เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 54 ตลาดหลี

บทที่ 54 ตลาดหลี

บทที่ 55 แผงลอย


"เจ้าตั้งใจจะขายอย่างไร?" ฟางเสี่ยวพั่งฝึกฝนเรื่องค่ายกลเป็นหลัก พอเห็นวัสดุสร้างค่ายกลสุดพิเศษแบบนี้ ก็ถึงกับก้าวขาไม่ออก

ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนกล่าวว่า "ไม้กาดำหนึ่งท่อน ราคาแค่ห้าเหรียญเซียน หากท่านเอาไปใช้หลอมโอสถ รับรองว่าทนไฟเป็นอย่างยิ่ง จะหลอมโอสถสักหลายสิบเตา ก็ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน"

ในโลกใบนี้ คนที่เชี่ยวชาญด้านค่ายกลมีไม่มากนัก ผู้บำเพ็ญเพียรวัยกลางคนผู้นี้ยังนึกว่าฟางเสี่ยวพั่งจะเอาไปใช้หลอมโอสถด้วยซ้ำ

ฟางเสี่ยวพั่งนั้นเจ้าเล่ห์เพทุบาย เขาไม่ได้บอกว่าตัวเองจะเอาไปสร้างค่ายกล แต่กลับแสดงสีหน้ารังเกียจออกมา "ของที่เจ้าขายนี่ มันแพงกว่าไผ่เหมันต์ในสำนักของพวกเราเสียอีก แล้วทำไมข้าถึงไม่ไปซื้อไผ่เหมันต์ล่ะ?"

"โธ่ ท่านอยากจะซื้อจริงๆ รึ? เรื่องนั้นคุยกันได้" พ่อค้าแผงลอยเห็นว่าฟางเสี่ยวพั่งมีความสนใจจริงๆ จึงรีบกล่าวต่อ "หากท่านซื้อเยอะ ข้าก็จะลดราคาให้ ที่นี่มีไม้กาดำทั้งหมด ยี่สิบสี่ท่อน หากท่านเหมาหมด ข้าก็จะขายให้ท่านในราคาหนึ่งร้อยเหรียญเซียน"

ราคาก็ถือว่ายุติธรรมดี!

ฟางเสี่ยวพั่งรู้สึกหวั่นไหวเป็นอย่างยิ่ง เขากำลังจัดเตรียมค่ายกลอัญเชิญอยู่พอดี เป็นค่ายกลที่ใช้สำหรับอัญเชิญสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดโดยเฉพาะ และกำลังขาดแคลนวัสดุชนิดนี้อยู่พอดี

เขาลูบคลำกระเป๋าของตัวเอง

สีหน้าดูไม่ค่อยสู้ดีนัก

"ผิงอันเอ๊ย ข้าออกมาอย่างเร่งรีบ ก็เลยลืมหยิบถุงเงินมาด้วย พกมาแค่เศษเงินเล็กน้อยเท่านั้น เจ้าพอจะให้ข้ายืมสักยี่สิบเหรียญเซียนก่อนได้หรือไม่?"

จางผิงอันหน้าดำคร่ำเครียด ลอบคิดในใจว่า ข้าสนิทกับท่านมากหรือไง?

มาขอยืมเงินข้าเนี่ยนะ?

หน้าไม่อายไปหน่อยหรือเปล่า?

"เอ่อ... แบบนี้คงไม่ดีมั้ง..." จางผิงอันทำหน้าขมขื่น กล่าวว่า "ท่านเซียน ข้าเพิ่งจะมีเหรียญเซียนอยู่แค่ไม่กี่เหรียญเองนะ หากถึงเวลาท่านลืมคืน ข้าก็ไม่กล้าไปทวงหรอก..."

"ผิงอัน เจ้าดูสิ ตอนนี้เจ้าเป็นแค่ศิษย์รับใช้ชั่วคราวใช่หรือไม่ ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็ยังต้องมีการประเมินผลงานอีก มีข้าอยู่ทั้งคน เจ้าก็สบายใจได้เปลาะหนึ่งแล้วไม่ใช่หรือ ยิ่งไปกว่านั้น ข้ายังตั้งใจจะสนับสนุนให้เจ้าได้เป็นศิษย์รับใช้อย่างเป็นทางการอีกด้วยนะ" ฟางเสี่ยวพั่งเริ่มเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังดี

แต่สิ่งที่จางผิงอันได้ยินกลับเป็นคำข่มขู่ เหงื่อกาฬไหลซึมลงมา

ดูท่าเขาคงจะหมายตาไม้กาดำพวกนี้ไว้จริงๆ

เพียงแต่ว่า ภายในไม้กาดำเหล่านี้ มีพลังประหลาดขุมหนึ่งที่อธิบายไม่ถูกแผ่ซ่านออกมา ทำให้จางผิงอันรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง

แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น ในวันหน้าก็ยังต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากฟางเสี่ยวพั่งอยู่อีก จางผิงอันจึงต้องกัดฟัน ล้วงเหรียญเซียนยี่สิบเหรียญส่งให้เขาไป

ฟางเสี่ยวพั่งยิ้มกว้างจนตาหยี ตบไหล่จางผิงอันเบาๆ "วางใจเถอะ วันหน้าข้าจะคุ้มครองเจ้าเอง!"

เขาหันกลับไปจ่ายเงินแปดสิบเหรียญเซียนให้พ่อค้า แล้วซื้อไม้กาดำมาจนได้

เขาเป็นคนมีพละกำลังมหาศาล อุ้มไม้กาดำทั้งยี่สิบสี่ท่อนขึ้นมาอย่างง่ายดาย แล้วกล่าวว่า "เจ้าลองเลือกดูของไปก่อนนะ ข้าจะเอาของพวกนี้ไปเก็บไว้บนรถก่อน"

"ได้ขอรับ!"

มองดูฟางเสี่ยวพั่งอุ้มไม้กาดำเดินจากไปด้วยท่าทางกระดี๊กระด๊า

เจ้าอ้วนคนนี้มีพละกำลังไม่เบาเลยจริงๆ ตัวเขาคงไม่มีทางอุ้มไม้กาดำจำนวนมากมายขนาดนี้ได้หรอก

จางผิงอันถอนหายใจออกมา

เขาเดินต่อไปตามถนนเรื่อยๆ

ในตอนนั้นเอง แท่นบูชาที่อยู่ในกล่องดำ ก็พลันส่งเสียง "ติง" ดังขึ้นมา

เสียงนี้จางผิงอันคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันคือสัญญาณว่าการสังเวยครั้งใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เป็นการสังเวยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะการสังเวยกระบี่บินก่อนหน้านี้ ใช้เวลานานเกินไป มันจึงสะสมทบยอดมาจนถึงตอนนี้

เขาลองตั้งใจฟังดู

เสียงของแท่นบูชา มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน จางผิงอันกังวลว่าสีหน้าของตนเองจะเปิดเผยความลับ จึงเดินหลบเข้าไปในมุมมืดข้างถนน แล้วหยุดฝีเท้าลง

ระบบสังเวยเริ่มต้นทำงาน: การสังเวยครั้งนี้ต้องการคัมภีร์เคล็ดวิชาฝึกฝนสัมผัสเทวะ!

เคล็ดวิชาสัมผัสเทวะรึ?

นี่มันของพรรค์ไหนกัน?

จางผิงอันไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อมันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ ในฐานะที่เป็นเพียงศิษย์รับใช้ ของพวกนี้เป็นสิ่งที่เขาไม่มีทางได้สัมผัสเลย

ในขณะที่เขากำลังเหงื่อตกอยู่นั้น

ที่ฝั่งตรงข้ามห่างออกไปไม่ไกล มีแผงลอยแห่งหนึ่งตั้งอยู่ พ่อค้ากำลังร้องตะโกนขายของเสียงดังลั่น

"ขายคัมภีร์เคล็ดวิชาสารพัดชนิดจ้า ใครอยากจะมาเสี่ยงดวง ก็เชิญทางนี้เลย รับรองว่ามีของล้ำค่าหายากอย่างแน่นอน"

แม้ว่าพ่อค้าจะพูดจาหว่านล้อมเก่งกาจเพียงใด แต่ผู้คนรอบด้านต่างก็พากันเดินเลี่ยงแผงลอยของเขาไป ไม่มีใครคิดอยากจะหยุดดูเลยสักนิด

จางผิงอันเดินออกมาจากมุมมืด แล้วมาหยุดอยู่ที่หน้าแผงลอย

พ่อค้าตั้งแผงมาเป็นเดือนแล้ว จางผิงอันถือเป็นลูกค้าคนแรกที่ยอมชายตามองของของเขา เขาจึงมีท่าทีกระตือรือร้นขึ้นมาทันที "น้องชาย ลองมาดูสิ นี่คือคัมภีร์เคล็ดวิชาของแท้ทั้งนั้นเลยนะ บันทึกอิทธิฤทธิ์ในยุคบรรพกาลเอาไว้ เจ้าอยากจะซื้อกลับไปฝึกฝนสักเล่มสองเล่มหรือไม่ล่ะ?"

"ข้ามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่า น้องชายเป็นผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ หากบังเอิญบรรลุเคล็ดวิชาในคัมภีร์เล่มไหนขึ้นมา วันหน้าเจ้าก็จะได้กลายเป็นบุคคลสำคัญแห่งทวีปซวิ่นเลยเชียวนะ!"

"ข้าจะบอกอะไรให้นะ บรรพบุรุษของครอบครัวข้า เป็นถึงโจรขุดสุสานผู้มีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง ไม่สิ ต้องเรียกว่าเป็นนักสำรวจโบราณสถานแห่งยุคบรรพกาลต่างหาก ได้รวบรวมคัมภีร์เคล็ดวิชาเอาไว้มากมาย รับรองว่าทุกเล่มล้วนเป็นของแท้ น่าเสียดายที่ข้ามีพรสวรรค์ต่ำต้อย ฝึกฝนอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ก็เลยต้องเอาออกมาขายนี่แหละ..."

บนแผงลอย มีหนังสือวางเรียงรายอยู่สิบกว่าเล่ม

มีวัสดุที่ใช้ทำคัมภีร์หลากหลายชนิด ส่วนใหญ่ล้วนดูไม่ออกเลยว่าทำมาจากอะไร

แต่ทว่า คัมภีร์เคล็ดวิชาเหล่านี้ กลับให้ความรู้สึกถึงความเก่าแก่และผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานได้จริงๆ

นี่... หรือว่าจะเป็นคัมภีร์เคล็ดวิชาจริงๆ?

เป็นไปไม่ได้หรอก

คัมภีร์เคล็ดวิชาของแท้จะมาวางขายอยู่ริมถนนแบบนี้ได้ยังไง?

หากเป็นคัมภีร์ของแท้ ก็คงถูกแย่งชิงไปตั้งนานแล้ว ดูจากสีหน้ารังเกียจของคนอื่นๆ ต้องมีอะไรแปลกๆ แน่...

จางผิงอันค้อมตัวลง คิดจะเปิดดูเนื้อหาด้านในสักหน่อย

"น้องชาย เจ้าต้องระวังหน่อยนะ อย่าเปิดแรงจนมันขาดล่ะ คัมภีร์พวกนี้ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ไม่ค่อยแข็งแรงทนทานเท่าไหร่นัก" พ่อค้ารีบเอ่ยเตือนจางผิงอัน

จางผิงอันพยักหน้ารับ เป็นเชิงว่าเข้าใจแล้ว ลอบคิดในใจว่า คัมภีร์ที่ปล่อยให้เปิดดูได้ตามใจชอบแบบนี้ คงไม่ใช่ของจริงหรอกมั้ง

หากเป็นคัมภีร์ของแท้ ใครเขาจะยอมให้เปิดดู คนที่มีความจำดีๆ ไม่ใช่มองปราดเดียวก็จำได้หมดแล้วหรือ?

เมื่อค่อยๆ เปิดคัมภีร์ออกดู เขาถึงได้รู้ว่ามันเป็นเรื่องอะไรกันแน่

ที่แท้ ด้านในของคัมภีร์เหล่านี้ ล้วนผุพังจนแทบไม่เหลือชิ้นดีแล้ว เนื้อหาด้านใน ก็มองไม่เห็นเลยแม้แต่น้อย...

แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ?

จางผิงอันส่ายหน้า และกำลังจะเดินจากไป

แต่จู่ๆ ก็หยุดฝีเท้าลงอีกครั้ง

เอ๊ะ

ขอแค่เป็นคัมภีร์เคล็ดวิชาก็พอแล้ว จะมองเห็นเนื้อหาชัดเจนหรือไม่ ดูเหมือนว่าท่านราชามารจะไม่ค่อยใส่ใจเท่าไหร่นักนี่นา

ในบรรดาคัมภีร์เหล่านี้ จะมีเคล็ดวิชาสัมผัสเทวะรวมอยู่ด้วยหรือไม่นะ?

เขาหันกลับไป นั่งยองๆ ลงอีกครั้ง แล้วไล่ดูไปทีละเล่ม

ที่หน้าปกของคัมภีร์เล่มหนึ่ง เขามองเห็นตัวอักษรคำว่า "สัมผัส" ()

ในใจก็หวั่นไหวขึ้นมาทันที

คัมภีร์เคล็ดวิชาที่มีตัวอักษรนี้หาได้ยากยิ่ง หรือว่านี่จะเป็นเคล็ดวิชาสัมผัสเทวะ?

น่าเสียดาย ที่หน้าปกเหลือเพียงตัวอักษรเดียวเท่านั้น ตัวอักษรอื่นๆ ล้วนเลือนหายไปตามกาลเวลาหมดแล้ว

เมื่อเปิดหนังสือออกดู ด้านในก็ผุพังจนดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง มองไม่ออกเลยว่าเขียนอะไรไว้

"ข้าได้ยินมาว่า มีวิชาเซียนบางอย่างที่สามารถฟื้นฟูสภาพของสิ่งของได้ คัมภีร์เหล่านี้ผุพังจนกลายเป็นสภาพนี้ไปแล้ว เจ้าไม่เคยลองไปหาท่านเซียนให้ช่วยฟื้นฟูสภาพให้หน่อยหรือ?"

"โธ่เอ๊ย พวกท่านเซียนน่ะอย่าให้พูดถึงเลย ยืนกรานแต่ว่าวัสดุมันผิดปกติ ตัวอักษรเหล่านี้ล้วนถูกปราณพิฆาตกัดกร่อนจนเลือนหายไป ฟื้นฟูสภาพไม่ได้หรอก..."

"ในเมื่อฟื้นฟูสภาพไม่ได้แล้วเจ้าจะเอามาขายทำไม? สภาพแบบนี้มันจะอ่านรู้เรื่องรึ?"

"น้องชาย จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกนะ หากเป็นเพราะท่านเซียนผู้นั้นไม่มีความสามารถมากลพอ ดีไม่ดีหากไปหายอดฝีมือระดับสูง ก็อาจจะสามารถฟื้นฟูสภาพกลับมาได้ก็ได้นะ..."

จางผิงอันหัวเราะแหะๆ เขารู้ดีว่ามันเป็นแค่ข้ออ้าง เผลอๆ อาจจะไปหาท่านเซียนมาแล้วตั้งไม่รู้กี่คนต่อกี่คนแล้ว ก็ยังไม่สามารถฟื้นฟูสภาพกลับมาได้เลยด้วยซ้ำ

เขาเปิดดูต่อไปทีละหน้าๆ

หนังสือเล่มนี้ค่อนข้างหนา มีถึงสามสิบกว่าหน้า แต่พอเปิดไปจนถึงหน้าสุดท้าย ก็พบว่ามีตัวอักษรที่พอจะดูออกว่าเป็นตัวอักษรอยู่เพียงเจ็ดตัวเท่านั้น

ในบรรดาตัวอักษรทั้งเจ็ดตัวนี้ มีสี่ตัวที่เลือนลางจนอ่านไม่ออกแล้ว ส่วนอีกสามตัวที่เหลือ ก็แหว่งวิ่นไม่สมบูรณ์

จบบทที่ บทที่ 54 ตลาดหลี

คัดลอกลิงก์แล้ว