- หน้าแรก
- เทพฮีลสายป่วน
- บทที่ 860 หัวหมูและพิธีฝากตัวเป็นศิษย์
บทที่ 860 หัวหมูและพิธีฝากตัวเป็นศิษย์
บทที่ 860 หัวหมูและพิธีฝากตัวเป็นศิษย์
ครึ่งเดือนต่อมา ณ เมืองเจดีย์โบราณเยี่ย
เจียงเสี่ยวกำลังยืนอยู่กลางลานของบ้านสี่ประสาน ทอดสายตามองคู่ทองทั้งเจ็ดตนที่กำลังฝึกฝนเพลงดาบอยู่เบื้องหน้า
นักบวชหน้าผีร่างสูงใหญ่กำยำทั้งเจ็ดตนนี้ มีส่วนสูงไล่เลี่ยกันราวกับใช้มีดและขวานสับวัดขนาดมาอย่างพอดิบพอดี ซ้ำยังสวม 'เครื่องแบบ' ที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว พวกมันสวมเสื้อฟางตัวโคร่งและสวมหมวกฟาง มองดูแล้วช่างเจริญหูเจริญตาเสียจริง
สำหรับเจียงเสี่ยวแล้ว ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้เป็นช่วงเวลาครึ่งเดือนแห่งการสบถด่ากราด
ไอ้! นัก! บวช! หน้า! ผี! พวก! นี้!
แต่ละตนมันเดรัจฉานชัดๆ!
พรสวรรค์ในด้านอาวุธเย็นของพวกมัน... อย่างน้อยที่สุดก็ในด้านทักษะใบมีดยักษ์ ช่างสูงล้ำจนน่าสะพรึงกลัวจริงๆ!
นี่มันคุณสมบัติพิเศษทางชีวภาพบ้าบออะไรกันเนี่ย น่าเกลียดเกินไปแล้วมั้ง?
นี่กะจะให้สอนอะไรก็เป็นหมดเลยใช่ไหม?
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป 'ท่านอาจารย์' อย่างเจียงเสี่ยวคงได้ตกงานเข้าสักวัน
เจียงเสี่ยวเองก็เคยสั่งสอนเผ่าคนป่าแห่งป่าเบิร์ชขาวมาก่อน ถึงขั้นเปลี่ยนพลดาบที่นั่นให้กลายเป็นกองทหารใบมีดยักษ์จนหมดสิ้น
พวกคนป่าเหล่านั้นก็เก่งกาจเหินฟ้าดำดินได้ และเรียนรู้ได้รวดเร็วเช่นเดียวกัน ทว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเหล่านักบวชหน้าผีแล้ว กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
ในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งเดือน อย่างน้อยทักษะใบมีดยักษ์ระดับทองคำหรือต่ำกว่าของเจียงเสี่ยว เหล่านักบวชหน้าผีก็เรียนรู้ไปได้เจ็ดแปดส่วนแล้ว ซ้ำยังบรรลุถึงขั้นเชี่ยวชาญชำนาญอีกด้วย
ในเวลานี้ เจียงเสี่ยวได้เริ่มสอนวิชา 'ดาบสะท้อน' คุณภาพแพลทินัมให้พวกมันแล้ว แน่นอนว่าในตอนนี้ยังเป็นเพียงการสะท้อนดาบเดี่ยวอยู่
ทักษะดาบสะท้อนคู่นั้นเป็นถึงคุณภาพเพชร และเมื่อเทียบความยากกับดาบสะท้อนเดี่ยวแล้ว มันสูงกว่ากันลิบลับ
เจียงเสี่ยวพบว่า ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งเจ็ดตนของเขา ความสามารถในการเรียนรู้ของจินอู่และจินสือซื่อนั้นโดดเด่นที่สุด
ในขณะที่คู่ทองตนอื่นๆ ยังคงทบทวนและวางรากฐานทักษะใบมีดยักษ์คุณภาพทองคำให้แน่นหนา จินอู่และจินสือซื่อกลับกำลังฝึกฝนวิชาดาบสะท้อนเดี่ยวคุณภาพแพลทินัมกันแล้ว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ เจียงเสี่ยวก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรคืบหน้า ในระหว่างที่สั่งสอนกลุ่ม 'ปรมาจารย์ด้านอาวุธ' เหล่านี้ ทักษะใบมีดยักษ์คุณภาพเพชร Lv.0 ของเจียงเสี่ยว ก็ได้เลื่อนระดับขึ้นเป็นคุณภาพเพชร Lv.1 แล้วเช่นกัน
"โย่ว ฝึกกันอยู่เหรอ?" น้ำเสียงแหบพร่าราวกับฆ้องแตกดังมาจากทางประตู ถัดจากนั้น เจียงเสี่ยวก็เห็นสัตว์มงคลที่เดินสองขาตัวหนึ่งก้าวเข้ามา
เจียงเสี่ยว: ???
ทว่าเขากลับเห็น 'สัตว์มงคล' ตัวนั้นอ้าปากกว้างออกกะทันหัน ราวกับการเชิดสิงโต จากปากที่อ้ากว้างราวกับอ่างเลือดนั้น เจียงเสี่ยวก็มองเห็นหัวโล้นๆ ขนาดใหญ่ของต้าฉุย
หมอนี่อายุสี่สิบกว่าปีเข้าไปแล้วแท้ๆ แต่นิสัยใจคอกลับเหมือนเด็กไม่มีผิด ซนเป็นบ้า เทียบชั้นกับผู้อาวุโสเฮ่ออวิ๋นได้เลย
ผู้อาวุโสเฮ่ออวิ๋นก็ชอบพูดจาล้อเล่น แต่ก็ยังพอมีมาดอยู่บ้าง และผู้คนต่างก็เคารพผู้อาวุโสท่านนั้นเป็นอย่างมาก
แต่ต้าฉุยน่ะสิ... ความเคารพที่เจียงเสี่ยวมีให้เขาได้ถูกต้าฉุยฝังกลบลงดินไปกับมือตัวเองแล้ว ไอ้หัวโล้นคนนี้มันไร้สาระเกินไปจริงๆ บางครั้งก็ซนจนเจียงเสี่ยวถึงกับต้องเดาะลิ้นด้วยความหงุดหงิด
เจียงเสี่ยวเอ่ยขึ้น "ทำอะไรเนี่ย? คุณจะมาเชิดสิงโตหรือไง?"
ศีรษะของต้าฉุยสวมอยู่ในหัวสัตว์มงคล เขาหัวเราะร่าพลางกล่าว "วันนี้ จะจัดงานเลี้ยงฝากตัวเป็นศิษย์ให้นาย นี่พวกลูกศิษย์ตัวดีของนายมาขอร้องให้ฉันจัดให้เลยนะ"
"หืม?" เจียงเสี่ยวชะงักไปครู่หนึ่ง หันไปมองคู่ทองเหล่านั้นที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงกัน บนใบหน้าผีสีดำสนิทแต่ละตนล้วนไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนออกความคิดนี้
ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด เจียงเสี่ยวก็หันไปมองจินอู่สือจิ่ว พลางเอ่ย "ห้าสิบเก้า ฝีมือนายใช่ไหม?"
แม้ว่าคู่ทองทุกตนจะมีรูปร่างหน้าตาและคุณสมบัติพิเศษที่คล้ายคลึงกัน แต่สิ่งมีชีวิตที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากเช่นนี้ ภายในใจย่อมมีความซับซ้อนและมีอุปนิสัยที่แตกต่างกันไป ห้าสิบเก้าซึ่งมีอันดับรั้งท้ายสุดกลับเป็นตนที่มีความละเอียดอ่อนมากที่สุด
เหล่านักบวชหน้าผีไม่มีเพศสภาพ ทว่าหากพวกมันมีเพศล่ะก็ สำหรับห้าสิบเก้าตนนี้ เจียงเสี่ยวคงจะคิดว่ามันเป็นเพศเมียเป็นแน่
รู้ความ เอาใจใส่ ละเอียดอ่อน และเยือกเย็น
มันเป็นตนที่สามารถสะกดกลั้นสัญชาตญาณดิบของตัวเองได้ดีที่สุด หากปราศจากคำสั่งของเจียงเสี่ยว ไม่ว่าใครจะยั่วยุอย่างไร มันก็จะไม่มีวันลงมือเด็ดขาด
นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยนะ
สัตว์ดาราแต่ละชนิดล้วนมีสัญชาตญาณตามธรรมชาติของตัวเอง แม้จะมีสติปัญญาสูงล้ำเพียงใด ยีนที่ไหลเวียนอยู่ในสายเลือดก็ไม่อาจลบเลือนไปได้ แต่จินอู่สือจิ่วตนนี้กลับสุดยอดจริงๆ มันมีวินัยในตัวเองถึงระดับหนึ่ง หรืออาจจะเรียกได้ว่ามีวินัยจนถึงขั้นทรมานตัวเองเลยก็ว่าได้…
ในกลุ่มนี้ ตนที่อารมณ์ร้อนที่สุดคือจินเอ้อร์สืออี
ตนที่มีความสามารถในการเรียนรู้แข็งแกร่งที่สุดและมีพรสวรรค์สูงที่สุดคือจินสือซื่อ
ส่วนตนที่มีความสามารถในการต่อสู้แข็งแกร่งที่สุดในเวลานี้คือจินอู่
และตนที่มีเล่ห์เหลี่ยมเยอะที่สุด นิสัยประหลาดขวางโลกที่สุด และมักจะทำหน้าตาเหมือนคนถูกรังแกอยู่ตลอดเวลาก็คือจินสือชี…
"อย่ามองว่าพวกมันรู้แต่เรื่องฆ่าฟันสิ เผ่าคู่ทองเนี่ยให้ความสำคัญกับความผูกพันและคุณธรรมมากนะ!" ต้าฉุยสวมหัวสัตว์มงคลเดินโซเซเข้าไปในบ้าน พลางเอ่ยไปพลาง "ฝึกเสร็จแล้วก็ให้พวกมันเข้ามาช่วยฉันขนของหน่อยนะ"
เจียงเสี่ยวกระตุกมุมปาก หันไปมองกระบวนทัพตรงหน้า พลางเอ่ย "ไปเถอะ"
สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่คฤหาสน์ของต้าฉุย นับตั้งแต่กลุ่มสามคนของเจียงเสี่ยวมาตั้งหลักที่นี่ สองพี่น้องทีมเหยี่ยวเพเรกรินก็เป็นคนจัดหาบ้านพักให้กับทั้งสามคน
เดิมทีทุกคนจะได้อยู่บ้านแยกกันคนละหลัง ทว่าภายใต้คำขอร้องของเฮ่ออวิ๋นและหญิงตาบอด กลุ่มสามคนจึงได้เข้ามาประจำการในบ้านสี่ประสานขนาดใหญ่ เฮ่ออวิ๋นพักอยู่ที่เรือนฝั่งตะวันออก ส่วนหญิงตาบอดพักอยู่ที่เรือนฝั่งตะวันตก
ที่หน้าประตู สองพี่น้องทีมเหยี่ยวเพเรกรินถือผลไม้และขนมแปลกๆ บางอย่างเดินเข้ามา พร้อมกับเอ่ยทักทายเจียงเสี่ยว
บนใบหน้าทรงสี่เหลี่ยมอันเคร่งขรึมของหลี่ฮ่าวเกอ เผยให้เห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันสดใส "ฮ่าๆ ได้ยินมาว่าวันนี้ผู้กองเจียงจะจัดพิธีฝากตัวเป็นศิษย์ย้อนหลัง พวกเราเลยมาช่วยเพิ่มความคึกคักให้น่ะครับ"
เจียงเสี่ยว "เอ่อ..."
เยวี่ยอวี่เฉินเองก็สลัดคราบความเย็นชาในอดีตทิ้งไป เอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ช่วงนี้มีนักบวชหน้าผีหลายตนเริ่มเปลี่ยนมาใช้ใบมีดยักษ์กันแล้ว แต่ยังไม่มีความกล้าพอที่จะมาฝากตัวเป็นศิษย์ พวกมันยังคงรอดูผลลัพธ์การฝึกฝนของลูกศิษย์คุณอยู่
พวกมันไม่รู้ว่าคุณสอนได้ดีแค่ไหน แต่พวกเราสองพี่น้องรู้ดี ความก้าวหน้าของคู่ทองทั้งเจ็ดตนนี้มันรวดเร็วจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลยล่ะ คิดว่าในอนาคตลูกศิษย์ของคุณคงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แน่
ผู้กองเจียง ช่างเป็นผู้มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมจริงๆ!"
เจียงเสี่ยวหัวเราะพลางกล่าว "เกรงใจไปแล้ว เกรงใจไปแล้ว เรียกผมว่าเจียงเสี่ยวก็พอครับ จินอู่สือจิ่ว มัวยืนบื้ออะไรอยู่ รีบมารับของสิ"
จินอู่สือจิ่วรีบวิ่งเข้ามาทันที
"จริงสิ" เจียงเสี่ยวมองสองพี่น้องทีมเหยี่ยวเพเรกริน เอ่ยถามขึ้นว่า "พวกเราอยู่ที่นี่มาครึ่งเดือนกว่าแล้ว อีกฝั่งของภูเขาก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย วิกฤตครั้งนี้มันผ่านพ้นไปแล้วหรือเปล่าครับ?"
หลี่ฮ่าวเกอ "อย่าได้ประมาทสติปัญญาของเผ่าสังหารเด็ดขาด พวกมันเป็นถึงสิ่งมีชีวิตระดับเพชร เป็นนักล่าที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร ไอ้พวกนี้มันเจ้าเล่ห์จะตายไป"
เยวี่ยอวี่เฉินกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น "ตราบใดที่เราปกป้องคนของเราไว้ได้ ไม่ปล่อยให้เกิดการปะทะกันเองภายใน ทำให้ศัตรูหาช่องโหว่มาเล่นงานไม่ได้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร บางทีเผ่าสังหารอาจจะกำลังรอให้นักบวชหน้าผีสู้กันเองอยู่ก็ได้
หากมองจากมุมนี้ จำนวนของเผ่าสังหารก็คงมีไม่มากนัก การต้องเผชิญหน้ากับเผ่านักบวชหน้าผีเกือบพันตน ก็ยังถือว่าเป็นแรงกดดันสำหรับพวกมันอยู่พอสมควร"
เจียงเสี่ยวครุ่นคิด ก่อนจะกล่าว "ถ้าเป็นอย่างที่พวกคุณพูดจริงๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังรอให้พวกเราเกิดการปะทะกันเองภายในล่ะก็ สักวันหนึ่ง พวกมันก็จะพบว่า นักบวชหน้าผีที่นี่แตกต่างจากนักบวชหน้าผีที่หอคอยโบราณแห่งอื่นๆ ที่นี่เป็นสังคมที่ค่อนข้างมีระเบียบแบบแผน
ถ้าเป็นอย่างนั้น สักวันหนึ่งเผ่าสังหารก็คงจะอดรนทนไม่ไหว และบุกโจมตีที่นี่อย่างนั้นหรือ?"
หลี่ฮ่าวเกอพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยว่า "เป็นไปได้มากทีเดียว ที่นี่มีเจดีย์โบราณถึงสามองค์ มีลำแสงถึงสามสาย นี่เป็นสิ่งยั่วยวนใจที่ยิ่งใหญ่มากเลยทีเดียว"
"อืม..." เจียงเสี่ยวครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ย "พวกคุณสองพี่น้องเคยคิดที่จะเป็นฝ่ายบุกโจมตีก่อนบ้างไหม?"
หลี่ฮ่าวเกอชะงักไป "หืม?"
เยวี่ยอวี่เฉินลูบเคราหรอมแหรมของตัวเอง ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะกล่าว "ดูเหมือนจะเสี่ยงเกินไปหน่อยไหม?"
"หึ" เจียงเสี่ยวหัวเราะเบาๆ "ข้างเตียงนอน ไฉนจึงปล่อยให้ผู้อื่นมานอนกรนได้ล่ะ?"
เยวี่ยอวี่เฉินพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
เจียงเสี่ยวกล่าวต่อ "ในเมื่อพวกคุณย้ายฐานทัพไม่ได้ และต้องปักหลักอยู่ที่นี่ งั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดแล้วล่ะ ทางเลือกของพวกเรามีไม่มากนักหรอก"
หลี่ฮ่าวเกอกระซิบเสียงแผ่ว "เหล่านักบวชหน้าผีที่นี่อัดอั้นตันใจกันจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว พวกมันตั้งตารอคอยสงครามครั้งใหญ่มาตลอด แต่สงครามครั้งนี้ก็ไม่ยอมมาถึงสักที พวกเราสองพี่น้องก็กลุ้มใจอยู่เหมือนกัน สำหรับตอนนี้ คู่เงินยังถือว่าสงบอยู่ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่กองกำลังรักษาความสงบพวกนี้ทนไม่ไหวขึ้นมาล่ะก็ งานนี้คงเกิดเรื่องใหญ่แน่"
"ปิดกั้นไว้ มิสู้หาทางระบายออก" น้ำเสียงราบเรียบดังแว่วมา เห็นได้ชัดว่าเป็นการสนับสนุนความคิดเห็นของเจียงเสี่ยว
ทุกคนหันขวับไปมองทางทิศตะวันตก ก็พบกับหญิงสาวผู้สง่างามในชุดคลุมสีขาว ดวงตาถูกปิดบังด้วยแถบผ้าสีขาว กำลังยืนตระหง่านอยู่ตรงบันไดหินหน้าประตูเรือนฝั่งตะวันตก และกำลัง 'มอง' มาที่พวกเขาทุกคนอย่างเงียบๆ
ทว่าทางฝั่งตะวันออก กลับมีน้ำเสียงชราภาพดังขึ้นมา "การเตรียมพร้อมรบก็เป็นเรื่องที่ดี สหายเจียงสามารถเพิ่มจำนวนการรับลูกศิษย์ของตัวเองได้ เพื่อให้เหล่านักบวชหน้าผีมีอะไรทำ
เช่นนี้แล้ว ไม่เพียงแต่จะช่วยลดโอกาสในการต่อสู้กันเองของเหล่านักบวชหน้าผี แต่ยังช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของพวกมันได้อีกด้วย ซ้ำยังสามารถยกระดับทักษะการต่อสู้ของพวกมัน และในขณะเดียวกันก็ถือเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับศัตรู ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวเลยทีเดียว"
เห็นได้ชัดว่า เฮ่ออวิ๋นต้องการเตรียมตัวให้พร้อมสรรพ และไม่ต้องการเป็นฝ่ายบุกโจมตีก่อน
แต่ไม่ว่าคนในเรือนฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกจะมีความคิดเห็นอย่างไร ดูเหมือนว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจจะกลายเป็นเจียงเสี่ยวไปเสียแล้ว
ต้องรู้ก่อนนะว่า ทั้งเฮ่ออวิ๋นและหญิงตาบอดต่างก็เป็นผู้แข็งแกร่งระดับดาวอวกาศ แทบจะใช้มือเดียวบีบไก่อ่อนระดับดาวดาราระยะสูงสุดอย่างเจียงเสี่ยวให้ตายคามือได้เลย…
แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ ในกลุ่มสามคนนี้ เจียงเสี่ยวดูเหมือนจะกลายเป็น 'หัวหน้า' ไปเสียแล้ว
ปัจจัยในเรื่องนี้มีมากเกินไปจริงๆ ความแข็งแกร่งย่อมเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่หากพึ่งพาแค่ความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นหญิงตาบอดหรือเฮ่ออวิ๋น ก็มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจของทีมได้ โดยไม่จำเป็นต้องรับฟังคำแนะนำของเจียงเสี่ยวเลยด้วยซ้ำ
พูดกันตามตรง เฮ่ออวิ๋นต้องการจะบ่มเพาะเจียงเสี่ยว โดยหวังว่ากระดูกแก่ๆ อย่างเขาจะยังสามารถเปล่งประกายความร้อนที่หลงเหลืออยู่ได้บ้าง
ส่วนความรู้สึกนึกคิดของหญิงตาบอดนั้นยิ่งซับซ้อนเข้าไปใหญ่ ทั้งความซาบซึ้งใจ ความรู้สึกขอบคุณ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ความรู้สึกได้รับการยอมรับ และอื่นๆ อีกมากมาย
ความจริงแล้ว ในตอนที่เจียงเสี่ยวในฐานะรองกัปตันทีมขนหาง ยังคงสวมมงกุฎฉายา 'ซานเหว่ย' ให้กับหญิงตาบอดอยู่นั้น หญิงตาบอดอวี๋ชิวซื่อ ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ขัดต่อหลักการของตัวเอง เธอก็ได้ลดสถานะของตัวเองลงมาโดยอัตโนมัติ และกลายมาเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของเจียงเสี่ยวไปแล้ว
และการที่หญิงตาบอดขออาสาออกรบ อาจจะเป็นเพราะเหตุผลส่วนตัวของเธอด้วย เธอไม่อาจอยู่ที่นี่ได้นานนัก
เมื่อได้เดินทางผ่านมา ได้พบเจอสิ่งต่างๆ แล้ว เธอก็ต้องเริ่มต้นก้าวสู่ขั้นต่อไป เดินหน้าต่อไป และออกพเนจรต่อไป
บนโลกใบนี้ ไม่มีใครหรือสิ่งใดที่จะสามารถหยุดยั้งก้าวย่างแห่งการพเนจรของเธอได้
ความแตกต่างจากสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่หญิงตาบอดพาเฮ่ออวิ๋นพเนจรไปด้วยกัน ในตอนนั้นแม้จะบอกว่าเป็นทีมเดียวกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วมันเป็นความสัมพันธ์แบบร่วมมือกัน ต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์เสียมากกว่า
แต่ในตอนนี้ หญิงตาบอดเลือกที่จะพาเจียงเสี่ยวออกพเนจรไปด้วย นี่คือทีมที่แท้จริง สหายร่วมรบที่แท้จริง!
กัปตันคนเก่าที่เข้าใจเธอมากที่สุด และยอมรับในตัวเธอมากที่สุดได้จากไปแล้ว ส่วนผู้กองคนใหม่ผู้นี้ กลับมีลักษณะถอดแบบมาจากกัปตันคนเก่าไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งแนวคิดและการกระทำ ล้วนสืบทอดมาจากกัปตันคนเก่าอย่างแท้จริง หญิงตาบอดได้สูญเสียคนสำคัญไปมากมายแล้ว บนต่างโลกใบนี้ เธอไม่อยากจะสูญเสียใครไปอีกแล้ว
ซานเหว่ยทอดทิ้งสหายร่วมทีมจริงๆ เธอแอบเข้าไปในแดนศักดิ์สิทธิ์รกร้างโดยพลการ นั่นเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่การกระทำนี้มันซับซ้อนอย่างยิ่ง
ในความเป็นจริง ลึกๆ แล้ว ซานเหว่ยไม่ได้ทอดทิ้งใครเลย แต่ในสถานการณ์พิเศษนั้น การปะทุขึ้นมาอย่างกะทันหันภายใต้แรงกดดันอันหนักหน่วง ทำให้เธอได้กระทำการทอดทิ้งสหายร่วมทีมไปจริงๆ ดังนั้น ธรรมชาติของการกระทำของซานเหว่ยจึงซับซ้อนเป็นอย่างมาก
โลกใบนี้ ก็ไม่ได้เป็นโลกที่มีแค่สีขาวกับสีดำเสมอไปหรอกนะ
นอกจากสีดำและสีขาวแล้ว ยังมีสีเทาอีกมากมาย
การกระทำของเธอกับจิตใจของเธอมันไม่ได้ขัดแย้งกันเลย เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของเธอ ที่เป็นตัวตนที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้งในตัวเอง
ดังนั้น การใช้คำว่า 'ทอดทิ้งเพื่อนร่วมทีม' จึงไม่ค่อยเหมาะสมนัก คิดไปคิดมา เจียงเสี่ยวก็คิดว่า การใช้คำว่า 'ทำเพื่อนร่วมทีมหล่นหาย' น่าจะเหมาะสมกว่า
"ฮ่าๆ! เป็นยังไงล่ะ? สภาพแวดล้อมอาจจะเรียบง่ายไปหน่อย ก็ทนๆ เอาหน่อยละกันนะ" ต้าฉุยนำหัวสัตว์มงคลที่ดูคล้ายกับสัตว์ในตำนานโบราณของฮวาเซียวางลงบนโต๊ะแปดเซียน คู่ทองสองตนยกโต๊ะออกไปที่ลานบ้าน ส่วนคู่ทองอีกตนก็นำเก้าอี้ไปจัดวางให้เข้าที่
เจียงเสี่ยวแยกเขี้ยวหน้าย่น พลางกล่าว "พิธีฝากตัวเป็นศิษย์นะ คุณเอา 'หัวหมู' มาวางไว้ตรงนี้มันหมายความว่ายังไงเนี่ย? พิธีฝากตัวเป็นศิษย์แค่ยกน้ำชา โขกศีรษะ มันก็จบแล้วไม่ใช่หรือไง?"
"หา?" ต้าฉุยเห็นได้ชัดว่าชะงักไปเล็กน้อย เขาตบหัวโล้นๆ ของตัวเอง พลางกล่าว "นี่เป็นของขวัญที่ลูกศิษย์ของนายส่งมาให้นะ"
เจียงเสี่ยวเกาหัวแกรกๆ พลางเอ่ย "คุณแน่ใจนะว่าการเอา 'หัวหมู' มาวางไว้ ไม่ใช่เพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษน่ะ?"
ต้าฉุย "ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ เอ๊ะ เอาเป็นว่ามันก็เป็นแบบนี้แหละ นายเป็นผู้ชายอกสามศอก จะมามัวจู้จี้อะไรกับฉันตรงนี้เนี่ย? ห๊ะ? อุตส่าห์หาหัวสัตว์มงคลมาให้ทั้งหัว นายยังจะไม่พอใจอีกเหรอ?"
เจียงเสี่ยวเอ่ยอย่างหัวเสีย "คุณเป็นคนจงหยวนนะ พูดภาษาจีนกลางกับผมสิ! เอาภาษาถิ่นสามมณฑลภาคเหนือแบบครึ่งๆ กลางๆ มาอวดอ้างกับผมอยู่ได้"
ในขณะเดียวกัน บนโลกมนุษย์ ณ สนามฝึกซ้อมการแข่งขันเดี่ยวของเวิลด์คัพ
เจียงเสี่ยวนั่งอยู่บนอัฒจันทร์ ใช้ข้อศอกกระทุ้งอี้ชิงเฉินสาวหัวเกรียนที่อยู่ข้างๆ พลางกล่าว "ขอภาษาจงหยวนสักประโยคสิ เอาคำด่านะ แต่ไม่ต้องแรงมาก"
อี้ชิงเฉินใช้มือข้างหนึ่งเท้าใบมีดยักษ์ กำลังจดจ่ออยู่กับการต่อสู้บนสนาม เมื่อได้ยินดังนั้น เธอก็หันขวับมา กะพริบตากลมโตแสนสวย "อะไรนะ?"
เจียงเสี่ยว "เร็วเข้า ผมรีบ"
อี้ชิงเฉินหน้าแดงระเรื่อ เอ่ยเสียงแผ่ว "ไอ้ลูกเต่า"
บนต่างโลก เจียงเสี่ยวตะโกนใส่ต้าฉุย "แกไอ้ลูกเต่า..."
"เชี่ย!?" ต้าฉุยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ พุ่งเข้ามาหา
เจียงเสี่ยวรีบถอยกรูด แผดเสียงร้องลั่น "คุ้มครองข้า! คุ้มครองข้า! อาจารย์สู้เขาไม่ไหว เร็วเข้า พวกเจ้าทั้งเจ็ดเข้าพร้อมกันเลย!"
ต้าฉุย "..."
ยี่สิบนาทีต่อมา เจียงเสี่ยวนั่งอยู่บนเก้าอี้ รับชาดอกโคมไฟที่คู่ทองตนหนึ่งยื่นมาให้ แล้วจิบไปอึกหนึ่ง
เจียงเสี่ยวพยักหน้า พลางกล่าว "ในเมื่อพวกเจ้ามีน้ำใจถึงเพียงนี้ ยินดีที่จะจัดพิธีฝากตัวเป็นศิษย์ย้อนหลังอย่างเป็นทางการตามธรรมเนียมของฮวาเซี่ย งั้นข้าก็จะทำตัวเป็นทางการหน่อย วิชาความรู้ข้าย่อมถ่ายทอดให้จนหมดไส้หมดพุงแน่นอน ส่วนตอนนี้... ข้าจะตั้งชื่อให้พวกเจ้าก่อนก็แล้วกัน!"
ในขณะเดียวกัน บนโลกมนุษย์ เจียงเสี่ยวควักโทรศัพท์มือถือออกมา รีบค้นหาอันดับของกลุ่มดาวสามสิบหกฟ้าเจ็ดสิบสองดินอย่างเร่งด่วน
เจียงเสี่ยวในต่างโลก มองจินอู่ที่ยื่นชามาให้ พลางกล่าว "ต่อไปนี้ เจ้าชื่อว่า จินหย่ง!"
จินอู่ "ขอรับ!"
เจียงเสี่ยวกวักมือเรียกจินสือเอ้อร์ที่อยู่ข้างๆ จินสือเอ้อร์รีบยื่นชามาให้อย่างรวดเร็ว
"จินสือเอ้อร์ ต่อไปนี้เจ้าชื่อ จินหม่าน!"
"จินสือซื่อ เจ้าจงใช้ชื่อว่า จินซาง"
"จินสือชี เจ้าชื่อ จินอ้าน"
"จินเอ้อร์สืออี เจ้าชื่อ จินอี้"
"จินเอ้อร์สืออู่ เจ้าชื่อ จินทุ่ย"
"จินอู่สือจิ่ว เจ้าก็ชื่อ จินฮุ่ย!"
เมื่อมองดูลูกศิษย์ทั้งเจ็ดตนที่ยืนน้อมรับคำสั่งอย่างนอบน้อม เจียงเสี่ยวก็แอบพยักหน้าอยู่ในใจ
เอาล่ะ เอาตามนี้แหละ!
หากเผ่านักบวชหน้าผีมีน้ำใจและให้ความเคารพข้าถึงเพียงนี้ล่ะก็...
งั้นเราก็เปิดสำนัก! รับศิษย์กันเลย!
ไม่ต้องถามว่าข้าทำอะไรเป็น เจ้าก็แค่บอกมาว่าเจ้าอยากเรียนอะไรก็พอ!
ขอแค่ถามมา พ่อจะสอนพวกแกให้หมดเลย!