- หน้าแรก
- ข้ายกตำแหน่งให้ชายารอง แล้วท่านจะคลั่งไปไย
- บทที่ 54 มีวาสนาเป็นได้แค่อนุ
บทที่ 54 มีวาสนาเป็นได้แค่อนุ
บทที่ 54 มีวาสนาเป็นได้แค่อนุ
สองพี่น้องแซ่เสิ่นต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
เมื่อไม่กี่วันก่อนยังเป็นหญิงมีใจ แต่ชายไร้รักอยู่เลยมิใช่หรือ?
ผ่านไปแค่ไม่เท่าไหร่ เหตุใดถึงกลายเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ไปได้ล่ะ!?
ไม่สิ... พี่สะใภ้ใหญ่!?
“พวกท่านจะแต่งงานกันหรือ?” เสิ่นหานเยว่เบิกตาโพลง
เพราะความตกใจ เสียงของนางจึงดังขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้
“เบาเสียงหน่อย!” เสิ่นถิงอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขาหันไปมองเรือนหลักที่เสิ่นซื่อพักอาศัยอยู่ แล้วเอ่ยปรามว่า
“อย่าส่งเสียงรบกวนท่านอาหญิงสิ”
เรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ ท่านอาหญิงยังไม่รู้หรือ?!
เสิ่นหานเยว่ยกมือขึ้นปิดปาก มองชุยลิ่งเหยาที่กำลังผลัดเปลี่ยนชุดแต่งตัวอยู่ด้านใน
“ท่านพี่จะแต่งญาติผู้น้องเป็นภรรยาเอกหรือ?” นางเอ่ยถามเสียงเบา
“ไม่ผิด” เสิ่นถิงอวี้กล่าวเสียงเรียบ
“เจ้าเองก็พ้นวัยปักปิ่นมาหนึ่งปีแล้ว ควรหัดทำตัวให้สุขุมหนักแน่นขึ้นบ้าง อย่าได้ตื่นตูมโวยวายนัก”
เสิ่นหานเยว่ “……”
พี่ชายผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาสูงส่งดั่งเทพเซียนของนาง จะแต่งงานรับญาติผู้น้องซึ่งเป็นหญิงกำพร้า ไร้บิดา ไร้คนหนุนหลัง ทั้งยังมาขอพึ่งพิงอาศัยจวนของนางอยู่…
มาเป็นภรรยาเอกเนี่ยนะ!
เกิดเรื่องพรรค์นี้ จะให้นางทำตัวสุขุมใจเย็นได้อย่างไร! กรงว่าทั่วทั้งตระกูลเสิ่นคงได้สะเทือนเลื่อนลั่นจนฟ้าพลิกแผ่นดินคว่ำเป็นแน่!
“ท่านพ่อท่านแม่รู้เรื่องนี้หรือยัง?” นางรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึง
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องสอดรู้สอดเห็น ทำเป็นมิเคยได้ยินก็พอ…”
เสิ่นถิงอวี้ไม่ได้มีความคิดที่จะอธิบายความนัยรายละเอียดให้น้องสาวทั้งสองฟัง ทำเพียงกำชับว่า
“เมื่อก่อนพวกเจ้าปฏิบัติต่อเหยาเหยาอย่างไร ก็ทำต่อไปเช่นเดิมเถอะ”
ระหว่างที่สามพี่น้องกำลังยืนพูดคุยกัน ชุยลิ่งเหยาก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ด้วยไม่อยากปล่อยให้คนอื่นต้องยืนรอนาน นางจึงรั้งชายกระโปรงแล้วลุกขึ้นยืน เดินออกมาจากห้องอย่างรวดเร็ว
สายตาของคนทั้งสามที่อยู่ด้านนอก ล้วนจับจ้องไปที่นาง…
วันนี้ไปร่วมงานเลี้ยงใหญ่ ย่อมไม่อาจแต่งกายด้วยชุดอยู่บ้านธรรมดาได้
นางสวมชุดกระโปรงหรูฉวินแบบคาดอกสีชมพูอ่อน สวมทับด้วยเสื้อคลุมสีเหลือง ชายกระโปรงและปลายแขนเสื้อปักลายดอกบัว เนื้อผ้าทำจากผ้าไหมสู่จิ่นชั้นดี
ยามอาภรณ์ต้องแสงตะวัน ก็ทอประกายออกมางดงาม ขับเน้นผิวพรรณที่ขาวผ่องของนางให้ดูเนียนละเอียดยิ่งขึ้น ทำเอาผู้ที่ได้พบเห็นถึงกับตาพร่ามัว
“รอนานไหมเจ้าคะ”
ชุยลิ่งเหยาเดินก้าวออกมาไม่กี่ก้าวก็เอ่ยขอโทษพร้อมรอยยิ้ม
“เป็นข้าที่ไม่ดีเอง วันนี้ตื่นสายไปหน่อย”
ริมฝีปากแดงระเรื่อ ฟันขาวสะอาด ดวงตากลมโตสุกใส
ยามแย้มยิ้ม… ช่างงดงามหมดจดยิ่งกว่าหมู่มวลผกา
ฮวาเตี้ยนลายดอกหลิงหลานที่วาดประดับอยู่กลางหน้าผาก ไม่เพียงแต่ดูสดใสเย้ายวนแบบดรุณีน้อย แต่ยังแฝงความรู้สึกสูงศักดิ์ห่างเหินจางๆ อย่างไร้สาเหตุ
กลิ่นอายสง่างามที่แผ่ซ่านออกมา ทำให้ผู้คนมิกล้าล่วงเกินได้โดยง่าย
เสิ่นหานเยว่ถึงกับอึ้งงัน ไม่กล้าเอ่ยทักทายไปชั่วขณะ
นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าญาติผู้น้องคนนี้มีหน้าตางดงามโดดเด่น เป็นหญิงงามที่หาตัวจับยาก
แต่ทว่า... มันก็เพียงแค่นั้น
สำหรับตระกูลขุนนางอย่างพวกเขา เรื่องของความงามก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่อันใด
หากมีฐานะชาติตระกูลคู่ควรกัน ย่อมต้องได้รับการยกย่องให้เกียรติ และแต่งเข้ามาเป็นภรรยาเอกอย่างสมศักดิ์ศรี
แต่หากชาติกำเนิดต่ำต้อย… การเป็นแค่อนุ, เป็นแค่สาวใช้, หรือแม้แต่เป็นนางรำเพื่อคอยรับแขก ก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญเช่นกัน
หากมีความงามที่ไร้ที่ติ แต่ไร้ซึ่งชาติตระกูลอันแข็งแกร่งคอยหนุนหลัง ก็เป็นได้แค่ของเล่นฆ่าเวลาของบุรุษเท่านั้น
ในยุคที่บ้านเมืองสงบร่มเย็นใต้เบื้องพระยุคลบาท ในหมู่ตระกูลขุนนางใหญ่โต สิ่งที่ขาดแคลนน้อยที่สุดก็คือหญิงงามนี่เอง
แต่ไฉนเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วัน… ญาติผู้น้องของนางคนนี้กลับมีกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
ใบหน้าก็ดูเหมือนจะเป็นใบหน้าดวงเดิม รูปร่างก็ยังเป็นรูปร่างบอบบางเช่นเดิม
แต่กลับงดงามจับตา และสูงสง่าจนคนไม่กล้ามองตรงๆ มิใช่หญิงงามดาษดื่นอีกต่อไปแล้ว
เมื่อเทียบกับน้องสาวทั้งสองที่ตกตะลึงจนเหม่อลอย สีหน้าของเสิ่นถิงอวี้ดูเป็นธรรมชาติกว่ามาก
เขาลอบสังเกตใต้ตาของหญิงสาวอย่างแนบเนียน เมื่อไม่เห็นรอยคล้ำดำใต้ตา ก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า
“รอไม่นานหรอก ไปกันเถอะ…”
ชุยลิ่งเหยาตอบรับคำหนึ่ง ก่อนเดินเข้าไปจูงมือสองพี่น้องเสิ่นหานเยว่และเสิ่นหานอวิ๋น… พวกนางถูกจูงไปตามทางราวกับคนที่วิญญาณหลุดออกจากร่าง
รถม้าสองคันจอดรอที่หน้าจวนอยู่ก่อนแล้ว
คันหนึ่งสีดำสนิททั้งหลังคาและตัวรถ ไม่มีแม้แต่เครื่องประดับตกแต่งลวดลายใดๆ ส่วนอีกคันหนึ่งสีสันสดใสกว่า
ทั้งสองฝั่งของประตูรถยังมีป้ายหยกแขวนประดับอยู่ ด้านล่างห้อยพู่เส้นหนาสีแดง
เจ้าของรถเป็นใคร… แทบจะมองออกได้ในพริบตา
ชุยลิ่งเหยาไม่ได้สนใจสายตาที่ดูตัดพ้อเล็กน้อยของเสิ่นถิงอวี้ นางเดินขึ้นรถม้าของเสิ่นหานเยว่ไปดื้อๆ
ไม่นานนัก, รถม้าก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากประตูจวนสกุลเสิ่น
ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง โอ่งน้ำแข็งสองใบพ่นไอเย็นออกมา จึงทำให้หญิงสาวสามคนที่นั่งอยู่ข้างใน ไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือร้อนอบอ้าวแม้แต่น้อย
ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยคำพูดไปชั่วขณะ…
ชุยลิ่งเหยายังไม่ได้รับประทานมื้อเช้า เมื่อเห็นว่าบนโต๊ะน้ำชามีจานใส่ขนมปิงเกาที่ดูประณีตวางอยู่ จึงหยิบขึ้นมากินชิ้นหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ
กิริยามารยาทในการกินไม่ได้ตั้งใจประดิษฐ์ประดอยนัก ดูเปิดเผยตรงไปตรงมา แต่ก็ยังคงความงดงามเหมาะสมทุกกระเบียดนิ้ว
เห็นได้ชัดว่ากฎระเบียบมารยาทของนาง ต่อให้เป็นผู้ฝึกสอนที่เข้มงวดที่สุดในจวนกั๋วกง ก็คงจับผิดนางไม่ได้เลยสักนิด
แต่ทว่าเผยซูเหยาคนก่อนก็ไม่ได้คุ้นเคยสนิทสนมกับบรรดาลูกพี่ลูกน้องในจวนกั๋วกงมากนัก เสิ่นหานเยว่จึงไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกตินี้แต่อย่างใด
นางยังคงจมดิ่งอยู่กับความตกตะลึงของคำว่า ‘พี่สะใภ้ใหญ่’ อยู่
เมื่อฝืนดึงสติกลับมาจากความช็อก นางก็หันไปมองญาติผู้น้องที่กินขนมเสร็จด้วยสายตาที่ซับซ้อนยากจะบรรยาย
“เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?” ชุยลิ่งเหยาชะงักมือ
“เหตุใดท่านพี่ถึงมองข้าแบบนี้ล่ะ?”
เสิ่นหานเยว่เม้มมุมปาก นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง… ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยปากถามนาง
“เจ้าตั้งใจจะแต่งเป็นภรรยาเอกของพี่ชายข้าจริงๆ หรือ?”
เสิ่นหานอวิ๋นที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
ในฐานะคุณหนูสายรอง ซ้ำบิดายังถือกำเนิดจากอนุภรรยา… เมื่อเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงสายหลัก นางจึงไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามสอดปาก
แต่สายตาของทั้งสองคนก็จับจ้องไปที่ชุยลิ่งเหยาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นตาเดียว
เห็นนางส่งเสียง ‘อืม’ ตอบรับเบาๆ
“ท่านพี่บอกว่าเขาไม่รับอนุ รับแต่ภรรยาเอกเจ้าค่ะ”
ไม่รับอนุ รับแต่ภรรยาเอก... ช่างเป็นคำพูดที่ฟังดูเหลวไหลสิ้นดี
อารมณ์ของเสิ่นหานเยว่ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น
การได้อยู่ร่วมกันพูดคุยช่วงไม่กี่วันมานี้ ทำให้นางมีมุมมองที่เปลี่ยนไปต่อญาติผู้น้องคนนี้จริงๆ
ถึงขนาดที่นางเคยคิดว่า… หากพี่ชายยอมละทิ้งอคติแล้วลองเปิดใจพูดคุยกับนาง ก็อาจจะเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนางได้เช่นกัน
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายจะมีคุณสมบัติคู่ควรกับตำแหน่งภรรยาเอกของพี่ชายตน
ภรรยาเอกของทายาทคนโตแห่งตระกูลเสิ่น นั่นก็คือตำแหน่งฮูหยินกั๋วกงในวันข้างหน้าเชียวนะ
ภายในจวนต้องจัดการดูแลเรื่องจุกจิกต่างๆ ทั้งการบัญชี การมอบรางวัลและลงโทษบ่าวไพร่ ต้องใช้ทั้งพระเดชและพระคุณให้ถูกต้อง
ตระกูลเสิ่นมีสายรองมากมาย ความสามารถมีทั้งแข็งและอ่อน ความสัมพันธ์มีทั้งสนิทและห่างเหิน ล้วนต้องไปมาหาสู่กันตลอด
อะไรหนักอะไรเบา… มิอาจทำผิดพลาดได้เลย
ภายนอกจวน ก็ต้องรู้ถึงความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนของบรรดาตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ทุกคำพูดทุกการกระทำล้วนเป็นตัวแทนของหน้าตาจวนกั๋วกงทั้งสิ้น
นิสัยอ่อนข้อเกินไปก็ไม่ได้ แข็งกร้าวเกินไปก็ไม่ดี ต้องรู้จักวางตัวให้เหมาะสม
หญิงกำพร้าที่มีดีแค่ความงาม จะไปยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งสูงส่งเช่นนั้นได้อย่างไร?
เกรงว่าแม้แต่บ่าวไพร่ที่เกิดและเติบโตในจวนก็ยังสยบไม่อยู่เสียด้วยซ้ำ
“เรื่องนี้ท่านพ่อ, ท่านแม่, ท่านปู่, ท่านย่า, ไม่มีทางยอมรับหรือเห็นดีเห็นงามแน่ หากพี่ชายข้ายังคงดึงดัน เกรงว่า...”
สำหรับเรื่องความวุ่นวายนี้ ชุยลิ่งเหยาเองก็จนใจ
ตัวนางเองกลับรู้สึกว่าเป็นเพียงอนุภรรยาก็ยังพอขัดตาทัพได้ อย่างไรเสียนางก็ต้องกลับบ้านไม่ช้าก็เร็ว ไม่ได้คิดจะอยู่ในโลกนี้นานเกินไปอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น, มันก็เป็นแค่แผนการรับมือเฉพาะหน้า
การเป็นภรรยาเอกหรือเป็นอนุ… สำหรับนางแล้ว ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน
แต่ในเมื่อตอนนี้เสิ่นถิงอวี้อุตส่าห์กำลังออกหน้าต่อสู้เพื่อให้ได้แต่งงานกับนาง นางย่อมไม่อาจไปเที่ยวป่าวประกาศบอกคนอื่นในเวลานี้ว่าตัวเองยินดีเป็นอนุ เพื่ออวดอ้างความใจกว้างและรู้สถานการณ์ของตน
แบบนั้นมันก็หักหลังกันชัดๆ ไม่ใช่หรือ?
ภายในรถม้าตกอยู่ในความเงียบงัน…
เสิ่นหานเยว่ไม่ใช่คนไร้เหตุผล นางรู้นิสัยของพี่ชายตัวเองดี, ภายนอกดูอ่อนโยนอารมณ์ดี แต่ความจริงแล้วทำอะไรเด็ดขาด และมีความคิดเป็นของตัวเอง
อีกทั้งญาติผู้น้องก็เคยแสดงออกว่าเต็มใจเป็นอนุ การที่จู่ๆ เปลี่ยนมาแต่งเป็นภรรยาเอก เป็นไปได้ได้ว่าคือการตัดสินใจของพี่ชายนางฝ่ายเดียว
เสิ่นหานเยว่ถอนหายใจอย่างกังวล
“ต่อให้พี่ชายข้าจะไม่คิดถึงตัวเอง ก็ควรคิดถึงเจ้าบ้าง! ว่าจะสามารถรับมือกับตำแหน่งนายหญิงใหญ่แห่งตระกูลเสิ่นได้หรือไม่”
นายหญิงใหญ่ผู้ดูแลเรือนหลังของตระกูลขุนนางใหญ่ มันเป็นกันได้ง่ายๆ เสียที่ไหน
“……” ชุยลิ่งเหยาถึงกับพูดไม่ออก
หากเป็นเผยซูเหยาคนก่อน ที่แม้แต่ลูกคิดก็แทบจะไม่เคยแตะต้อง… หากได้แต่งให้เสิ่นถิงอวี้ ก็คงมีวาสนาเป็นได้แค่อนุจริงๆ
แต่นางเคยเป็นถึงพระชายาเอกของว่าองค์ชายรัชทายาทมาตั้งสามปี
ตำแหน่งภรรยาเอกของคุณชายใหญ่จวนกั๋วกง… นางมั่นใจว่าสามารถรับมือได้อยู่แล้ว
ก็แค่ต้องเหนื่อยสมองเพิ่มขึ้นหน่อยเท่านั้นแหละ