- หน้าแรก
- ข้าสามารถจุดประกายรู้แจ้งสรรพสิ่งได้
- บทที่ 95 บทเพลงพิณ
บทที่ 95 บทเพลงพิณ
บทที่ 95 บทเพลงพิณ
บทที่ 95 บทเพลงพิณ
หลี่เสี้ยวนั้นต่างจากตู้รุ่ย เขาไม่ได้มาจากมหาตระกูล และไม่เคยเรียนรู้กิริยามารยาทที่เก่าแก่และเป็นทางการเหล่านี้มาก่อน เขาเคยเรียนเพียงมารยาทพื้นฐานที่ใช้ในชีวิตประจำวันจากอาจารย์ในสำนักสืบสวนเท่านั้น
ประกอบกับหลี่เสี้ยวจงใจซ่อนคม เขาจึงแสร้งทำเป็นว่าเดินตามหลังตู้รุ่ยอย่างสงบเสงี่ยมและคอยเลียนแบบทุกท่วงท่ารวมถึงการทำความเคารพและการตอบคำถามของตู้รุ่ยอย่างเคร่งครัด โดยไม่ยอมทำอะไรให้ผิดพลาดแม้แต่น้อย
ถึงแม้เซียนซือจะบอกว่าไม่ต้องมากพิธี ทว่าพวกเขาก็ไม่อาจละเลยการทำความเคารพได้จริงๆ!
มารยาทนั้นคือการแสดงออกถึงทัศนคติ!
เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อเซียนซือ มารยาทจึงห้ามขาดตกบกพร่องไปได้ ซ้ำร้ายต้องทำให้เป็นทางการยิ่งขึ้นไปอีก
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะสื่อถึงความเคารพเลื่อมใสของพวกเขาได้
ในตอนนี้หลี่เสี้ยวอดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ ว่าแม้นักดนตรีตู้ผู้นี้ปกติจะไม่ค่อยสนใจโลกและทำงานไม่ค่อยเป็นระเบียบนก ทว่าในยามสำคัญเขากลับทำได้ไร้ที่ติ โดยเฉพาะเรื่องมารยาทที่ทำได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์!
นี่สินะ คือรากฐานที่สั่งสมมาของพวกมหาตระกูล!
ฉีหงมองดูคนทั้งสามที่เชิงสะพาน ฝ่ายหนึ่งสอนอีกสองฝ่ายเรียน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา หากเขามี "ดวงตาหยินหยาง" บ้างก็คงจะดีไม่น้อย!
ทว่าน่าเสียดายที่เขาไม่มี!
แต่ยังโชคดีที่เซียนซือท่านมีใจกว้างขวางดุจปราชญ์โบราณ ท่านไม่ได้ปิดบังความรู้จากพวกเขา และยังอนุญาตให้คนนอกอย่างพวกเขายืนร่วมฟังอยู่ด้านข้างด้วย
ความรู้ที่เซียนซือถ่ายทอดออกมาเป็นช่วงๆ แม้จะเป็นเพียงความรู้พื้นฐานและประสบการณ์ทั่วๆ ไป ทว่าในสายตาของฉีหงแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่าที่สามารถนำไปสืบทอดเป็นความรู้ประจำตระกูลได้ชั่วลูกชั่วหลาน
ตัวอย่างเช่นภูตผีที่เรียกว่า "ผีตกน้ำ" ตนนี้ เซียนซือสามารถบอกเล่าที่มา ลักษณะเด่น และจุดอ่อนของมันออกมาได้อย่างง่ายดาย
หากให้ตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยไปเจอภูตผีชนิดนี้เองโดยไม่รู้อะไรเลย ย่อมต้องเกิดอันตรายและความสูญเสียขึ้นแน่นอน และการจะหาวิธีจัดการก็ต้องอาศัยการลองผิดลองถูกและศึกษาวิจัยใหม่ทั้งหมด ซึ่งนั่นต้องอยู่บนเงื่อนไขที่คนในตระกูลต้องเบิก "ดวงตาหยินหยาง" จนมองเห็นภูตผีได้เสียก่อนด้วย
ยิ่งกว่านั้น ต่อให้มีเงื่อนไขครบถ้วน ก็ไม่รู้ว่าตระกูลจะต้องเสียเวลาและทรัพยากรบุคคลรวมถึงวัตถุไปมากเท่าไหร่ กว่าจะสามารถวิเคราะห์และรวบรวมความรู้ได้เท่ากับสิ่งที่เซียนซือพูดออกมาในตอนนี้
ทว่าในตอนนี้ เซียนซือกลับมีบทสรุปและรวบรวมไว้อยู่แล้ว ทั้งยังบอกเล่าออกมาอย่างเปิดเผย สิ่งที่เขาต้องทำจึงเหลือเพียงแค่การจดบันทึกความรู้เหล่านี้ไว้ตามความเป็นจริงเท่านั้น
...
หลังจากสังเกตอย่างละเอียดตามคำสั่งแล้ว ตู้รุ่ยก็ทำความเคารพอย่างเป็นระเบียบอีกครั้ง: "ศิษย์สังเกตจนชัดเจนแล้วขอรับ ขอบพระคุณเซียนซือที่สั่งสอน"
หลี่เสี้ยวตามมาทีหลังและทำความเคารพพร้อมตอบคำถามไปพร้อมๆ กับตู้รุ่ย
เดิมทีเตี่ยนหัวตั้งใจจะทักท้วงเรื่องที่ทั้งสองคนเรียกเขาว่าเซียนซือ ทว่าเมื่อเห็นท่าทางการทำความเคารพแบบศิษย์ที่ดูเคร่งขรึม และได้ยินคำว่า "เซียนซือ" นั้น เขากลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ฟังดูเหมือนคำเรียกนักต้มตุ๋นเลยสักนิด ประกอบกับคำว่าเซียนซือมีคำว่า "ซือ" (师) ที่หมายถึงครูรวมอยู่ด้วย มันจึงฟังดูเหมือนคำเรียกยกย่องอาจารย์ เช่น "ท่านอาจารย์" "ครูบาอาจารย์" หรือ "พระอาจารย์" เสียมากกว่า
เพราะเหตุนี้ เตี่ยนหัวจึงล้มเลิกความคิดที่จะแก้ไขคำเรียกของพวกเขา
‘ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาตินั่นแหละ!’
เมื่ออธิบายสิ่งที่ควรสอนจนจบแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการชำระล้างภูตผี
เตี่ยนหัวตั้งใจจะติดต่อกับกระบี่เซียนเพื่อชำระล้างผีตกน้ำตนนี้ ทว่าจู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าตอนอยู่ที่บ้านตาเฒ่าหลี่เขาเคยได้ยินว่าเสียงพิณของนักดนตรีตู้สามารถกดข่มภูตผีได้ แต่ตอนนั้นได้ยินเพียงเสียงเพลงแต่ไม่เห็นตัวคน มาตอนนี้เห็นตัวคนแล้วแต่กลับยังไม่ได้ฟังเพลง ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก เขาจึงกล่าวว่า: "ตู้รุ่ย ท่านลองใช้บทเพลงพิณทดสอบดูสิ"
ตู้รุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบก้าวเข้ามาทำความเคารพด้วยสีหน้าดีใจ: "ขอบพระคุณเซียนซือ เมื่อวานซืนศิษย์เพิ่งจะแต่งเพลงพิณที่มีฤทธิ์ในการขับไล่ภูตผีได้สำเร็จไปเพียงครึ่งเดียว ศิษย์กำลังต้องการโอกาสนำมาใช้กับภูตผีจริงเพื่อนำผลที่ได้ไปพัฒนาต่อให้สมบูรณ์พอดีขอรับ"
วันนี้ตู้รุ่ยไม่ได้สะพายพิณมาเอง ทว่าอยู่ที่คนรับใช้ของเขา คนรับใช้ผู้นั้นดูเหมือนจะคอยสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา เมื่อได้ยินบทสนทนาระหว่างเตี่ยนหัวและตู้รุ่ย เขาก็เตรียมพิณไว้พร้อมแล้ว ทันทีที่ตู้รุ่ยพูดจบ เขาก็จัดการวางพิณให้ตู้รุ่ยที่เชิงสะพานไม้ทันที ทั้งยังเข้าไปกำกับการให้คนรับใช้ตระกูลเฉาสองคนไปหาโต๊ะเตี้ยและเบาะรองนั่งมาจัดวางเพื่อให้การวางพิณและการนั่งบรรเลงของตู้รุ่ยดูสะดวกสบายที่สุด
เมื่อตู้รุ่ยนั่งลงแล้ว เขาลองไล่เสียงและปรับสายพิณอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะเริ่มบรรเลงบทเพลงพิณที่เพิ่งแต่งขึ้นใหม่เมื่อวานซืน
เตี่ยนหัวไม่มีความรู้เรื่องดนตรีเลย เขาจึงไม่สามารถบอกได้ว่าเพลงนั้นไพเราะหรือไม่อย่างไร ทว่าเมื่อเขาใช้การรับรู้อันฉับไวสัมผัสผ่านวิชาประสานจิต เขากลับรู้สึกว่าบทเพลงพิณนี้ให้ความรู้สึกที่อึดอัดและเต็มไปด้วยภยันตราย ทั้งยังดูคุ้นหูอย่างประหลาด คล้ายกับความรู้สึกของเพลงโบราณอย่าง สิบทิศล้อมปราศรัย ใช่แล้ว มันคือความรู้สึกแบบนั้นเลย
อีกทั้งเตี่ยนหัวที่มีการรับรู้อันฉับไวยังสังเกตเห็นว่า ในขณะที่บทเพลงดำเนินไป ร่างกายของตู้รุ่ยจะมีพลังใจพุ่งพล่านขึ้นมาและผสานเข้ากับคลื่นเสียงของเพลงพิณแล้วแผ่ออกไปภายนอก มันถาโถมเข้าใส่ภูตผีประดุจระลอกคลื่นที่ซัดเข้าหาโขดหินอย่างไม่ขาดสาย
ทว่าก็เหมือนกับคลื่นทะเลและโขดหิน พลังใจของตู้รุ่ยไม่อาจทำอะไรภูตผีได้เลย ทำได้เพียงทำให้มันรู้สึกอึดอัดรำคาญจนอยากจะหนีไปให้พ้นๆ เท่านั้น
‘อานุภาพยังเบานัก!’
นอกจากอานุภาพจะน้อยแล้ว มันยังสิ้นเปลืองพลังใจมหาศาลอีกด้วย เพลงพิณนี้บรรเลงไปได้เพียงครึ่งค่อนเพลง เตี่ยนหัวก็สังเกตเห็นว่าบนหน้าผากของตู้รุ่ยมีเหงื่อเย็นไหลออกมาไม่หยุด ใบหน้าของเขาเริ่มซีดเผือด และความง่วงงุนในดวงตาก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเพลงจบลง ตู้รุ่ยก็มีเหงื่อท่วมศีรษะ ขอบตาคล้ำและใบหน้าไร้สีเลือด เมื่อเขาพยายามจะลุกขึ้นทำความเคารพ ในวินาทีที่ยืนขึ้นนั้นเขาก็เกิดอาการหน้ามืดจนเสียการทรงตัว หากไม่ใช่เพราะคนรับใช้ของเขามีวรยุทธ์และว่องไวรีบเข้ามาพยุงไว้ได้ทัน ตู้รุ่ยคงจะล้มคว่ำหน้าลงกับพื้นไปแล้วแน่นอน
‘สูญเสียพลังมากเกินไป อัตราการใช้งานจริงค่อนข้างต่ำสินะ! ทว่านี่เพิ่งจะเป็นการเริ่มคิดค้น ยังมีโอกาสพัฒนาได้อีกมาก ก็นับว่าน่าสนใจทีเดียว’
เมื่อยืนได้อย่างมั่นคงแล้ว ตู้รุ่ยก็ผลักคนรับใช้ออกและยังคงฝืนทำความเคารพเตี่ยนหัวอย่างนอบน้อม ทว่าท่วงท่านั้นต่อให้พยายามเพียงใดก็ไม่อาจทำให้เป๊ะเหมือนตอนก่อนบรรเลงเพลงพิณได้อีกแล้ว
"ศิษย์บรรเลงจบแล้วขอรับ ใคร่ขอเซียนซือโปรดช่วยชี้แนะจุดบกพร่องด้วย"
เตี่ยนหัวมองดูภูตผีที่ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงพิณ มันพยายามหลบหลีกบทเพลงโดยการขดตัวหนีไปที่เงามืดของเชิงสะพานอีกฝั่งหนึ่ง ทันทีที่เสียงเพลงจบลงมันก็พุ่งกลับมาที่ใต้เชิงสะพานฝั่งนี้ตามเงามืดด้วยความโกรธแค้น มันส่งเสียงร้องขู่คำรามอย่างดุร้ายใส่ตู้รุ่ยที่ยืนอยู่เชิงสะพานราวกับสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บ
‘ภูตผีไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงอะไรเลย พลังโจมตีช่างเบาบางนัก!’
เตี่ยนหัวหันไปมองตู้รุ่ยพลางส่ายหน้า: "ข้าไม่สัดทัดเรื่องคีตศิลป์ จึงไม่มีสิ่งใดจะชี้แนะเรื่องท่วงทำนองได้ บอกได้เพียงความเห็นในด้านอื่น อานุภาพของเพลงพิณนี้ยังน้อยเกินไปและสร้างความเสียหายต่อภูตผีได้จำกัด ทว่าวิธีการบรรเลงของท่านนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและน่าสนใจยิ่งนัก สิ่งที่น่านับถือที่สุดคือทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ท่านคิดค้นขึ้นเอง มันคือวิถีที่เหมาะสมกับท่านที่สุด ในอนาคตย่อมก้าวไปได้ไกลแน่นอน!"
หลังจากพูดจบ เตี่ยนหัวก็หันไปมองผีตกน้ำที่อยู่ใต้เงาสะพานใกล้กับฝ่าเท้าของเขา พลางกล่าวว่า: "ธุลีสู่ธุลี ดินสู่ดิน ข้าขอส่งท่านประสกสู่สุคติ!"
เตี่ยนหัวสะบัดนิ้วชี้ไปที่กระบี่เซียน กระบี่เซียนส่งเสียง "ชิ้ว—" พุ่งทะยานออกไปและปักเข้าที่หน้าอกของผีตกน้ำที่กำลังแยกเขี้ยวขู่พวกเขาอยู่ ภายใต้แสงสีเหลืองนวลของกระบี่เซียน ควันสีดำพลุ่งพล่านออกมาจากร่างของมัน ร่างกายของภูตผีค่อยๆ โปร่งใสและบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ จนถูกชำระล้างไปในที่สุด
ผ่านไปเพียงสิบกว่าวินาที ผีตกน้ำก็ถูกชำระล้างจนหมดสิ้น รูปลักษณ์ที่ปรากฏออกมาคือชายหนุ่มในชุดคนรับใช้ของตระกูลเฉา เขามองไปรอบๆ เรือนแยกตระกูลเฉาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความอาลัย ก่อนจะก้มตัวคำนับให้เฉาหยาเน่ยที่อยู่ในเรือน จากนั้นเขาก็หายวับไปพร้อมกับความเสียดายที่เปี่ยมล้น
เตี่ยนหัวไม่ทราบว่าอีกฝ่ายเสียดายเรื่องอะไร ภูตผีที่ถูกชำระล้างแล้วแม้จะกู้คืนสติสัมปชัญญะกลับมาได้ ทว่าดูเหมือนพวกเขาจะพูดไม่ได้ ทำได้เพียงแสดงท่าทางพื้นฐานไม่กี่อย่างเท่านั้น
ทว่าแววตาของพวกเขานั้นสื่อสารได้ดีเยี่ยม ราวกับดวงตานั้นพูดได้ ทำให้คนทั่วไปสามารถมองเห็นอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้นและคาดเดาความหมายที่พวกเขาต้องการจะสื่อได้อย่างง่ายดาย