- หน้าแรก
- ข้าสามารถจุดประกายรู้แจ้งสรรพสิ่งได้
- บทที่ 78 ฉีเริ่นอาละวาด
บทที่ 78 ฉีเริ่นอาละวาด
บทที่ 78 ฉีเริ่นอาละวาด
บทที่ 78 ฉีเริ่นอาละวาด
เมื่อได้ฟังคำของท่านปู่ทวดตง ก็ไม่มีใครกล้ามองข้ามความสามารถของเขา เพราะความสำเร็จและอำนาจบารมีของท่านปู่ทวดตงในด้านฮวงจุ้ยของตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยไม่ใช่สิ่งที่คำพูดถ่อมตัวเพียงคำเดียวจะลบเลือนไปได้
คำถ่อมตัวของท่านปู่ทวดตงในครั้งนี้ มีเพียงเพื่อช่วยให้ฉีหง ฉีเริ่น และฉีเจ๋อ ได้เห็นภาพระดับความสามารถด้านฮวงจุ้ยของเซียนซือได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น!
ฉีหงถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อ: "ท่านลุงตง ศัพท์เฉพาะและกระบวนการคำนวณฮวงจุ้ยเหล่านั้น มันล้ำลึกขนาดนั้นเลยรึขอรับ?"
ท่านปู่ทวดตงพยักหน้ายืนยัน: "ล้ำลึกนัก และยังใช้ศัพท์ของฝ่ายนักพรตเต๋าด้วย ประจวบเหมาะกับที่สิบปีมานี้ข้ากำลังศึกษาวิจัยทฤษฎีและวิชาของฝ่ายนักพรตเต๋าอย่างลึกซึ้ง โดยเริ่มจากวิชาฮวงจุ้ยของพวกเขา จึงพอจะฟังเข้าใจได้บ้าง ทว่าเพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะตัดสินได้แล้ว ว่าวิชาฮวงจุ้ยที่เซียนซือกุมไว้นั้น ลึกลับเกินหยั่งถึงจริงๆ!"
ถึงแม้ตอนที่ฉีหงเรียบเรียงคัมภีร์ ฮวงจุ่ยลุ่ย และ ฮวงจุ่ยจี้โยว เขาจะได้ศึกษาวิจัยวิชาฮวงจุ้ยมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นการศึกษาแบบผิวเผินเพื่อให้พอรู้ความ ไม่ได้เจาะลึก ดังนั้นในเรื่องวิชาฮวงจุ้ย เขาจึงรู้เพียงแค่ระดับพื้นฐานเท่านั้น ยังไม่นับว่าเข้าถึงแก่นแท้ได้เลย
ศัพท์เฉพาะวิชาฮวงจุ้ยที่ฉีเจ๋อท่องออกมา ฉีหงฟังเข้าใจได้เพียงหนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น และนั่นก็เป็นเพียงแนวคิดพื้นฐานที่ง่ายที่สุด ส่วนเรื่องทฤษฎีการคำนวณและด้านอื่นๆ เขาถึงกับมืดแปดด้าน ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย
ฉีเริ่นยิ่งหนักกว่าฉีหง ถึงแม้ช่วงนี้เขาจะลองอ่านตำราฮวงจุ้ยมาบ้างสองสามเล่ม แต่เขาก็ยังไม่เข้าใจแม้แต่พื้นฐานของมัน เรียกได้ว่าเป็นคนนอกอย่างสิ้นเชิง!
ในเมื่อไม่เข้าถึงแก่นแท้ ก็ไม่ใช่คนในสายงานเดียวกัน! การข้ามสายงานก็เหมือนข้ามภูเขา นับประสาอะไรกับวิชาฮวงจุ้ยที่เกี่ยวข้องกับความลับของฟ้าดินเล่า สำหรับฉีเริ่นแล้ว สิ่งที่ได้ยินจึงไม่ต่างอะไรกับคัมภีร์จากสวรรค์ที่เขาฟังไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว!
ส่วนฉีเจ๋อเองตอนที่ฟังเถ้าแก่เกอพูดครั้งแรกเขาก็รู้ตัวว่าไม่เข้าใจ เขาจึงใช้ความจำอันยอดเยี่ยมจดจำมาทุกถ้อยคำแบบนกแก้วนกขุนทอง ในระหว่างทางกลับเขาพอจะมีเวลาว่างจึงลองทบทวนดูและพยายามจะศึกษามัน แต่กลับพบว่าไม่เข้าใจเลยสักนิด แถมยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว
หลังจากทั้งสามคนซึมซับข้อมูลนี้แล้ว ฉีเจ๋อก็รีบเสนอความดีความชอบทันที: "ท่านปู่ทวดตง ท่านอาหง ท่านเจ้าบ้าน การพิสูจน์วิชาฮวงจุ้ยของเซียนซือในครั้งนี้ถือว่าเสร็จสิ้นแล้วใช่ไหมขอรับ? แบบนี้ข้านับว่ามีความชอบใช่ไหม?"
เมื่อได้ยินดังนั้น ท่านปู่ทวดตงก็กลับมามีสีหน้ายิ้มแย้มตามเดิม เขาไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ต่อคำถามของฉีเจ๋อ แต่กลับหันไปถามฉีเริ่นด้วยรอยยิ้มว่า: "ฉีเริ่น เจ้าคิดเห็นอย่างไรล่ะ?"
ฉีเริ่นชะงักไป ถามข้าหรือ? นี่หมายความว่าอย่างไร? อยากให้ข้ายอมอ่อนข้อและช่วยรับรองความชอบให้ฉีเจ๋ออีกแล้วรึ? จะไม่จบไม่สิ้นใช่ไหม? เห็นข้าเป็นคนหัวอ่อนจะบีบก็ตายจะคายก็รอดรึไง! คิดว่าข้าไม่มีอารมณ์และจะไม่ระเบิดโทสะออกมาหรือยังไง!
ฉีเริ่นทำหน้าเย็นชาพลางแค่นหัวเราะ: "นั่นเป็นเพราะเซียนซือท่านมีใจกว้างขวาง เหตุใดถึงกลายเป็นความชอบของใครบางคนไปได้ล่ะ? ฉีเจ๋อ เจ้าเชื่อไหมว่าในสถานการณ์ตอนนั้น ต่อให้เป็นคนอื่นเข้าไปถามเซียนซือด้วยคำถามเดียวกัน ท่านก็คงจะตอบกลับมาด้วยความอดทนและละเอียดถี่ถ้วนแบบนี้เหมือนกัน เจ้ายยังจะกล้าอ้างเอาความชอบอีกงั้นรึ?"
ฉีเจ๋อหัวเราะแห้งๆ ด้วยความขัดเขินและไม่ได้โต้ตอบอะไร
ฉีเริ่นเบื่อหน่ายกับเล่ห์เหลี่ยมของคนเหล่านี้เต็มทน เขาจึงเริ่มเปิดฉากโต้กลับ: "ท่านปู่ทวดตง ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ย เซียนซือบอกว่าฮวงจุ้ยในจวนตระกูลฉีของพวกเรามีปัญหา แล้วท่านล่ะมีความเห็นอย่างไร? ท่านคิดว่าฮวงจุ้ยในจวนของข้ามีปัญหาจริงๆ หรือไม่?"
รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านปู่ทวดตงแข็งค้างไปทันที เขายิ้มแห้งๆ พลางกล่าวว่า: "แก่แล้ว ร่างกายเริ่มจะไม่ไหวจริงๆ วันนี้พอแค่นี้เถอะ? แยกย้ายกันไปพักผ่อนก่อนเถอะ!"
หากเป็นเวลาอื่นก็คงช่างมันไป ทว่าคราวนี้ฉีเริ่นกลับไม่มีทีท่าจะปล่อยพวกท่านปู่ทวดตงไปง่ายๆ เมื่อนึกถึงข่าวใหม่ที่เพิ่งได้รับมาจากชิงจู๋ โทสะในใจเขาก็พุ่งพล่านจนไม่อาจเก็บกั้น: "ท่านปู่ทวดตง ท่านเลิกแสร้งทำเป็นป่วยเสียทีเถอะ ตอนนี้เป็นเวลาที่จะมาแสร้งป่วยรึไง? เรื่องฮวงจุ้ยในจวนตระกูลฉีเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่เกี่ยวกับครอบครัวข้าฉีเริ่น ท่านจะหลีกเลี่ยงก็ได้ แต่เรื่องใหญ่ที่เกี่ยวกับความมั่นคงของตระกูลล่ะ? ท่านจะยังหลีกเลี่ยงอยู่อีกหรือ?
"เมื่อครู่คำรายงานของชิงจู๋ ท่านไม่ได้ยินรึไง? เมื่อเช้านี้สำนักสืบสวนและตระกูลตู้แห่งโยวซานได้ไปที่อารามจี้สุ่ยเพื่อเข้าพบเซียนซือแล้ว! ท่านปู่ทวดตง พวกท่านที่สภาผู้อาวุโสตระกูลรั้งข้าไว้ตั้งสามวันเต็มๆ หลังจากได้รับเหยี่ยววิญญาณส่งสารแล้ว คืนวันที่สามพวกท่านถึงค่อยมาถึงที่นี่ เรื่องนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้นหรอกนะ?
"เวลาสามวันที่ล้ำค่านั้นแหละที่ทำให้พวกเราสูญเสียโอกาสทองไป! ตอนนี้พวกเราต้องไปแก่งแย่งแข่งขันกับสำนักสืบสวนและตระกูลตู้แห่งโยวซานแล้ว! หึๆ...
"เบื้องหลังสำนักสืบสวนคือราชวงศ์ต้าเจิน ตระกูลตู้แห่งโยวซานก็เป็นเจ้าแห่งจังหวัดโยวซาน สำหรับตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยเล็กๆ ของพวกเราแล้ว พวกเขาล้วนเป็นยักษ์ใหญ่ทั้งสิ้น! พวกเราจะเอาอะไรไปสู้กับพวกเขา? จะเอาอะไรไปแย่งชิงกับพวกเขา? พวกท่านลองว่ามาสิ!"
หลังจากฉีเริ่นฟังรายงานจากชิงจู๋ เขาก็พยายามสะกดอารมณ์โกรธไว้ตลอด นึกไม่ถึงว่าท่านปู่ทวดตงยังคงใช้มุกเดิมๆ มาคอยกดดันเขาในทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม เช่นนั้นก็อย่ามาโทษว่าเขาฉีเริ่นไม่เห็นแก่หน้าตาของตระกูลที่จะโยนปัญหาเหล่านี้ออกมาแฉ!
เมื่อสิ้นคำพูดของฉีเริ่น ทั้งท่านปู่ทวดตง ฉีหง และฉีเจ๋อ ต่างก็พากันนิ่งเงียบไป หลังจากทั้งสามใช้สายตาสื่อสารกันครู่หนึ่ง ฉีหงก็จำต้องทำลายความเงียบลง เขาถอนหายใจยาวพลางกล่าวว่า: "ท่านเจ้าบ้านมีความขุ่นเคืองในใจ ข้าย่อมเข้าใจได้ พวกเราเองก็เพิ่งจะมาแจ้งแก่ใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์และพบว่ามันเป็นเรื่องที่รอช้าไม่ได้ก็ตอนที่มาถึงจวนตระกูลฉีนี่แหละ! เมื่อเช้านี้พวกเราได้ส่งจดหมายกลับไปที่ภูเขาเพื่อรายงานเรื่องนี้ให้สภาผู้อาวุโสทราบแล้ว สภาผู้อาวุโสจะให้คำอธิบายแก่ท่านเจ้าบ้านแน่นอน!"
ฉีเริ่นยิ้มขมขื่น: "คำอธิบายหรือ ข้าต้องการคำอธิบายรึไง? ข้าโกรธเพราะเรื่องแค่นี้รึ? ข้าโกรธเพราะความโกรธแค้นต่อโอกาสที่ตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยของพวกเราต้องพลาดไปต่างหาก!
"ปีนี้คือปีแรกที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ และประจวบเหมาะที่มีเซียนซือมาปรากฏตัวที่อำเภอจี้สุ่ย นี่คือโอกาสทองอันยิ่งใหญ่ขนาดไหน
"ทว่าพวกเราซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และกุมความได้เปรียบไว้ในมือแท้ๆ กลับเป็นเพราะพวกท่านมัวแต่ระแวงสายเลือดเจ้าบ้าน มัวแต่กดหัวสายเลือดเจ้าบ้าน ไม่ไว้วางใจในตัวข้า และเอาแต่คิดจะกดดันข้า จนทำให้ต้องพลาดโอกาสงามๆ ไป! หึๆ...
"ข้าเพิ่งจะอายุสี่สิบ ข้าแก่จนเลอะเลือนแล้วรึไง? ข้าเป็นบ้าไปแล้วรึ? ถึงได้เอาอนาคตและโชคชะตาของตระกูลมาล้อเล่น? ข้าส่งจดหมายเตือนภัยไปหลายครั้ง กระทั่งยอมให้คนตราหน้าเพื่อเรียกใช้เหยี่ยววิญญาณส่งสาร แต่พวกท่านปฏิบัติต่อข้าอย่างไร? ปฏิบัติต่อกฎของการใช้เหยี่ยววิญญาณส่งสารอย่างไร!
"เหยี่ยววิญญาณส่งสาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ภูเขาจะต้องส่งกำลังมาสนับสนุนจวนตระกูลฉีทันที!
"นี่ไม่ใช่กฎที่ตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยของพวกเราตั้งไว้รึไง?
"แล้วพวกท่านเคารพกฎข้อนี้ไหม? คืนวันที่สามถึงเพิ่งจะเสด็จมาถึง ช่างวางท่าใหญ่โตกันเสียจริง!
"ครั้งนี้หากตระกูลฉีแห่งจี้สุ่ยต้องพลาดโอกาสพันปีที่จะกลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง พวกท่านทุกคนนั่นแหละคือคนบาปของตระกูล! หึ!"
พูดจบฉีเริ่นก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไปด้วยความโกรธแค้น
สามคนที่เหลืออยู่ในห้องรับแขก ท่านปู่ทวดตงหลับตาลงนิ่งเพื่อสงบจิตใจราวกับหลับไปแล้ว ฉีหงมีสีหน้าจนใจทำได้เพียงถอนหายใจไม่หยุด ส่วนฉีเจ๋อก็เอาแต่ก้มหน้านิ่ง จ้องมองถ้วยชาในมือราวกับจะศึกษาลวดลายบนนั้นให้เป็นดอกไม้ขึ้นมา
สุดท้ายเป็นฉีหงที่ทำลายความเงียบขึ้นมา: "เฮ้อ ดูเหมือนว่าหลายปีมานี้พวกเราจะกดดันสายเลือดเจ้าบ้านหนักเกินไปจริงๆ ข้ายังไม่เคยเห็นฉีเริ่นระเบิดอารมณ์โกรธขนาดนี้มาก่อนเลย!"
ท่านปู่ทวดตงลืมตาขึ้น แววตาของเขายังคงแน่วแน่: "นี่คือแผนการร้อยปีที่กำหนดไว้ตั้งแต่ตอนนั้น"
ฉีหงส่ายหน้า: "ข้าไม่ได้บอกว่าแผนการร้อยปีไม่ถูกต้อง ในปีนั้นราชวงศ์ต้าเจินรวบรวมใต้หล้าเป็นปึกแผ่นและรวบรวมทั้งเก้ามณฑลเข้าด้วยกัน พวกเราจึงถูกบีบให้สละตำแหน่งเจ้าเมืองมาอยู่ในฐานะตระกูลใหญ่ ตามกฎในตอนนั้น ตระกูลจะต้องเร้นกายอยู่บนภูเขา โดยเหลือคนเพียงครอบครัวเดียวไว้ประจำการที่ตัวอำเภอ นี่คือที่มาของสายเลือดเจ้าบ้าน"
"เนื่องจากสายเลือดเจ้าบ้านมีลักษณะพิเศษ ต่อมาจึงค่อยๆ กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของตระกูลของพวกเรา และเริ่มมีอำนาจในการตัดสินใจของตระกูลมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเกิดเรื่องเมื่อร้อยปีก่อนขึ้น..."
"เพราะเหตุนี้ การกดดันและเฝ้าระวังสายเลือดเจ้าบ้าน ข้าจึงเห็นด้วย! เพียงแต่... ดูเหมือนพวกเราจะทำเกินไปหน่อยจนทำให้สายเลือดเจ้าบ้านต้องเสียใจและผิดหวัง เรื่องนี้มันขัดกับจุดประสงค์เดิมของพวกเรานะ!"