- หน้าแรก
- ซีเควนซ์ภัยพิบัติ บันทึกประจำวันของเด็กสาวผู้เป็นหายนะ
- บทที่ 3: มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็นอนเถอะ
บทที่ 3: มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็นอนเถอะ
บทที่ 3: มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็นอนเถอะ
บทที่ 3: มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็นอนเถอะ
ฟู่...
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องเช่าแบบสตูดิโอขนาดเล็ก เจียงเหมียนก็สะบัดรองเท้าออก ปล่อยให้มันกระเด็นไปตกตรงไหนก็ช่าง แล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนเตียง
"เกือบไปแล้ว... เกือบตายแล้วไหมล่ะ"
ถ้าไม่ได้เตรียมตัวมาดีแถมยังงัดสกิลการแสดงระดับรางวัลออสการ์ออกมาใช้ พอหาคำอธิบายดีๆ ไม่ได้ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงก็คงจับเธอขังลืมไปอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์แน่ๆ
แล้วยาระงับอาการที่ฉีดเข้าไปมันก็ออกฤทธิ์ได้แค่ครึ่งเดือนเท่านั้นเองนะ!
อาจจะเป็นเพราะความหิวด้วยล่ะมั้ง แต่ตั้งแต่ตื่นรู้มา เธอยังไม่เคยเฉียดเข้าใกล้ขอบเขตของขั้นที่หนึ่งเลยด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการปลดปล่อยพลังออกมาแบบเต็มรูปแบบหรอก
เส้นทางแห่งการตื่นรู้ทั้งห้าของโลกนี้ได้แก่ สรรพสัตว์ วิญญาณ ธาตุ แสงสว่าง และสงคราม
ในทางตรงกันข้าม เส้นทางแห่งหายนะประกอบไปด้วย ความตายอันเงียบงัน ฝันร้าย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความโกลาหล และการสังหารหมู่
สรุปสั้นๆ ก็คือ "เส้นทาง" เป็นเพียงวิธีการจัดหมวดหมู่ของสายพลังต่างๆ เท่านั้น
พลังของเธอ—วันสิ้นโลก—ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของเส้นทางภัยพิบัติทางธรรมชาติ สามารถควบคุมทุกพลังที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้
หากเติบโตจนถึงขีดสุด ระยะการทำลายล้างของมันจะก้าวข้ามพลังสายหายนะอื่นๆ ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม การจะเปิดใช้งานมันได้ เธอจำเป็นต้องอยู่ในสภาวะที่ "อิ่มตัวในระดับหนึ่ง" ซึ่งทำได้โดยการกลืนกินแกนหายนะ... หรือไม่ก็เลือดเนื้อของผู้ตื่นรู้
เจียงเหมียนคิดว่าสุขภาพจิตของตัวเองยังปกติดีอยู่ การกินคนจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง
แต่การจะล่าพวกหายนะได้นั้น จำเป็นต้องมีตัวตนของผูู้ตื่นรู้อย่างเป็นทางการ และต้องมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะเอาชีวิตรอดจากการล่ามาให้ได้
และนี่แหละคือปัญหา
เธอกินไม่อิ่ม ก็เลยเปิดใช้งานพลังไม่ได้
พอไม่มีพลัง เธอก็ออกล่าไม่ได้ ผลก็คือต้องทนหิวต่อไป
เป็นวงจรอุบาทว์ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ
ถ้าเธอเลิกใช้ยาระงับอาการแล้วฝืนใช้งานจิตใจต่อไปเรื่อยๆ เธออาจจะผลักดันตัวเองให้เข้าสู่ขั้นที่หนึ่งได้สำเร็จ—แต่ก็ต้องแลกมากับการลดระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยาและเร่งการกลายพันธุ์ให้เร็วขึ้น
"นี่มันชีวิตบ้าอะไรกันเนี่ย..."
เธอขยี้ผมตัวเองด้วยความหงุดหงิด เส้นผมที่เคยเรียบลื่นกลายเป็นยุ่งเหยิงพันกันไปหมด
จริงอยู่ว่าเธอสลับเพศหลังจากทะลุมิติมา แต่ถึงอย่างนั้นพลังของเธอกลับกลายเป็นดีแต่เปลือก เส้นทางลำดับที่สามฟังดูยิ่งใหญ่อลังการ แต่มันกลับไม่เคยมอบสกิลเริ่มต้นให้เธอเลยสักสกิลเดียว—ยกเว้นแต่จะนับรวมความอยากอาหารที่ไม่มีวันสิ้นสุดเข้าไปด้วยน่ะนะ
ตั้งแต่ตื่นรู้ กระเพาะของเธอก็กลายเป็นหลุมดำที่ไม่มีก้นบึ้ง
ตัวเธอในอดีตแค่อิ่มได้ด้วยข้าวเพียงชามเดียว แต่ตอนนี้ข้าวพูนๆ สามชามยังเป็นแค่ออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยเท่านั้น
สภาพร่างกายที่ดีขึ้นต้องแลกมาด้วยราคาที่ต้องจ่าย ค่าอาหารเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า สูบเงินในกระเป๋าตังค์ที่แฟบอยู่แล้วจนเกลี้ยง
"โธ่เอ๊ย ต้องไปหาเงินมาซื้อยาอีกแล้ว..."
เธอลุกขึ้นอย่างเหนื่อยล้า เงินที่เหลือในกระเป๋ายังพอประทังชีวิตไปได้อีกระยะหนึ่ง แต่เธอจะเอาเงินเก็บมากินเล่นไปตลอดไม่ได้หรอกนะ
เธอลากเท้าอันหนักอึ้งเดินไปที่ห้องน้ำ ถอดแว่นตาออก เปิดก๊อกน้ำ แล้ววักน้ำเย็นๆ ล้างหน้า
หยดน้ำเย็นฉ่ำไหลกลิ้งลงมาตามพวงแก้ม เธอเงยหน้าขึ้นและมองเข้าไปในกระจก
ใครเห็นภาพสะท้อนใบหน้านี้ก็ต้องบอกว่าเป็นเด็กดีและอ่อนโยน ทั้งยังแฝงไปด้วยความละมุนละไมแบบเด็กๆ
มิน่าล่ะ คุณลุงเจ้าหน้าที่ความมั่นคงถึงดุไม่ออกหลังจากถามไปได้แค่ไม่กี่ประโยค—
รูปลักษณ์ในตอนนี้ของเธอมันชวนให้คนรอบข้างอยากเข้ามาปกป้องซะเหลือเกิน
เธอพยายามทำสีหน้าน่าสงสารแบบเดียวกับที่ใช้ในสำนักงานความมั่นคงสาธารณะอีกครั้ง แต่ทำไปได้ครึ่งทางเธอก็หลุดหัวเราะเยาะตัวเองออกมา
"นี่ฉันกำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย..."
เธอตบแก้มตัวเองเบาๆ โยนแว่นตาทิ้งไว้บนโต๊ะข้างเตียง แล้วรื้อค้นหาเสื้อผ้าสะอาดๆ ในตู้เสื้อผ้าก่อนจะเดินไปอาบน้ำ
แม้จะตื่นรู้สำเร็จแล้ว แต่การยกระดับสมรรถภาพทางร่างกายก็ยังไม่แสดงผล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่เธอยังหิวโซอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ ความหวังที่ว่าพลังจะช่วยรักษาสายตาสั้นให้หายได้นั้นคงต้องรอไปก่อน
สายตาของเธอไม่ได้สั้นมากนัก—ประมาณสามร้อย—ต่อให้ไม่ใส่แว่นก็ยังมองเห็นได้ชัดเจนพอสมควร แต่เธอก็ยังชอบใส่แว่นด้วยความเคยชินมากกว่า
กว่าเธอจะจัดการตัวเองเสร็จและเดินออกมาในชุดนอนแขนกุด เข็มนาฬิกาก็เดินเลยตีสามไปแล้ว
ปกติเธอใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์ และเวลาอยู่บ้านก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องภาพลักษณ์เท่าไหร่นัก ยังไงซะเธอก็อยู่คนเดียวนี่นา
แม้จะกลายเป็นผู้หญิงมาหลายสัปดาห์แล้ว แต่มันก็ยังรู้สึกเหมือนฝันไป ความรู้สึกทางร่างกายมันเปลี่ยนไปหมด—
เธอก้มมองลงไปเบื้องล่าง ยอดเขาสีขาวอวบอิ่มทั้งสองลูกแกว่งไกวไปตามจังหวะการก้าวเดิน ความขาวเนียนของมันสว่างวาบจนแทบจะแยงตา
ทำไมใบหน้าที่ดูบริสุทธิ์และเงียบขรึมถึงได้มาพร้อมกับส่วนโค้งเว้าที่โตเกินวัยขนาดนี้นะ? มือข้างเดียวยังกุมไว้ไม่มิดเลยด้วยซ้ำ เพราะเหตุนี้ ทั้งเจียงเหมียนในอดีตและปัจจุบันถึงได้เลือกใส่ชุดนักเรียนตัวโคร่ง หรือไม่ก็เสื้อฮู้ดสีดำแบบที่ใส่ในวันนี้
เธอเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีสาม เหลือเวลาอีกแค่เดือนเดียวก็จะถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว แต่เรื่องเรียนกลับไม่เคยอยู่ในหัวของเธอเลย—มีแต่เรื่องเงิน ยา และการเติมเต็มกระเพาะอาหารเท่านั้น
วิกฤตทางจิตใจเพิ่งจะทุเลาลง ซึ่งควรจะเป็นเรื่องที่น่าโล่งใจ แต่พอคิดถึงเรื่องอื่นๆ มันก็กลับกลายเป็นความหนักอึ้งในอก
เธอคงไม่พึ่งพาหน้าตาตัวเองไปตกป๋าเสี่ยเลี้ยงหรอกมั้ง?
เธอเคยเป็นผู้ชายมาก่อนนะ เธอยอมอดตายหรือโดดตึกตายยังดีกว่าต้องไปอ้อนวอนขอผู้ชายคนอื่นเพื่อความอยู่รอด
เพราะงั้น... มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็นอนเถอะ
หมดหนทางแก้ปัญหา เธอจึงผลักภาระไปให้ตัวเองในวันพรุ่งนี้
ฟี้...
...เช้าวันรุ่งขึ้น เจียงเหมียนมุ่งหน้าไปโรงเรียนพร้อมกับรอยคล้ำจางๆ ใต้ตา พลางกลั้นหาวไปตลอดทาง
ถ้าไม่มีเรื่องเมื่อคืนเกิดขึ้น เธอคงไม่ต้องมาจบลงที่การได้นอนแค่สามชั่วโมงแบบนี้หรอก
"ทำไม... ทะลุมิติมาแล้วยังต้องมาเรียนซ้ำชั้นม.ปลายปีสามอีกเนี่ย...?"
โรงเรียนมัธยมหมายเลข 5 เป็นโรงเรียนรัฐบาลชั้นนำในเขตใต้ที่เจริญรุ่งเรือง ผลิตผู้สำเร็จการศึกษาที่ "โดดเด่น" ออกมามากมายในแต่ละปี
ซึ่งคำว่า "โดดเด่น" ในที่นี้ หมายถึงนักเรียนที่กลายเป็นผู้ตื่นรู้นั่นเอง
ในโลกใบนี้ ทุกโรงเรียนจะแบ่งนักเรียนออกเป็นสองสาย
สายแรก: ผู้เข้าสอบสายต่อสู้—ผู้ที่ตื่นรู้แล้ว
เมื่อคุณตื่นรู้ การสอบก็ถือเป็นอันสิ้นสุด คุณจะเรียนจบตรงนั้นทันทีและสามารถเลือกเข้ามหาวิทยาลัยไหนก็ได้
ด้วยพลังของผู้ตื่นรู้เส้นทางแสงสว่างที่คอยเบิกทางผ่านสายหมอก ในที่สุดเมืองฐานที่มั่นต่างๆ ก็สามารถค้าขายและเดินทางไปมาหาสู่กันได้ พ่อของเธอก็เสียชีวิตระหว่างการสร้างหนึ่งในเส้นทางเหล่านี้นี่แหละ
แม้ว่าโครงการนี้จะช่วยเรื่องการเชื่อมต่อระหว่างเมือง แต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งอะไรกับมันเลย
สายที่สอง: ผู้เข้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยทั่วๆ ไป ซึ่งก็คือระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับชาติแบบในชีวิตก่อนของเธอนั่นแหละ
แม้จะเรียนจบแล้ว แต่งานในแต่ละเมืองฐานที่มั่นก็ยังขาดแคลน—พนักงานส่งของ สายพานการผลิตในโรงงาน... แม้กระทั่งพนักงานทำความสะอาดก็ยังมีคนทำจนล้นมือ
ถ้าการลาออกมันไม่ยุ่งยากวุ่นวายล่ะก็ เธอคงลาออกไปตั้งนานแล้ว
ยังไงซะ ใบปริญญาก็ไม่มีความหมายอะไรในที่แห่งนี้ แถมเธอยังต้องเก็บงำความลับของการเป็นพวกกลายพันธุ์ไว้อีก
ส่วนเรื่องการปลอมแปลงตัวตนเป็นผู้ตื่นรู้—เธอก็เคยคิดไว้เหมือนกัน ด้วยทักษะการแสดงของเธอ บวกกับการก้าวเข้าสู่ขั้นที่หนึ่ง เธอสามารถเลียนแบบพลังของเส้นทางธาตุได้สบายๆ
ทุกๆ ปีจะมีพวกหัวรั้นที่ล้มเหลวพยายามทำการตื่นรู้เป็นครั้งที่สอง—และบางคนก็ทำสำเร็จจริงๆ เสียด้วย
ถ้าเธอสามารถปลุกพลังของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์และหาโอกาสลอกเลียนแบบมันได้ล่ะก็... เธอครุ่นคิดถึงไอเดียนี้ขณะเดินเหม่อลอยเข้าไปในห้องเรียนมัธยมปลายปีสาม ห้อง 8
วินาทีที่เธอปรากฏตัว สายตาหลายคู่ก็จับจ้องมาที่เธอ รวมถึงเพื่อนซี้บางคนจากชีวิตก่อนด้วย
หนังหัวของเธอชาวาบ แม้จะผ่านไปเป็นเดือนแล้ว แต่เธอก็ยังรับมือกับ "ความกระตือรือร้น" ของพวกเขาไม่ได้อยู่ดี
การถูกแก๊งเพื่อนผู้ชายคนสนิทมองด้วยสายตาหื่นกระหายเนี่ย... โคตรน่ากลัวเลย!