- หน้าแรก
- จอมทัพไร้บัลลังก์
- บทที่ 050 เข้าใจผิดเฉินจ้งเหิงอย่างนั้นรึ?
บทที่ 050 เข้าใจผิดเฉินจ้งเหิงอย่างนั้นรึ?
บทที่ 050 เข้าใจผิดเฉินจ้งเหิงอย่างนั้นรึ?
บทที่ 050 เข้าใจผิดเฉินจ้งเหิงอย่างนั้นรึ?
เฉินอู๋ซวงเองก็ไม่รู้ว่าเฉินจ้งเหิงกำลังเล่นไม้ไหนกันแน่
สิ่งที่เขาต้องทำในยามนี้คือปิดปากเฉินจ้งเหิงให้สนิท ทำให้เฉินเซียวฮั่นเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างสุดหัวใจ
“ท่านพ่อ ในเมื่อพี่ใหญ่ยืนกรานว่าไม่ได้ทำ เช่นนั้นก็คงเป็นตามนั้นกระมัง ทหารเป่ยเจียงห้าร้อยนายนั้น...บางทีอาจถูกฟ้าลงทัณฑ์จนมอดไหม้ไปเอง” เฉินอู๋ซวงแสร้งกล่าว
เฉินเซียวฮั่นแค่นเสียงเย็นชา “ฟ้าลงทัณฑ์รึ? ไร้สาระ!”
“ข้ากรำศึกมาหลายสิบปี ไม่เคยพบเคยเห็นฟ้าลงทัณฑ์อันใด! มีแต่เรื่องไว้หลอกเด็กสามขวบเท่านั้น! เจ้ามิต้องพูดแก้ต่างให้มัน มันไม่มีวันสำนึกบุญคุณเจ้าหรอก!”
เฉินอู๋ซวงถอนหายใจ
จากนั้นจึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้เฉินจ้งเหิงยอมก้มหัวขอโทษเฉินเซียวฮั่นเสีย เรื่องราวก็อาจจะจบลงด้วยดี
เหตุใดต้องทำให้เรื่องบานปลายใหญ่โตถึงเพียงนี้?
“น่าขัน! เรื่องที่ไม่ได้ทำ ไยต้องยอมรับ? ข้าคิดมาตลอดว่าเจ้าเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย แต่ดูท่า...ข้ายังคงประเมินเจ้าต่ำไปจริงๆ” หลินเชียนสวินกล่าวอย่างไม่ไว้หน้า ทำให้ใบหน้าของเฉินอู๋ซวงเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำสลับซีดขาว
เฉินจ้งเหิงมีดีอะไรถึงได้ครองใจหลินเชียนสวิน?
สวรรค์ช่างไร้สายตา!
เฉินเซียวฮั่นตะโกนก้อง ทุกคนต่างเงียบปากลงในทันที
“ข้าไม่สนว่าวันนี้เจ้ามาเมืองจิ้งเทียนด้วยจุดประสงค์ใด แต่บัดนี้เจ้าต้องไสหัวไปให้พ้น! มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าผู้นี้ไม่ปรานี!”
“ไป! เดี๋ยวนี้!”
เคร้ง!
เฉินจ้งเหิงตวัดทวนพู่แดงขึ้น ปลายทวนชี้ตรงไปยังเฉินเซียวฮั่น
บรรยากาศโดยรอบพลันแข็งค้าง!
“เจ้า...เจ้าจะทำอะไร?!” เฉินเซียวฮั่นรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างประหลาด
เฉินจ้งเหิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าบอกแล้วว่าข้ามาเพื่อสืบสาวความจริง เมืองจิ้งเทียนแห่งนี้ข้าจะมาก็มา จะไปก็ไป ท่านรั้งข้าไว้ไม่ได้ หากยังกล้าพล่ามเรื่องไร้สาระอีก...ก็ระวังทวนในมือข้าจะไร้ปรานี!”
เฉินเซียวฮั่นโกรธจนแทบกระอักเลือด ใต้หล้านี้มีบุตรชายคนใดกล้าข่มขู่บิดาเช่นนี้บ้าง?
เฉินอู๋ซวงคิดจะสอดปากเพื่อเติมเชื้อไฟ แต่เมื่อถูกสายตาเย็นเยียบของเฉินจ้งเหิงตวัดมอง คำพูดทั้งหมดก็พลันถูกกลืนกลับลงลำคอไปทันที
“เถียนปิน ออกมา!”
สิ้นเสียงของเฉินจ้งเหิง เถียนปินในชุดเกราะของกองทัพขนนกทมิฬก็ก้าวออกมาหยุดอยู่ข้างกายเขา ก่อนจะถอดหมวกเกราะเหล็กออก เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง
เฉินเซียวฮั่นรู้จักเถียนปิน ดังนั้นในวินาทีที่เห็นเถียนปินจึงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
ส่วนเฉินอู๋ซวงนั้น ใบหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือดไปตั้งแต่แรกเห็น
“เจ้า...เจ้ายังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร? เจ้าเป็นคนหรือเป็นผีกันแน่?!” เฉินอู๋ซวงพูดจาติดๆ ขัดๆ เห็นได้ชัดว่าตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ
เถียนปินแค่นยิ้ม “เหตุใดรึ? หรือคุณชายอู๋ซวงไม่ปรารถนาให้ข้ามีชีวิตอยู่?”
เฉินอู๋ซวงถึงกับพูดไม่ออก ท่าทีแข็งกร้าวเมื่อครู่หายไปสิ้น “ไยข้าจะไม่หวังให้ท่านมีชีวิตอยู่เล่า ท่านผู้บัญชาการเถียนอย่าได้ล้อเล่นเลย”
เฉินเซียวฮั่นขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เถียนปินยังไม่ตาย แล้วศพหลายร้อยศพนั้นมาจากไหนกัน เฉินเซียวฮั่นคิดไม่ตก
“ท่านอ๋องเจิ้นเป่ย ท่านโหวหาได้นำทัพข้ามแดนไม่ แต่เป็นเฉินอู๋ซวงต่างหากที่ถือป้ายอาญาสิทธิ์มาสั่งให้ข้านำทหารเป่ยเจียงห้าร้อยนายข้ามแม่น้ำไป! เขาอ้างว่าให้พวกข้าลอบเข้าไปซุ่มกำลังในดินแดนข้าศึก เพื่อรอประสานงานจากภายในสู่ภายนอกในภายภาคหน้า แต่แท้จริงแล้ว...คือการส่งพวกข้าไปตาย! หากมิใช่เพราะความเมตตาของท่านโหวที่ไว้ชีวิตเหล่าพี่น้องของข้า ป่านนี้ท่านโหวคงถูกเฉินอู๋ซวงโยนความผิดให้จนสิ้นชื่อไปแล้ว!”
เฉินจ้งเหิงกล่าวเสริม “หลายวันก่อนมีคนกลุ่มหนึ่งปลอมเป็นทหารเป่ยเจียงข้ามแดนไปสังหารชาวบ้านในสี่มณฑลเฟิงหั่ว หากข้าคาดการณ์ไม่ผิด...คงเป็นเฉินอู๋ซวงที่บงการให้ตระกูลฉู่ออกโรงเป็นแน่ เจตนาของเขาก็เพื่อโยนความผิดทั้งหมดให้กองทัพเป่ยเจียง”
เฉินเซียวฮั่นอ้าปากค้าง ในใจสับสนวุ่นวายดั่งป่านยุ่ง
“ท่านพ่อ ลูกไม่ได้ทำ! ท่านอย่าเชื่อคำยุยงของพี่ใหญ่! ที่เฉินจ้งเหิงทำเช่นนี้ก็เพื่อยุยงให้ความสัมพันธ์ของพ่อลูกเราต้องแตกหัก เพื่อที่เขาจะได้ 'นั่งภูดูพยัคฆ์กัดกัน' รอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์!” ขอบตาของเฉินอู๋ซวงแดงก่ำ น้ำตาไหลพรากลงมาทันทีที่สิ้นคำ
หลินเชียนสวินร้องออกมาอย่างประหลาดใจ
หากเฉินอู๋ซวงผู้นี้เกิดเป็นสตรี ป่านนี้คงได้เป็นใหญ่เป็นโตในวังหลังขององค์ฮ่องเต้เป็นแน่
ช่างเป็นยอดนักแสดงโดยแท้!
เฉินเซียวฮั่นย่อมเอนเอียงไปทางบุตรชายคนเล็กอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด
เฉินจ้งเหิงคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้วจึงไม่ได้ใส่ใจท่าทีของเฉินเซียวฮั่นแม้แต่น้อย เขากล่าวอย่างสงบ “ท่านจะเข้าใจข้าผิดเช่นไร ข้าไม่เคยใส่ใจ แต่ในฐานะอ๋องเจิ้นเป่ยแห่งต้าโจว ท่านไม่สมควรเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ประชาราษฎร์ในดินแดนของท่านหรอกรึ?”
“ข้ารักราษฎรดั่งบุตรในไส้มาตลอด ไม่ต้องให้เจ้ามาสั่งสอน!” เฉินเซียวฮั่นตวาดอย่างไม่พอใจ
หลินเชียนสวินหัวเราะเยาะ “เขาเล่าลือกันว่าอ๋องเจิ้นเป่ยเชี่ยวชาญการศึกการทัพ แต่ดูท่า...จะเชี่ยวชาญการกล่าววาจาผายลมมากกว่ากระมัง!”
เฉินเซียวฮั่นโกรธจนเบิกตาโพลง ตวาดด่าหลินเชียนสวินว่าไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ
รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของหลินเชียนสวินพลันเลือนหายไป นางกล่าวเน้นย้ำทีละคำ “ทหารเป่ยเจียงทั้งห้าร้อยนายยังอยู่ดีมีสุข แล้วศพไหม้เกรียมหลายร้อยศพที่เฉินอู๋ซวงอ้างว่าพบเล่า...มาจากที่ใดกัน? หากท่านมิได้โง่เขลาเบาปัญญาจนเกินไป ก็น่าจะมองออกแล้ว!”
พรึ่บ!
สีหน้าของเฉินเซียวฮั่นเปลี่ยนไปอย่างมากในทันที!
ใช่แล้ว!
ก่อนหน้านี้เขามองข้ามจุดนี้ไป เมื่อนึกย้อนกลับไปตอนนี้ก็พบว่ามีปัญหาจริงๆ!
เขาหันขวับไปมองเฉินอู๋ซวงทันที ส่วนเฉินอู๋ซวงนั้นยิ่งตื่นตระหนกจนหน้าซีด ไม่กล้าสบตากับเฉินเซียวฮั่นอีกต่อไป
ท้ายที่สุด เขาทำได้เพียงทรุดกายลงกับพื้นแล้วร่ำไห้ออกมาอย่างน่าสมเพช
ไม่ว่าเฉินเซียวฮั่นจะคาดคั้นเช่นไร เขาก็เอาแต่ส่ายหน้าพลางพูดว่าไม่รู้
หลินเชียนสวินมองภาพนั้นด้วยสายตาดูแคลน ของไร้ค่าที่เอาแต่ร่ำไห้เช่นนี้ จะนำไปเปรียบกับเฉินจ้งเหิงได้อย่างไรกัน?
อารมณ์ของเฉินเซียวฮั่นย่ำแย่เป็นอย่างยิ่ง
อันที่จริง แม้เฉินอู๋ซวงจะไม่ปริปาก เขาก็พอจะเดาที่มาของศพไหม้เกรียมเหล่านั้นได้แล้ว เพียงแต่ไม่เต็มใจที่จะยอมรับความจริงเท่านั้น
“เรื่องราวได้กระจ่างแจ้งแล้ว ท่านจะจัดการกับเฉินอู๋ซวงอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับข้าอีก” เฉินจ้งเหิงหันหลังเตรียมจากไปพร้อมกับคนของเขา
“เดี๋ยวก่อน!”
เฉินเซียวฮั่นพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้
หากครั้งนี้มิใช่เพราะเฉินจ้งเหิงกลับมาที่เมืองจิ้งเทียนเพื่อสืบสาวความจริง เกรงว่าเขาคงตราหน้าว่าเฉินจ้งเหิงเป็นผู้กระทำผิดไปตลอดกาล และมองข้ามคนร้ายตัวจริงอย่างเฉินอู๋ซวงไป
จากเรื่องนี้เอง เฉินเซียวฮั่นจึงย้อนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้อีกหลายครั้ง...เป็นไปได้หรือไม่ว่าที่ผ่านมา...เขาเข้าใจบุตรชายคนโตผิดมาโดยตลอด?
เมื่อสบกับสายตาอันเย็นชาของเฉินจ้งเหิง ในใจของเฉินเซียวฮั่นก็บังเกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “จ้งเหิง...ครั้งนี้เป็นพ่อที่ผิดไปเอง! อยู่ทานข้าว ดื่มสุราด้วยกันสักมื้อก่อนดีหรือไม่? เรามาเปิดอกคุยกัน...พ่อลูกกันจะมีเรื่องใดที่บาดหมางกันข้ามคืนได้เล่า?”
หลินเชียนสวินมองไปที่เฉินจ้งเหิง
ในความเห็นของนาง เฉินจ้งเหิงแปดเก้าส่วนน่าจะตอบตกลง เพราะเขาไม่ใช่คนเลือดเย็นไร้หัวใจที่ไม่แยแสความผูกพันทางสายเลือด
แต่เฉินจ้งเหิงกลับปฏิเสธอย่างเย็นชา “ไม่จำเป็น หวังว่าท่านจะจำไว้อย่างหนึ่ง...ข้ากับจวนอ๋องเจิ้นเป่ยได้ตัดขาดวาสนาต่อกันสิ้นแล้ว”
คำพูดนี้หนักหน่วงราวกับค้อนยักษ์ที่ทุบลงกลางใจของเฉินเซียวฮั่น
เขาทำได้เพียงมองแผ่นหลังของเฉินจ้งเหิงที่เดินจากไปอย่างจนปัญญา มีคำพูดมากมายติดอยู่ที่ลำคอแต่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้
จนกระทั่งเงาร่างของเฉินจ้งเหิงลับหายไปจากสุดขอบฟ้า เฉินเซียวฮั่นก็ยังคงไม่ละสายตาไปจากทิศทางนั้น
เนิ่นนานหลังจากนั้น
เฉินเซียวฮั่นจึงย้ายสายตามาที่เฉินอู๋ซวง
ดวงตาของเฉินอู๋ซวงบวมช้ำจากการร่ำไห้ เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของบิดา จึงกล่าวเสียงสะอื้น “ท่านพ่อ...ลูกเองก็ถูกคนข้างล่างหลอกใช้เช่นกัน ไม่ได้มีเจตนาจะยุยงให้ท่านกับพี่ใหญ่ผิดใจกันเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
“ท่านพ่อต้องเชื่อลูกนะพ่ะย่ะค่ะ!”
เพี๊ยะ! เฉินเซียวฮั่นฟาดแส้ลงบนร่างของเฉินอู๋ซวงอย่างแรงหนึ่งครั้ง ความเจ็บปวดทำให้เฉินอู๋ซวงล้มลงไปนอนดิ้นอยู่บนพื้น
“ยุยงหรือไม่ ในใจเจ้าย่อมรู้ดีที่สุด!” เฉินเซียวฮั่นยังคงเดือดดาล เฉินอู๋ซวงกัดฟันกล่าว “ท่านพ่อ ลูกรู้สำนึกผิดแล้ว! แต่ที่ลูกทำไปทั้งหมดก็เพื่อจวนอ๋องของเรา! ลูกไม่ได้มีใจเป็นอื่นแม้แต่น้อย!”
“พี่ใหญ่หมายปองมณฑลเหอซีของจวนอ๋องเจิ้นเป่ยมานานแล้ว ข้าเพียงแต่กลัวว่าท่านพ่อจะติดอยู่ที่ความสัมพันธ์พ่อลูกจนลังเล แล้วถูกพี่ใหญ่ชิงลงมือก่อนเท่านั้น”
“และ...”
“และเรื่องศพไหม้เกรียมเหล่านั้น...ไม่มีคนนอกล่วงรู้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดถูกข้ากำจัดสิ้นแล้ว!”
เฉินเซียวฮั่นเลิกคิ้วสูง “จริงรึ?”
สิ่งที่เขาสนใจที่สุดคือชื่อเสียงของจวนอ๋อง หากเฉินอู๋ซวงสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างหมดจด สำหรับเขาแล้วก็ไม่นับว่าเสียหายอันใด
เฉินอู๋ซวงรีบพยักหน้ารับคำรัวๆ ไม่นานนัก...เขาก็ได้รับการอภัยโทษจากเฉินเซียวฮั่น
“ลุกขึ้นเถอะ...อย่าให้มีครั้งต่อไปอีก”