​แต่การจะได้รับสิทธิ์เข้าทดสอบที่ป่าพันเงา อย่างน้อยก็ต้องมีระดับพลังขอบเขตแก่นทองคำที่มีแก่นเงินขั้นกลางขึ้นไป
​ฉินอี้ต้องการแต้มดารา เพื่อใช้เป็นค่าผ่านทางเข้าไปในถ้ำจิตดารา เพื่อทำความเข้าใจพลังแห่งเจตจำนง และลงไปให้ถึงก้นถ้ำ
​เขาร้อนใจอยากจะรู้เหลือเกิน ว่าฉินเต้า ผู้เป็นบิดา ได้ทิ้งอะไรไว้ให้เขาที่ก้นถ้ำจิตดารากันแน่!
​ก่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังป่าพันเงา มู่หว่านได้แนะนำให้ฉินอี้รู้จักกับหลิวเยียน และผู้บริหารระดับสูงของสำนักยุทธ์เทียนซิงอีกหลายคนอย่างเป็นทางการ
​ฉินอี้ประสานมือทำความเคารพทีละคน
​หลิวเยียนพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม พลางเอ่ย "เมื่อก่อน ศิษย์พี่ฉินเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร โดดเด่นเหนือใครในสำนักยุทธ์เทียนซิง คิดไม่ถึงเลยว่า ผ่านไปหลายสิบปี ลูกชายของศิษย์พี่ฉินก็เดินตามรอยเท้าผู้เป็นบิดา เข้ามาอยู่ในสำนักยุทธ์เทียนซิงเช่นกัน"
​"ฉินอี้ ภายภาคหน้าหากมีเรื่องเดือดร้อนอะไร แล้วพี่หว่านเอ๋อร์ไม่อยู่ เจ้าก็มาหาข้าที่ตำหนักเหยากวงได้เลยนะ"
​ฉินอี้ตอบรับ "ขอบคุณท่านจ้าวตำหนักหลิวขอรับ!"
​เสียงของท่านปู่กระถางดังแว่วขึ้น "ข้าชักจะรู้สึกตะหงิดๆ แล้วสิ ว่านังหลิวเยียนนี่ก็เคยแอบชอบพ่อเจ้าเหมือนกัน? แปลกแฮะ ตอนที่พ่อเจ้าอยู่กับแม่เจ้า เขามักจะบอกเสมอว่าตัวเองไม่มีหญิงอื่นมาติดพันเลย ดูท่าพ่อเจ้าจะโกหกซะแล้ว!"
​ฉินอี้: "..."
​ส่วนผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับมู่หว่าน ต่างก็มีสีหน้าซับซ้อน หากตัดเรื่องความบาดหมางระหว่างฉินอี้กับตระกูลฉินออกไป พวกเขาก็ชื่นชมคนหนุ่มอย่างฉินอี้จากใจจริง
​ทว่าความแค้นระหว่างฉินอี้กับตระกูลฉิน... เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้เลย
​เรื่องนี้กลายเป็นปมมรณะที่ไม่มีวันคลี่คลายได้แล้ว
​……
​หนึ่งเค่อต่อมา
​มู่หว่านก็พาฉินอี้มาถึงป่าพันเงาแห่งสำนักยุทธ์เทียนซิง
​หลัวฮั่นที่มาถึงก่อนแล้ว ยืนอยู่หน้าป้ายหิน พลางแค่นเสียงเย็น "เบิ่งตาดูให้ดีๆ นี่คือชื่อและเวลาที่สลักอยู่บนป้ายหิน!"
​บนป้ายหิน สลักชื่อ ตำหนักเทียนซู ฉินอัน เวลาหนึ่งชั่วยามเจ็ดเค่อครึ่ง
​นี่คือสถิติที่ฉินอันทำไว้
​ป้ายหินแผ่นนี้ จะบันทึกเฉพาะสถิติที่ดีที่สุดเท่านั้น!
​มีเพียงอันดับหนึ่ง ไม่มีอันดับสอง!
​จากนั้น หลัวฮั่นก็เอ่ยเสริม "และก่อนหน้าฉินอัน ชื่อที่สลักอยู่บนป้ายหินแผ่นนี้ ก็คือ ตำหนักเทียนเสวียน ฉินเต้า เวลาสองชั่วยามหนึ่งเค่อ!"
​หนึ่งชั่วยาม มีแปดเค่อ
​ดังนั้น ฉินอันจึงใช้เวลาฝ่าด่านป่าพันเงาเร็วกว่าฉินเต้า บิดาของฉินอี้ถึงหนึ่งเค่อครึ่ง
​สายตาของฉินอี้จดจ้องอยู่ที่สถิติของฉินอันบนป้ายหิน ก่อนจะเผยสีหน้าดูแคลน พลางเอ่ย "วันนี้ ชื่อของฉินอัน จะถูกลบเลือนหายไป และแทนที่ด้วยชื่อของข้า ฉินอี้!"
​"ช่างกล้าพูด!" หลัวฮั่นแค่นเสียงเย็น
​ผู้คนที่อยู่รอบข้างก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
​"คิดดูสิ ตอนที่ฉินอันควบแน่นแก่นทองคำระดับกลางสำเร็จ เขายังต้องเก็บตัวฝึกฝนอยู่นานกว่าสิบวัน เพื่อให้รากฐานมั่นคง และปรับตัวให้เข้ากับพลังของแก่นทองคำระดับกลาง ถึงจะกล้ามาท้าประลองที่ป่าพันเงา"
​"แต่ฉินอี้มีแก่นทองคำคุณภาพด้อยกว่าฉินอัน แถมเพิ่งจะทะลวงระดับมาหมาดๆ จะเอาอะไรไปทำลายสถิติของฉินอันได้?"
​"บางที ที่เขารีบร้อนมาท้าประลองที่ป่าพันเงา ก็คงเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีทางทำลายสถิติของฉินอันได้หรอก พอทำไม่สำเร็จ ก็จะได้หาข้ออ้างว่ายังไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อหลอกตัวเองไปวันๆ ไงล่ะ!"
​"ตู้ม!" ทันใดนั้นก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น
​ศิษย์ตำหนักเทียนซูที่กำลังกระซิบกระซาบนินทาฉินอี้อยู่ ถูกพลังของเฟิงหลิงหลงกดทับจนหน้าคะมำลงไปกองกับพื้น
​เฟิงหลิงหลงจ้องมองพวกเขา พลางเอ่ย "ปากพล่อยนัก นี่คือผลของการพูดจาไม่เข้าหู!"
​เฟิงอ้าวแอบยกนิ้วโป้งให้เฟิงหลิงหลง พี่สาวของเขาอย่างเงียบๆ!
​เซี่ยหลินแค่นเสียงเย็น "เฟิงหลิงหลง เจ้าทำเกินไปแล้วนะ!"
​เฟิงหลิงหลงจ้องมองเซียหลิน "เราสองคนก็ไม่ได้ประลองฝีมือกันมาสักพักแล้วนี่ เดี๋ยวลองทดสอบฝีมือกันหน่อยไหมล่ะ?"
​มุมปากของเซี่ยหลินกระตุก "ลองก็ลองสิ คิดว่าข้าจะกลัวเจ้างั้นรึ?"
​องค์หญิงแห่งราชวงศ์ต้าเซี่ย และองค์หญิงแห่งราชวงศ์ต้าเฟิง เผชิญหน้ากันด้วยบรรยากาศตึงเครียด
​เมื่ออวิ๋นเมิ่งเอ๋อร์เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ นางก็เริ่มตระหนักถึงอะไรบางอย่างได้ การกระทำของเฟิงหลิงหลง ทำให้นางรู้สึกกดดันไม่น้อย
​ในขณะนั้น ฉินอี้ได้เดินไปยืนอยู่ที่ทางเข้าป่าพันเงาแล้ว
​ชายวัยกลางคนที่รับหน้าที่เฝ้าป่าพันเงา กำลังปาดเหงื่อเย็นๆ ที่ไหลซึมออกมาตามหน้าผาก วันนี้ฉินอี้มาท้าประลองที่ป่าพันเงาพร้อมกับผู้คนมากมายที่แห่แหนมามุงดู เขาไม่กล้าปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ขึ้นเด็ดขาด จึงตั้งใจอธิบายกฎกติกาให้ฉินอี้ฟังอย่างละเอียด
​"ภายในป่าพันเงา มีค่ายกลพันเงาซ่อนอยู่ ทันทีที่ค่ายกลพันเงาเริ่มทำงาน มันจะสร้างเงาร่างขึ้นมาหนึ่งพันสาย เพื่อเข้าจู่โจมเจ้า"
​"เจ้าต้องจัดการทำลายเงาร่างทั้งหนึ่งพันสายนั้นให้ได้ภายในเวลาสามชั่วยาม จึงจะถือว่าผ่านการทดสอบ และได้รับรางวัลเป็นแต้มดาราห้าร้อยแต้ม"
​"แน่นอนว่า หากเจ้าสามารถทำเวลาได้ดีกว่าหนึ่งชั่วยามเจ็ดเค่อครึ่ง ก็จะถือว่าเจ้าทำลายสถิติได้ นอกจากชื่อของเจ้าจะถูกสลักไว้บนป้ายหินแล้ว เจ้ายังจะได้รับรางวัลเป็นแต้มดาราถึงสามพันแต้มอีกด้วย"
​"เจ้ารับยันต์สวรรค์แผ่นนี้ติดตัวไว้ หากเจ้าทนรับการโจมตีไม่ไหว ก็จงถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปในยันต์สวรรค์ เมื่อนั้นค่ายกลพันเงาก็จะหยุดทำงาน และเงาร่างทั้งหมดก็จะสลายหายไป"
​ฉินอี้รับยันต์สวรรค์มา แม้เขาจะไม่จำเป็นต้องใช้มัน แต่กฎก็ต้องเป็นกฎ ผู้ที่เข้ามาท้าประลองที่ป่าพันเงาทุกคน ล้วนต้องปฏิบัติตาม
​ชายวัยกลางคนอธิบายต่อ "นอกจากนี้ ในระหว่างที่ทดสอบในป่าพันเงา กฎก็จะเหมือนกับการทดสอบเข้าสำนักยุทธ์เทียนซิง ห้ามใช้โอสถใดๆ ทั้งสิ้น และอนุญาตให้ใช้อาวุธวิญญาณได้เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น หากฝ่าฝืนกฎ จะถือว่าการทดสอบล้มเหลวทันที และเจ้าจะถูกพลังของค่ายกลพันเงาขับไล่ออกมา"
​"จำกฎทั้งหมดได้หรือยัง?"
​ฉินอี้พยักหน้ารับคำสั้นๆ ก่อนจะกระชับกระบี่ในมือ แล้วเดินเข้าไปในป่าพันเงา
​ทันทีที่ร่างของเขาก้าวล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของป่าพันเงา ค่ายกลพันเงาก็เริ่มทำงาน แสงสว่างวูบวาบขึ้นเป็นชั้นๆ วินาทีต่อมา เงาร่างสายแล้วสายเล่าก็ก่อตัวขึ้น!
​ดวงตาของฉินอี้ทอประกายเจิดจ้า เขาไม่รอให้เงาร่างเหล่านั้นพุ่งเข้ามาจู่โจม แต่กลับเป็นฝ่ายพุ่งทะยานเข้าใส่ฝูงเงาร่างที่หนาแน่นนั้นเสียเอง
​ลุยให้แหลกไปเลย