- หน้าแรก
- คัมภีร์หล่อหลอมวีรชน ตำนานที่ข้าเขียนด้วยเลือด
- บทที่ 5 ดาบของฉัน จงฟาดฟันนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป
บทที่ 5 ดาบของฉัน จงฟาดฟันนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป
บทที่ 5 ดาบของฉัน จงฟาดฟันนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป
【คุณทิ้งเอโดะอันเจิดจรัสไว้เบื้องหลัง และก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความโกลาหล】
【เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความโกลาหลอย่างเป็นทางการ และยังไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่ชัด คุณจึงกลายเป็นนักดาบโรนินพเนจร】
【เป็นตาย รื่นเริง โศกเศร้า ใช้ชีวิตดั่งความฝันอันมัวเมา... เป็นครั้งแรกในการเดินทางที่คุณได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายอันลึกซึ้งของสิ่งที่บันทึกทางประวัติศาสตร์ได้อธิบายไว้ ซากศพเกลื่อนกลาดไปทั่วท้องทุ่ง ผู้คนเป็นดั่งมดปลวก ชีวิตไร้ค่าดั่งผืนหญ้า】
หมู่เกาะในช่วงปลายยุคบะคุฟุเป็นยุคสมัยที่วุ่นวายอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าในพื้นที่สำคัญอย่างเอโดะ มันกลับเป็นเหมือนยุคทองอันเจริญรุ่งเรือง
นั่นเป็นเพราะหมู่เกาะในเวลานั้นใช้นโยบายปิดประเทศ ซึ่งทำให้ความขัดแย้งภายนอกทั้งหมดดูเหมือนจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพื้นที่อย่างเอโดะเลย
แม้ว่ามู่หยวนจะรู้มาตลอดว่ายุคสมัยนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่มันก็จนกระทั่งวันนี้แหละที่เขาได้มาเห็นมันด้วยตาตัวเองในที่สุด
ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัดที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของมู่หยวน คือภาพศพที่ไร้คนฝังพร้อมกับกองเลือดที่แห้งกรัง กระดูกสีขาวโพลนที่ถูกทิ้งไว้กลางป่าเขา และเสียงโหยหวนอันน่าเวทนาของวิญญาณเร่ร่อนที่ถูกปรักปรำในยามค่ำคืน
ผ่านทางความทรงจำที่ถูกฉายออกมา เขาดำดิ่งลงไปในนั้นและได้เห็นมันด้วยตาของเขาเอง
【คุณได้เป็นประจักษ์พยานให้กับทุกสิ่งตรงหน้า จิตใจของคุณสั่นสะท้าน คุณเดินต่อไปเป็นเวลานานและในที่สุดก็หยุดพักที่หมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่ง】
【เนื่องจากผู้เฒ่าในหมู่บ้านเห็นคุณพกดาบคาตานะ เขาจึงคุกเข่าลงตรงหน้าคุณและขอร้องให้คุณช่วยกำจัดพวกโจรป่าพร้อมกับช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกลักพาตัวไป】
【หมู่บ้านนี้ยากจนและไม่สามารถให้เงินได้มากนัก มิฉะนั้นพวกเขาก็คงไม่ยึดติดกับความหวังอันริบหรี่ ด้วยการมาขอร้องคนอย่างคุณที่ดูยังเด็กและไร้ประสบการณ์ สำหรับเรื่องนี้ คุณจึงเลือกที่จะ...】
【A: ตอบรับคำขอร้อง, B: ปล้นชาวบ้าน, C: เมินเฉยแล้วจากไป, D: ลงมือจัดการด้วยตัวเอง】
มู่หยวนมองดูตัวเลือกเหล่านั้นและไม่ได้ลังเลอยู่นานนักก่อนจะตัดสินใจเลือกตอบรับคำขอร้องโดยตรง
ยังไงซะ เขาก็ออกจากโรงฝึกมาเพื่อสร้างชื่อเสียงอยู่แล้ว
และเพื่อค้นหาจิตแห่งดาบของตัวเองด้วย
ทว่า... ฉันจะฆ่าคนงั้นเหรอ?
มู่หยวนกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ พลางนึกย้อนไปถึงสิ่งที่อาจารย์คอนโด้ ชูสุเกะ เคยพูดเอาไว้
【คุณตอบรับคำขอร้องของชาวบ้าน และด้วยความคิดที่ว่าต้องไม่นิ่งดูดายเมื่อเผชิญกับปัญหา คุณจึงเลือกที่จะเป็นฝ่ายเริ่มลงมือ โดยบุกเข้าไปในรังโจรโดยตรงในคืนนั้นเลย】
【ด้านใน คุณได้ยินเสียงหัวเราะอย่างได้ใจของพวกโจรและเสียงร้องไห้คร่ำครวญของผู้หญิงที่ถูกลักพาตัวไป และในคืนนั้น คุณก็ได้กวาดล้างกลุ่มโจรพวกนี้จนสิ้นซาก】
【คุณได้ฆ่าคน นี่คือการฆ่าครั้งแรกของคุณ แต่คุณกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นหรืออึดอัดใจเลย ทุกอย่างให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมาก】
...เอ๊ะ?
มู่หยวนชะงักไป
นี่มัน จบลงง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ?
โดยจิตใต้สำนึก มู่หยวนก็วางมือลงบนข้อความนั้น
ทันใดนั้น ความทรงจำที่ถูกฉายออกมาก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวของมู่หยวน มู่หยวนมองเห็นฉากเหตุการณ์ในรังโจร พวกโจรที่กำลังข่มขืนและเข่นฆ่าผู้หญิงที่ถูกลักพาตัวมาอย่างป่าเถื่อน กำลังดื่มเหล้าเมายายะ และจากนั้นก็เป็นตัวเขาเองที่กำลังตวัดดาบเข่นฆ่าพวกมัน
ด้วยเหตุนี้ มู่หยวนจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมคำอธิบายในข้อความถึงดูราบรื่นและง่ายดายนัก
เพราะพวกมันช้าเกินไป... แม้ว่าพวกโจรเหล่านี้จะเป็นอาชญากรที่สิ้นหวัง และแม้ว่านี่จะเป็นการฆ่าครั้งแรกของมู่หยวน แต่การจับดาบและการฟาดฟันของพวกมันนั้นช่างเชื่องช้าเหลือเกินเมื่อเทียบกับร่างจำลองของวาตานาเบะ มู่หยวน
ในชั่วพริบตาที่เขาตวัดดาบ เขามีวิธีที่จะฆ่าพวกมันได้เป็นร้อยวิธีด้วยซ้ำ
【คุณช่วยเหลือชาวบ้านออกมาแต่ไม่ได้หยิบเงินไปเลยแม้แต่แดงเดียว และคุณยังคืนเงินทั้งหมดที่พบในรังโจรให้อีกด้วย】
【คุณไม่มีความสนใจในเรื่องเงินตรา เพราะเป้าหมายของคุณคือชื่อเสียงต่างหาก】
【ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงได้ยินเรื่องนี้ จึงลองส่งคำร้องขอความช่วยเหลือมาให้คุณ ซึ่งคุณก็ตอบรับทั้งหมด】
【คุณกวัดแกว่งดาบในมือ และในเวลาเพียงไม่นาน คุณก็จัดการกับความวุ่นวายในพื้นที่โดยรอบได้จนหมด ทำให้ศัตรูต้องสั่นสะท้านเพียงแค่ได้ยินชื่อของคุณ】
【ยิ่งไปกว่านั้น คุณไม่เพียงแต่จะไม่รับเงินแม้แต่แดงเดียว แต่คุณยังไม่เคยแตะต้องผู้หญิงเลยด้วยซ้ำ... หึ สิ่งใดที่เป็นอุปสรรคต่อการชักดาบ คุณล้วนรังเกียจพวกมันทั้งสิ้น!】
【ชื่อของคุณเริ่มแพร่สะพัดไปในหมู่ชาวบ้านทีละน้อย】
เมื่อสัมผัสได้ถึงความทรงจำที่ร่างจำลองส่งมาให้ มู่หยวนก็อดไม่ได้ที่จะค่อยๆ พ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา เขารู้สึกได้ว่าทั้งร่างกายและจิตใจปลอดโปร่งขึ้น
แม้ว่านี่จะเป็นเพียงการจำลองเหตุการณ์ แต่ความทรงจำจากร่างจำลองก็มักจะทำให้มู่หยวนลืมเรื่องนั้นไป ราวกับว่าเขาได้กลายเป็นวาตานาเบะ มู่หยวนจริงๆ และกำลังก้าวเดินอยู่ในยุคสมัยนี้
ดังนั้น ความเสื่อมโทรมของยุคสมัยที่มู่หยวนได้พบเห็นระหว่างการเดินทาง ภาพของผู้คนที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากภัยพิบัติต่างๆ สูญเสียบ้านเรือนหรือคนรักไป มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดและหนักอึ้งในใจ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นพ่อพระก็ตาม
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในวันนั้น มู่หยวนถึงได้ตวัดดาบเป็นครั้งแรกโดยไร้ซึ่งความลังเลใดๆ และพรากชีวิตของพวกโจรภูเขาเหล่านั้นไป
แม้จะเป็นเพียงดาบที่สับสนและไร้ซึ่งจิตแห่งดาบ แต่มันก็เพียงพอแล้วที่จะสังหารพวกมัน
“อย่างไรก็ตาม การกระทำของคุณได้ไปขัดขวางเส้นทางทำเงินของคนบางกลุ่มเข้าอย่างไม่ต้องสงสัย”
“ผู้มีอิทธิพลในเมืองเล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับหมู่บ้านเหล่านี้มากที่สุดเริ่มกดดันคุณ และบางคนถึงขั้นแอบส่งนักฆ่ามาลอบสังหารคุณ!”
มู่หยวนที่วางมืออยู่บนข้อความอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อย
ฉากรอบตัวเขาเปลี่ยนไปอีกครั้ง กลายเป็นสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยการซุ่มโจมตีและอันตรายที่แฝงตัวอยู่
โชคดีที่มู่หยวนมีพรสวรรค์ 'ตาแห่งจิต' ดังนั้นแม้ว่าในช่วงแรกเขาจะได้รับบาดเจ็บอยู่บ้างเนื่องจากขาดประสบการณ์ จนถึงขั้นมีรอยแผลเป็นบนใบหน้า แต่ท้ายที่สุดเขาก็สามารถเอาตัวรอดจากทุกอันตรายมาได้
“ไอ้พวกนี้!” เมื่อสัมผัสได้ถึงความทรงจำที่ส่งผ่านมาตากร่างจำลอง มู่หยวนก็รู้สึกเดือดดาลขึ้นมาตามธรรมชาติ เขาอินไปกับประสบการณ์เหล่านั้นอย่างเต็มที่
“และในเวลานี้เอง สมาชิกในตระกูลของคุณที่ได้ยินข่าวก็เดินทางมาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้คุณกลับไปที่ตระกูล คุณปฏิเสธ พวกเขาจึงพยายามใช้ดาบเพื่อบังคับคุณกลับไป แต่แม้จะมากันหลายคน ก็ไม่มีใครสู้คุณได้เลย”
“ท้ายที่สุด ปรมาจารย์ดาบอาวุโสจากตระกูลก็มาปรากฏตัวต่อหน้าคุณ เขาพูดคุยกับคุณตลอดทั้งคืน ประเมินความแข็งแกร่งในปัจจุบันของคุณ และเมื่อรู้ว่าคุณกำลังค้นหาจิตแห่งดาบของตัวเอง เขาก็เลือกที่จะสนับสนุนคุณอย่างไม่ลังเล”
“และในคืนนั้นเอง ปรมาจารย์ดาบอาวุโสผู้นั้นก็นำพาสมาชิกตระกูลพาคุณบุกเข้าไปในเมืองโดยตรง และลงมือสังหารพวกผู้มีอิทธิพลที่มีความแค้นกับคุณจนหมดสิ้น”
“นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครสามารถขัดขวางการกวัดแกว่งดาบของคุณได้อีก”
“ดาบของคุณ และวีรกรรมของคุณ โด่งดังไปทั่วทั้งเอโดะ!”
เอ๊ะ นี่มัน...
เมื่อวางมือลงบนข้อความและเห็นว่าพวกผู้มีอิทธิพลที่เคยสร้างปัญหาให้เขาต้องมาตายด้วยน้ำมือของเขาได้อย่างไร มู่หยวนก็อดไม่ได้ที่จะชะงักไปชั่วครู่
จากนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความรู้สึกทึ่ง “นี่สินะข้อดีของการมีเส้นสายเบื้องหลัง!”
“กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปสามปี ชื่อเสียงของคุณโด่งดังมากขึ้น และพื้นที่โดยรอบก็สงบสุขยิ่งขึ้น ไม่เพียงแค่นั้น เมื่อได้ยินวีรกรรมของคุณ ผู้คนมากมายก็เริ่มเดินทางมาติดตามคุณ จนค่อยๆ ก่อตัวเป็นขุมกำลังเล็กๆ ขึ้นมา”
“ในโลกที่วุ่นวายใบนี้ คุณได้สร้างดินแดนสงบสุขแห่งอุดมคติขึ้นมาด้วยความแข็งแกร่งของคุณเอง!”
“อย่างไรก็ตาม ในฐานะคนที่แสวงหาการสร้างวีรกรรมเพื่อที่จะได้ก้าวขึ้นเป็นวีรชน ตามธรรมชาติแล้วคุณจึงเริ่มมีความคิดที่จะออกเดินทาง”
“ในตอนนั้นเอง โอคิตะ โซจิ ก็ส่งจดหมายมาหาคุณ และคุณก็ได้รู้ว่าดูเหมือนจะมีจอมปีศาจปรากฏตัวขึ้นที่เกียวโต”
“คุณไม่เคยเห็นปีศาจมาก่อน ดังนั้นคุณจึงรู้สึกสนใจและตัดสินใจที่จะไปที่นั่น”
ในช่วงปลายของยุคสิ่งลี้ลับสมัยใหม่ ปีศาจแทบจะสูญพันธุ์ไปจากโลกหมดแล้ว
ดังนั้น แม้ว่ามันอาจจะเป็นแค่ข่าวลือ แต่มู่หยวนก็ย่อมไม่พลาดโอกาสที่จะได้ทิ้งตำนานการปราบปีศาจเอาไว้
“ตอนที่คุณออกเดินทาง คุณตั้งใจจะจากไปอย่างเงียบๆ แต่ผิดคาด คุณกลับทำให้คนอื่นตื่นตัว ผู้คนรอบข้างพยายามรั้งคุณไว้แต่ก็ไม่เป็นผล พวกเขาจึงจำใจต้องกระจายข่าวออกไป โดยหวังว่าจะมีใครสักคนรั้งคุณไว้ได้”
“แต่ความตั้งใจของคุณนั้นแน่วแน่ คนอื่นจะมาสั่นคลอนได้อย่างไร?”
“และในวันเดินทาง คุณก็ได้รับการยกย่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต... ในวันนั้น ทุกคนในเมืองต่างหยุดพักจากหน้าที่การงานเพื่อมาส่งคุณ”
“พวกเขาไม่ได้อ้อนวอนให้คุณอยู่ต่อ พวกเขาเพียงแค่แสดงความขอบคุณผ่านการกระทำนี้”
“และที่ปลายสุดของถนนสายนี้ คุณได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยมากมาย พวกเขาล้วนเป็นผู้ที่เคยได้รับความเมตตาและถูกคุณช่วยเหลือเอาไว้ในช่วงสองปีที่ผ่านมา”
“วันนี้ พวกเขาคุกเข่าลงข้างทาง เพียงเพื่อจะกล่าวคำอำลาคุณ”
มู่หยวนตกตะลึง
เขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความตกตะลึงที่แผ่ออกมาจากร่างจำลองในวินาทีนั้น!
ขณะที่ความทรงจำของร่างจำลองถูกถ่ายทอดผ่านข้อความ มู่หยวนได้เห็นภาพคนทั้งเมืองในเมืองเล็กๆ แห่งนั้นออกมาส่งเขา
และในหมู่คนเหล่านั้น มีใบหน้าที่คุ้นเคยอยู่มากมายเหลือเกิน
ในวินาทีนี้ อารมณ์ความรู้สึกประหลาดก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของมู่หยวน
มนุษย์ไม่ใช่ท่อนไม้ จะไร้ความรู้สึกได้อย่างไร?
แม้ว่าทุกสิ่งที่มู่หยวนทำมาจนถึงตอนนี้จะเป็นไปเพื่อตัวเขาเองก็ตาม
เพื่อชื่อเสียงของเขา เพื่อฝากฝังร่องรอยไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ เพื่อที่จะได้ถูกบันทึกไว้ในคู่มือฝึกฝนวีรชนและบรรลุสถานะการเป็นวีรชน
แต่เมื่อต้องเผชิญกับภาพตรงหน้า จิตใจของมู่หยวนจะไม่หวั่นไหวได้อย่างไร!
“...เอาล่ะ”
ดังนั้น มู่หยวนจึงคลี่ยิ้มออกมา
และในวินาทีที่เขาก้าวเดินออกจากประตูเมือง จิตแห่งดาบที่น่าสะพรึงกลัวและยากจะสะกดกลั้น ซึ่งผสมปนเปไปกับกลิ่นคาวเลือดที่สั่งสมอยู่ในตัวมู่หยวนตลอดสองปีที่ผ่านมาจากการเข่นฆ่า ก็ได้สลายหายไปในวันนี้
“ให้มันเป็นไปตามนี้แหละ”
มู่หยวนยิ้มและกล่าวว่า “ดาบของฉัน... จะถูกกวัดแกว่งเพื่อสิ่งนี้”