- หน้าแรก
- สัตว์ร้ายหายนะแกร่งงั้นเหรอ โทษที พอดีฉันอัปสเตตัสทะลุหลอด
- บทที่ 18: ก็แค่กระบองพลองทอง!
บทที่ 18: ก็แค่กระบองพลองทอง!
บทที่ 18: ก็แค่กระบองพลองทอง!
ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน
กระบองพลองทองที่เห็นชัดๆ ว่าเป็นแค่ของเล่นพลาสติกธรรมดา กลับขยายใหญ่ขึ้นอย่างมโหฬารในมือของ 'ต้าเซิ่ง'
ราวกับจะทะลวงชั้นเมฆได้
ด้วยกระบองเพียงท่อนเดียว 'ต้าเซิ่ง' แค่ผลักเบาๆ โดยแทบไม่ได้ออกแรง กระบองยักษ์ก็ล้มครืนลงมา บดขยี้สัตว์ร้ายหายนะที่ดูแข็งแกร่งไร้เทียมทานตัวนั้นจนกลายเป็นเศษเนื้อ
พอกระบองกลิ้งทับไปอีกหน่อย พวกสัตว์ร้ายตกค้างก็เละกลายเป็นเหมือนซอสประดับจาน
สัตว์ร้ายหายนะที่ทำให้สำนักงานกิจการพิเศษต้องรับมือราวกับเผชิญศัตรูตัวฉกาจ กลับถูกจัดการลงง่ายๆ แบบนี้เลยเนี่ยนะ?
ราวกับกำลังดูละครนิทานที่ธรรมะย่อมชนะอธรรมไม่มีผิด
หลังจากจัดการสัตว์ร้ายหายนะตัวนี้เสร็จ 'ต้าเซิ่ง' ก็ปรายตามองสภาพเละเทะบนพื้นและเหล่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ก่อนจะพ่นลมหายใจบริสุทธิ์ออกมาเบาๆ
เมื่อลมหายใจบริสุทธิ์พัดผ่าน ความเจ็บปวดของทุกคนก็มลายหายไปในทันที
"ฉันซุนหงอคงไม่เคยเรียนวิชารักษาโรคช่วยชีวิตคนหรอกนะ ถือซะว่าใช้แก้ขัดไปก่อนก็แล้วกัน ขนพวกนี้ทิ้งไว้ให้ชั่วคราว พวกนายเอาไปแช่น้ำดื่มซะ"
พูดจบ 'ต้าเซิ่ง' ก็ดึงเส้นผมหลังหูออกมาสองสามเส้น แล้วเป่าปลิวไปทางทุกคน
"คะ... คุณคือใครคะ?"
ตอนนี้ลู่หลีไม่ต้องรักษาสภาพค่ายกลเล่นแร่แปรธาตุอีกต่อไปแล้ว
'ต้าเซิ่ง' แข็งแกร่งเกินไป แข็งแกร่งจนทำให้ผู้คนไม่รู้สึกหวาดระแวงเลยแม้แต่น้อย
เธอร่อนลงมาบนพื้น แล้วเดินเข้าไปหา 'ต้าเซิ่ง' ด้วยท่าทีเกร็งๆ เล็กน้อย
'ต้าเซิ่ง' มองเธอ กะพริบตาพลางเกาหูเกาแก้มแล้วพูดว่า:
"โอ้? ยัยหนูนี่น่าสนใจดีแฮะ ถึงกับไม่รู้จักชื่อแซ่ของฉันงั้นเหรอ?"
"คุณคือ...?"
"งั้นก็จำเอาไว้ให้ดี ฉันคือพญาวานรโสภาแห่งภูเขาฮวากั่ว ฉีเทียนต้าเซิ่ง ซุนหงอคง!"
"......."
ลู่หลีกะพริบตาปริบๆ นี่มันรสนิยมแปลกๆ อะไรของรุ่นพี่เนี่ย?
ฉีเทียนต้าเซิ่งน่ะเธอรู้จักอยู่แล้ว หรือจะพูดให้ถูกคือ แทบไม่มีใครบนโลกนี้ไม่รู้จักฉีเทียนต้าเซิ่ง
แต่นั่นมันก็เป็นแค่เทพนิยาย เป็นแค่ตำนานไม่ใช่หรือไง
ช่างเถอะ ในเมื่อคุณบอกว่าใช่ก็ต้องใช่แล้วกัน
"รุ่นพี่ซุน" ลู่หลีเอ่ยเรียกอย่างเคารพ
"เรียกฉันว่าฉีเทียนต้าเซิ่ง"
".....ต้าเซิ่ง"
ลู่หลีเรียกออกไปพลางรู้สึกแปลกๆ ในใจพลาง
ตอนแรกที่เธอยืนอยู่ข้างรุ่นพี่คนนี้ แรงกดดันมหาศาลทำเอาเธอถึงกับหายใจลำบาก
แต่เพียงพริบตาเดียว แรงกดดันนั้นกลับหายวับไปเป็นปลิดทิ้ง
แถมพอลู่หลีเงยหน้าขึ้นพิจารณาต้าเซิ่งคนนี้เล็กน้อย
ตอนนี้ความรู้สึกที่ต้าเซิ่งคนนี้มอบให้เธอ กลับเหมือนเด็กหนุ่มจูนิเบียวที่กำลังฝืนเก๊กท่าเท่ๆ ไม่มีกลิ่นอายไร้เทียมทานเหมือนเมื่อกี้เลยสักนิด
"ไม่มีอะไรแล้วฉันไปล่ะนะ" ฟางสวินพูดพลางเตรียมจะหันหลังเดินจากไป
พอสัตว์ร้ายหายนะตัวนั้นตาย กลิ่นอายของเขาก็อ่อนลงฮวบฮาบ
ตอนนี้ด้านหลังลู่หลีเต็มไปด้วยทหารที่พกอาวุธปืนพร้อมกระสุนจริง ฟางสวินเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ซะที่ไหนกัน ขาของเขาถึงกับสั่นพั่บๆ ขึ้นมาแล้ว
"เอ๊ะ?"
ลู่หลียังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับเห็นเพียงแผ่นหลังที่ 'ต้าเซิ่ง' ทิ้งไว้ให้เธอ
"ระวังค่ะต้าเซิ่ง!"
ลู่หลีเพิ่งจะคิดรั้ง 'ต้าเซิ่ง' ไว้ แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นว่าสัตว์ร้ายหายนะตัวนั้นยังตายไม่สนิท
ร่างกายส่วนน้อยของมันที่ยังฝังอยู่ในหลุมยักษ์ที่มันขุดเอาไว้ กำลังดิ้นรนหาโอกาสฟื้นคืนชีพ
แต่พริบตาต่อมา เงากระบองก็สว่างวาบ กระบองพลองทองที่กว้างราวสามเมตรและยาวกว่าสามสิบเมตรก็ฟาดเปรี้ยงลงมาแล้ว!
"ไอ้ปีศาจน้อยน่ารำคาญ"
ทิ้งประโยคนี้ไว้ 'ต้าเซิ่ง' ก็เดินหน้าต่อไป
เพียงแต่กระบองพลองทองนั้น กลับถูกทิ้งไว้ในหลุมยักษ์ มันหดกลับคืนสู่สภาพของเล่นตามเดิม ทับอยู่บนซากศพของสัตว์ร้ายหายนะตัวนั้น
คราวนี้ ลู่หลีไม่กล้าพูดอะไรอีก เธอถึงกับกลั้นหายใจเลยทีเดียว
รุ่นพี่ ก็คือรุ่นพี่อยู่วันยังค่ำ
เมื่อกี้เธอถึงกับคิดว่ารุ่นพี่เป็นเด็กหนุ่มจูนิเบียว สมองเพี้ยนไปแล้วจริงๆ ซะได้
จนกระทั่งแผ่นหลังของ 'ต้าเซิ่ง' หายลับไปตรงหัวมุมถนน เธอถึงค่อยๆ ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
"เจ๊ นั่นใครน่ะ?" อวี๋เจิ้งที่เดินลงมาจากหุ่นรบเอ่ยถามขึ้น
ตอนนี้เขายังคงรู้สึกหวาดผวาอยู่ไม่น้อย
แข็งแกร่งมาก ต้าเซิ่งคนนี้แข็งแกร่งมากจริงๆ
"ซุนหงอคง" ลู่หลีเดาะลิ้น ไม่แน่ว่าเขาอาจจะชื่อซุนหงอคงจริงๆ ก็ได้
"เจ๊ พี่ลิงเขาทิ้งกระบองพลองทองเอาไว้ด้วย"
อวี๋เจิ้งชะเง้อคอมอง เมื่อกี้เขาเห็นชัดเจนเลยว่า 'ต้าเซิ่ง' ไม่ได้เก็บกระบองพลองทองกลับไป
"อืม......"
ลู่หลีย่อมเห็นเรื่องนี้อยู่แล้ว ดังนั้นเธอจึงกำลังลังเลใจ
จะเก็บ หรือไม่เก็บดี
"เก็บขึ้นมา" ในที่สุด ลู่หลีก็ตัดสินใจ
กระบองพลองทองนั่น มองยังไงก็เหมือนของเล่น ไม่แน่ว่า 'ต้าเซิ่ง' อาจจะแค่หยิบมาใช้ส่งๆ ก็ได้
เหมือนกับป้ายหินก้อนนั้นในตอนแรก
พอคิดถึงป้ายหินก้อนนั้น ลู่หลีก็ยิ่งรู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับ 'กระบองพลองทอง' อันนี้มากขึ้นไปอีก
"เจ๊ เก็บไม่ขึ้นอะ....."
สิ้นคำสั่งของลู่หลี อวี๋เจิ้งก็บังคับหุ่นรบลงไปในหลุมแล้ว
แต่ตอนที่แขนกลของหุ่นรบจับกระบองพลองทองนี้ และกำลังจะออกแรงยกมันขึ้นมา
บนหน้าจอตรงหน้าเขากลับมีสัญญาณเตือนสีแดงเข้มเด้งพรึ่บขึ้นมา
กระบองเล็กๆ ท่อนนี้ ถึงกับมีน้ำหนักเกินขีดจำกัดที่หุ่นรบจะยกไหว
ถ้าฝืนออกแรง แขนกลของเขาคงถูกบิดจนหักกระจุยแน่
"เก็บไม่ขึ้นเหรอ?"
ลู่หลีนึกถึงป้ายหินก้อนนั้นขึ้นมาอีกครั้งทันที
หลังจากถูกรุ่นพี่ลึกลับคนนั้นใช้งาน แม้แต่ผงหินธรรมดาก็ยังมีพลังพิเศษ
และหินก้อนนั้น ก็เป็นแค่อาวุธขว้างปาแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เขาโยนทิ้งไปส่งๆ
ตอนนี้กระบองพลองทองท่อนนี้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการใช้งาน หรือพลังที่แสดงออกมา ก็เหนือกว่าป้ายหินก้อนนั้นอย่างเทียบไม่ติด
"ลองสแกนดูสิ ว่ามันหนักกี่กิโลกรัม"
ลู่หลีสั่งการตรงๆ ด้วยความคาดหวัง
พริบตาต่อมา เธอก็ได้รับคำตอบที่ต้องการ
"เจ๊ หกพันเจ็ดร้อยห้าสิบกิโลกรัม นี่.....นี่มันกระบองพลองทองจริงๆ เหรอ?"
ตอนนี้อวี๋เจิ้งก็ตกตะลึงไปแล้วเหมือนกัน
นี่มันเป็นไปได้ยังไง แต่ถ้าไม่ใช่ของจริง แล้วตัวเลขมหาศาลนี้มันคืออะไรกัน
กระบองพลองทองท่อนนี้ มองยังไงก็เป็นแค่ของเล่นเด็กชัดๆ
"อืม ไม่ต้องไปสนอะไรมากแล้ว นายยืนอยู่ตรงนั้นแหละไม่ต้องขยับ ถ้ามีคนถามก็นายก็บอกว่าเฝ้าศพอยู่
ฉันจะโทรหาผู้อำนวยการเว่ย"
............
.....
ไม่ถึงสิบนาที เว่ยเหิงก็รีบมาถึงที่เกิดเหตุด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ เหมือนขโมย
"นั่นน่ะเหรอ?"
เว่ยเหิงมองกระบองพลองทองในหลุม แล้วกระซิบถามลู่หลีที่ยืนพักอยู่ข้างๆ
"ใช่ค่ะ อันนั้นแหละ ไม่สิ คุณต้องทำตัวลึกลับขนาดนี้เลยเหรอคะ?"
ลู่หลีพูดไปพลางดื่มน้ำไปพลาง
"จิ๊ ก็เบื้องบนบีบมาน่ะสิ ฉันจะแอบเก็บของดีๆ ไว้สักหน่อยมันง่ายนักหรือไง?"
เดิมทีเว่ยเหิงกำลังมองกระบองพลองทองในหลุม แต่ก็หันไปเห็นท่าทางตอนดื่มน้ำของลู่หลีเข้าพอดี
"ลู่หลี ในขวดน้ำแร่ของเธอมีขนอยู่เส้นนึง เส้นผมตกลงไปเหรอ?"
"คุณลองชิมดูไหมคะ?"
"ไม่ล่ะๆ รสนิยมแปลกใหม่ของวัยรุ่นอย่างพวกเธอ คนแก่อย่างฉันไม่ขอเข้าไปยุ่งหรอก"
ลู่หลี: "?"
"ตาแก่ คิดไปถึงไหนเนี่ย นี่คือสิ่งที่รุ่นพี่คนนั้นทิ้งเอาไว้ให้ต่างหาก"
"..........มีผลยังไง?"
"ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็แค่รสนิยมแปลกใหม่"
"อะแฮ่ม งั้นก็ให้คนแก่อย่างฉันลองชิมดูบ้างเถอะ"
"............"
ในที่สุด เว่ยเหิงก็ได้ดื่มน้ำแช่ขนลิงจนได้
แค่จิบเดียว ก็ทำให้ดวงตาที่เดิมทีค่อนข้างขุ่นมัวของเว่ยเหิงกลับมาเปล่งประกาย
ไม่นาน ขนทั้งหมดก็ถูกรวบรวมเก็บไว้ด้วยกัน
แน่นอนว่า ถึงยังไงนี่ก็เป็นสิ่งที่ 'ต้าเซิ่ง' มอบให้ ดังนั้นแต่ละคนก็ยังได้รับส่วนแบ่งไปคนละท่อนเล็กๆ ยาวประมาณเล็บมือ
เว่ยเหิงนั่งยองๆ อยู่ข้างกระบองพลองทอง มองดูเส้นผมเจ็ดแปดเส้นที่เก็บรวบรวมไว้ในถุงผ้าแพรในมือ
"ถ้าของเล่นชิ้นนี้คือกระบองพลองทอง งั้นเส้นผมพวกนี้จะนับว่าเป็น 'ขนช่วยชีวิต' หรือเปล่า"
"ผู้อำนวยการเว่ย ขนช่วยชีวิตนั่นพระโพธิสัตว์กวนอิมเป็นคนประทานให้นะคะ ไม่ใช่อิทธิฤทธิ์ของต้าเซิ่ง เขาบอกแล้วว่านี่เอาไว้แค่แช่น้ำดื่มเท่านั้น"
"ถ้างั้นก็น่าเสียดายแย่เลย" เว่ยเหิงมองเส้นผมในมือ ถ้าทำได้แค่แช่น้ำดื่ม มูลค่าของมันก็คงไม่มากเท่าไหร่แล้ว
"ผู้อำนวยการเว่ย จะเอายังไงกับกระบองพลองทองนี่ดีคะ หุ่นรบของเจ้าเด็กอวี๋เจิ้งยังยกไม่ขึ้นเลย"
"โง่จริง ของหนักไม่ถึงสิบตัน จะมาทำให้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของพวกเราจนปัญญาได้ยังไง?
เอารถเครนมา"