- หน้าแรก
- วิญญาณเพลย์บอยทะลุมิติมาสิงร่างไอ้หนุ่มซิมป์ พิชิตเทพธิดาสุดสวยตั้งแต่วันแรก
- บทที่ 15 อัปเกรดสถานะเต็มพิกัด! ทุกอย่างคือระดับแม็กซ์!
บทที่ 15 อัปเกรดสถานะเต็มพิกัด! ทุกอย่างคือระดับแม็กซ์!
บทที่ 15 อัปเกรดสถานะเต็มพิกัด! ทุกอย่างคือระดับแม็กซ์!
077 อธิบายเสริมว่า “รูปถ่ายของคุณในเว็บบอร์ดทำแต้มหัวใจได้มหาศาลครับ แถมยังมีแต้มจากผู้หญิงแปลกหน้าที่คุณเดินผ่านบนถนน และเพื่อนร่วมสถาบันที่เริ่มคลั่งไคล้คุณหลังจากปรากฏตัวที่โรงเรียน”
“คนเป็นร้อยครับ แต่ละคนอาจจะให้แต้มหัวใจแค่ 20-30 แต้ม แต่พอลองคำนวณดูสิว่าหลักร้อยคนรวมกันมันมหาศาลขนาดไหน”
“เหตุผลที่ผมไม่ได้แจ้งเตือน เพราะพวกเธอเป็นแค่คนธรรมดา หรือผู้หญิงระดับ C ไม่ใช่เป้าหมายระดับ B ขึ้นไป พวกเธอแค่ให้แต้มหัวใจและแต้มสถานะ ซึ่งโฮสต์ไม่จำเป็นต้องไปพิชิตใจพวกเธอ ผมเลยไม่ได้รายงานครับ”
โจวอี้ถึงได้เข้าใจความน่ากลัวของระบบนี้ ที่แท้ไม่จำเป็นต้องให้สาวๆ พวกนี้มารักเขาจนหมดหัวใจ แค่มีความรู้สึกดีๆ ให้เพียงเล็กน้อยเขาก็ได้ผลประโยชน์แล้ว
“ถ้าฉันกลายเป็นดาราขึ้นมา ฉันจะไม่กลายเป็นตัวตนที่ฝืนลิขิตสวรรค์เลยเหรอ?”
“โฮสต์ครับ การเป็นดาราเป็นดาบสองคมนะ เมื่อไหร่ที่มีข่าวฉาว แต้มหัวใจพวกนี้จะดิ่งเหวทันที พูดง่ายๆ คือมีเพียงคนระดับ B ขึ้นไป หรือคนที่มีแต้มหัวใจต่อคุณถึง 100 เท่านั้นที่ความรู้สึกจะไม่เปลี่ยนตามกระแสสังคม ส่วนคนอื่นน่ะ... ความชอบมันเปลี่ยนกันได้ครับ”
โจวอี้เริ่มเข้าใจกฎชัดเจนขึ้น
ผู้หญิงระดับ C คือสาวๆ ทั่วไป แค่เดินผ่าน หรือชาวเน็ตที่มองว่าเขาหล่อ คนกลุ่มนี้ให้แต้มได้เรื่อยๆ
ผู้หญิงระดับ B ขึ้นไป คือกลุ่มที่ต้อง "พิชิต" ซึ่งให้มูลค่าสูงกว่า และเมื่อพิชิตได้แล้วแต้มจะไม่ลดลง นี่คือหัวใจสำคัญของการทำภารกิจ
โจวอี้มองแต้มสถานะที่กองอยู่ตรงหน้า แล้วตัดสินใจสั่งระบบ: “อัปเกรดค่าสถานะทุกอย่างให้เต็มแม็กซ์ไปเลย!”
ระบบรีบเตือน “โฮสต์ครับ แต้มพวกนี้เป็นเงินตราพื้นฐานไว้ซื้อไอเทมในร้านค้าอนาคตนะ แน่ใจเหรอว่าจะใช้ตอนนี้?”
“ไม่เป็นไร ใช้ไปก่อนเถอะ อัปค่าพื้นฐานให้เต็มคงไม่เปลืองเท่าไหร่หรอก”
“รับทราบครับโฮสต์”
ทันใดนั้น หน้าต่างสถานะของโจวอี้ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง:
หน้าต่างสถานะตัวละคร:
หน้าต่างความคืบหน้าภารกิจ:
• คะแนนความเสียใจของเซี่ยชิวจือ: 10
• ความคืบหน้าการโต้กลับ: 18%
• แต้มหัวใจที่ได้รับ: 6948
• ทักษะที่ได้รับ: ความจำแบบภาพถ่าย, ความจำเป็นเลิศ
เมื่ออัปเกรดเสร็จ โจวอี้รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายทันที
เขารู้สึกเหมือนมีกระแสพลังงานไหลเวียนไปทั่วร่าง พละกำลังมหาศาลอัดแน่นจนเขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ไอ้ ‘ไร้เทียมทานในปฐพี’ นี่มันหมายความว่ายังไง?”
“หมายความว่า ขอแค่โฮสต์เรียนรู้วิชาการต่อสู้แขนงไหนก็ได้จากร้านค้า โฮสต์จะเข้าสู่สภาวะไร้ผู้ต่อต้านทันทีครับ”
“งั้นวันหน้าฉันจะฝึกวิชาเซียนได้ด้วยไหม?”
“เป็นไปได้หมดครับ ขึ้นอยู่กับว่าโฮสต์มีแต้มสถานะมากพอหรือเปล่า”
โจวอี้ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ในโลกของระบบนี้เขาก็ต้อง "รวย" เหมือนกัน เพียงแต่เงินที่ว่าคือแต้มสถานะนั่นเอง
นอกจากนี้ยังมีเรื่อง IQ เขาอยากจะรู้นักว่า IQ 200 ที่อัปจนเต็มแม็กซ์นี้จะทรงพลังขนาดไหนเมื่ออยู่ในห้องเรียน
และที่สำคัญที่สุด... เรื่องเงินเจ็ดล้านกว่าหยวนในบัญชี
โจวอี้ที่ชาติก่อนเป็นคนธรรมดา ถึงกับทำตัวไม่ถูกเมื่อจู่ๆ ก็กลายเป็นเศรษฐี
“ระบบ ฉันต้องมีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลเรื่องที่มาของเงินนะ ไม่อย่างนั้นเด็กกำพร้าที่จู่ๆ ก็รวยขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยต้องถูกสงสัยแน่”
“เรื่องทางธนาคารระบบจัดการได้ครับ แต่กับคนรอบข้าง โฮสต์ต้องหาข้ออ้างเอาเองนะ”
โจวอี้หรี่ตาลงครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจได้ทันที
.
เมื่อโจวอี้มาถึงหน้าห้องเรียน ก็ใกล้เวลาเริ่มคลาสพอดี
หลิวเว่ย อาจารย์ที่ปรึกษายืนอยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าอมทุกข์
เขาเพิ่งโดนอาจารย์ที่ปรึกษาห้อง 1 และห้อง 2 เยาะเย้ยมา อารมณ์เลยบูดบึ้งเป็นพิเศษ
“อาจารย์สวี่ ดูผลสอบครั้งที่แล้วสิ ห้องเราแพ้ห้องอื่นราบคาบ สอบตกกันเกินครึ่ง แบบนี้เด็กห้อง 3 จะมีสิทธิ์ชิงโควตาเรียนต่อ หรือขอทุนการศึกษาได้ยังไงกัน เฮ้อ”
อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ขั้นสูง ยิ้มอย่างจนใจ “ทำไงได้ล่ะอาจารย์หลิว นี่มันคณะศิลปกรรมศาสตร์นะ เด็กส่วนใหญ่ถนัดศิลปะ คณิตศาสตร์มันคือจุดอ่อนของพวกเขาอยู่แล้ว”
หลิวเว่ยยังไม่ยอมแพ้ เขาอยากให้เด็กในห้องมีชื่อเสียงบ้าง “วิชานี้มันสำคัญนะ! ใครจะนึกว่าปีนี้คณะศิลป์ยังต้องเรียนแคลคูลัสเข้มข้นขนาดนี้ แถมยังมีการแข่งขัน ‘คณิตศาสตร์โมเดลลิ่งระดับชาติ’ ที่กำลังจะมาถึงอีก”
การแข่งขันนี้เป็นงานระดับอินเตอร์ที่รางวัลล่อใจมาก หากได้เป็นตัวแทนประเทศ ชื่อเสียงและผลตอบแทนจะมหาศาล
หลิวเว่ยฝันอยากให้ห้องตัวเองได้โควตาระดับจังหวัดก็ยังดี แต่ปัญหาคือ... นี่มันคณะศิลป์! เขาจะหวังปาฏิหาริย์จากเด็กกลุ่มนี้ได้จริงๆ หรือ?
อาจารย์สวี่ตบบ่าหลิวเว่ยเบาๆ “อาจารย์หลิว การแข่งโมเดลลิ่งน่ะมันระดับหัวกะทิของประเทศนะ... ผมจะพยายามสอนให้ดีที่สุดแล้วกัน คลาสจะเริ่มแล้ว ผมขอตัวก่อน”
หลิวเว่ยถอนหายใจยาว พลันหันไปเห็นโจวอี้ยืนอยู่ข้างหลัง
วินาทีนั้นเขาถึงกับชะงักไปครู่ใหญ่ด้วยความตะลึงในรูปลักษณ์ที่อัปเกรดจนเต็มแม็กซ์ของโจวอี้
เชี่ยอะไรเนี่ย?! เกิดอะไรขึ้น?
ผ่านไปแค่ไม่กี่สิบนาที ทำไมโจวอี้ถึงหล่อขึ้นจนดูไม่เหมือนมนุษย์เดินดินขนาดนี้?
เขารู้สึกเหมือนมีรัศมีและฟิลเตอร์ฟรุ้งฟริ้งล้อมรอบตัวโจวอี้จนตาเขาแทบพร่า ใบหน้าที่หล่อกว่าโมเดล 3D หรือตัวละครอนิเมะเสียอีก!
หลิวเว่ยที่เป็นชายแท้วัยสามสิบกว่าๆ ถึงกับอึ้งไปหลายสิบวินาทีก่อนจะดึงสติกลับมาได้
เขานึกถึงเรื่องที่โจวอี้ขาดประชุมคลาส จึงแสร้งทำเสียงดุกลบเกลื่อนความประหม่า
“ทำไมไม่เข้าประชุมคลาส? ไปไหนมา? ไม่เห็นประกาศที่ผมส่งไปหรือไง?”
โจวอี้มีความรู้สึกที่ดีต่ออาจารย์คนนี้ จึงส่งยิ้มสุภาพและอธิบายตามแผนที่วางไว้
“อาจารย์ครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ... คือผมไม่เคยบอกใครมาก่อน แต่จริงๆ แล้วผมเป็นเด็กกำพร้าครับ”
หลิวเว่ยอึ้งไปครู่หนึ่ง เขานึกได้ว่าเวลาประชุมผู้ปกครอง โจวอี้มักจะอ้างว่าที่บ้านติดธุระเสมอ เขาไม่นึกเลยว่าความจริงจะเป็นแบบนี้
“เมื่อวานนี้ พ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าของผมเพิ่งตามหาผมจนเจอครับ ที่เมื่อเช้าผมมาไม่ทันเพราะมัวแต่ย้ายของออกจากหอเดิมไปบ้านใหม่น่ะครับ”
พอได้ยินแบบนี้ หลิวเว่ยก็พูดไม่ออก ความโกรธหายไปหมดสิ้น
“...งั้นเหรอ เออๆ วันหลังมีอะไรก็หัดลาให้เป็นกิจลักษณะล่ะ อย่าหายไปเฉยๆ แบบนี้อีก เข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับอาจารย์”
เมื่อเห็นโจวอี้ว่าง่าย หลิวเว่ยก็โบกมือให้เขาเข้าไปในห้อง
ทันทีที่โจวอี้ก้าวเท้าเข้าห้องเรียน สายตาแทบทุกคู่ก็พุ่งตรงมาที่เขา
คลาสคณิตศาสตร์เป็นวิชารวมที่เด็กเอกออกแบบฯ ทั้ง 3 ห้องต้องเรียนด้วยกัน
เสียงซี้ดปากและเสียงกระซิบกระซาบดังระงมไปทั่วห้อง สาวๆ ต่างมองเขาตาไม่กะพริบ
“โอ้มายก๊อด โจวอี้จริงๆ ด้วย... หล่อบ้าหล่อบอขนาดนี้ได้ไง”
“จู่ๆ ฉันก็รู้สึกอิจฉาซูหนิงขึ้นมาซะงั้น”
“ถ้าหน้าแบบนี้ไม่ไปเป็นดาราคือเสียของมากนะแม่!”
“หล่อลากไส้ขนาดนี้ คลีนิกศัลยกรรมคงต้องเอาหน้าเขาไปเป็นแม่แบบคนใหม่แน่ๆ”
โจวอี้ทำเป็นไม่สนใจสายตาเหล่านั้นและเดินกลับไปนั่งที่เดิม
จางอู่ที่นั่งข้างๆ ส่งสายตาเย็นชาใส่เขา ยิ่งได้เห็นความหล่อของโจวอี้ในระยะประชิด ความอิจฉาก็ยิ่งพุ่งปรี๊ดจนเก็บไม่อยู่
“เหอะ... ได้ใจสิที่มีสาวๆ รุมล้อมแบบนี้ เรื่องที่เมื่อก่อนแกไม่เคยแม้แต่จะฝันถึงเลยนี่นา”
ท่าทางขี้อิจฉาของจางอู่ดูตลกมากในสายตาโจวอี้
โจวอี้หัวเราะออกมาเบาๆ “ก็รู้สึกดีนะ เสียดายที่นายคงไม่มีโอกาสได้สัมผัสความรู้สึกแบบนี้บ้าง”
ปกติถ้าโจวอี้ทำหน้านิ่งๆ เขาจะดูเย็นชาและเข้าถึงยาก แต่พอเขายกยิ้มขึ้นมาเพียงนิดเดียว ต่อให้เป็นยิ้มเยาะเย้ย แต่มันกลับดูมีเสน่ห์จนใจสั่น
แชะ!
เสียงชัตเตอร์กล้องดังขึ้นมาจากด้านหลัง
“ว้าย! ลืมปิดเสียง!” เสียงอุทานแผ่วเบาดังตามมา
โจวอี้หันไปมอง สาวๆ แถวหลังรีบก้มหน้าหลบตากันเป็นแถบ
จางอู่โกรธจนสั่น โจวอี้คนปัจจุบันฝีปากกล้าขึ้นมากจนเขาเถียงไม่ชนะ
เมื่อล้อเรื่องหน้าตาไม่ได้แล้ว เขาจึงหันไปโจมตีจุดอ่อนเดิมของโจวอี้ทันที
“หึ! อย่าคิดว่าหล่อแล้วจะเปลี่ยนใจซูหนิงได้นะ ผู้หญิงระดับนั้นเขาไม่มองแค่หน้าตาหรอก ด้วยเกรดห่วยๆ ของแก สอบคราวหน้าก็คงได้ที่โหล่ของห้องเหมือนเดิมนั่นแหละ!”