- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 343 สถานการณ์ตึงเครียด
ตอนที่ 343 สถานการณ์ตึงเครียด
ตอนที่ 343 สถานการณ์ตึงเครียด
สามหน่วยจากต่างดินแดนกำลังรอคอยการเปิดออกของแดนลับฉวง
เหยียนเหยา หัวหน้าหน่วยถูเซียน กวาดสายตามองหน่วยซิวหลัวอย่างแฝงความนัย หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า
"พวกเจ้าช่างดวงแข็งเสียจริง หากไม่ได้เฟิงสิงและจ้วนเซิงเทียนออกหน้ารับเคราะห์แทน พวกเจ้าจะยังมายืนอยู่ตรงนี้ได้หรือ?"
เสิ่นเยียนช้อนตาขึ้น
"ที่เจ้าพูดเช่นนี้มีจุดประสงค์อันใด?"
"ฟังไม่ออกงั้นหรือ?"
เหยียนเหยาหัวเราะ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง
"แม้ข้าจะหาหลักฐานไม่ได้ แต่ตอนอยู่ในจิ้นซวี ข้ามองเห็นอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ว่าเฟิงสิงต้องรู้จักกับเจ้าอย่างแน่นอน และเขาก็กำลังรับบาปแทนเจ้าอยู่"
เสิ่นเยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"แม้แต่หลักฐานก็ยังไม่มี นั่นก็คือการกล่าวหาลอยๆ"
เหยียนเหยาจ้องมองนางด้วยแววตาเย็นเยียบ น้ำเสียงเย้ยหยัน
"ใช่หรือไม่ ในใจเจ้าย่อมรู้ดีที่สุด"
อวี๋ฉางอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย คล้องแขนเสิ่นเยียนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแอ
"น้องเยียนเยียน พี่สาวเหยียนเหยาผู้นี้ตั้งตนเป็นศัตรูกับเจ้ามากเหลือเกิน หากใครไม่รู้คงนึกว่าเจ้ามีความแค้นกับนางเป็นแน่! ว่าแต่ พี่สาวเหยียนเหยา ในเมื่อท่านไม่มีหลักฐานมายืนยัน นั่นก็เท่ากับเป็นการใส่ร้ายพวกเรา พวกเราไปทำให้ท่านขุ่นข้องหมองใจตรงที่ใดกัน?"
สิ้นประโยคนี้ ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็มองไปยังเหยียนเหยาด้วยสีหน้าแฝงความนัย
เมื่อเหยียนเหยาเห็นเช่นนั้น สีหน้าก็แข็งค้างไป
นางมองไปยังใบหน้างดงามของอวี๋ฉางอิงพลางแค่นเสียงเย็นชาในใจ แต่ภายนอกยังคงรักษาสีหน้าเยือกเย็นเอาไว้ แล้วเอ่ยว่า
"ข้าก็แค่พูดไปตามเนื้อผ้าเท่านั้น"
"โอ้ พูดไปตามเนื้อผ้าหรือ?"
อวี๋ฉางอิงลากเสียงยาว ใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เหยียนเหยารู้สึกว่าน้ำเสียงการพูดของนางช่างน่าสะอิดสะเอียนเหลือเกิน
นางตวัดสายตาเย็นชาปรายมองอวี๋ฉางอิง หวังจะข่มขวัญอีกฝ่าย แต่คาดไม่ถึงว่าจู่ๆ อวี๋ฉางอิงจะน้ำตาคลอเบ้า เกาะแขนเสิ่นเยียนด้วยท่าทีน้อยอกน้อยใจ น้ำเสียงอ่อนแอเสียจนทำให้ผู้คนอยากจะทะนุถนอมปกป้อง
"น้องเยียนเยียน ข้าพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า? พี่สาวเหยียนเหยากำลังถลึงตาใส่ข้า น่ากลัวเหลือเกิน ต่อไปข้าไม่กล้าพูดจาล่วงเกินพี่สาวอีกแล้ว"
"เจ้า!"
สีหน้าของเหยียนเหยาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
น้ำเสียงของเหยียนเหยาในยามนี้ เมื่อเทียบกับน้ำเสียงของอวี๋ฉางอิงแล้ว ดูดุดันและแข็งกร้าวเกินไปเสียหน่อย
"เหยียนเหยา เจ้าก็พอแค่นี้เถอะ"
ในตอนนั้นเอง คนในหน่วยของสำนักศึกษาแดนกลางที่กำลังจะเข้าสู่แดนลับ 'ฉวง' เช่นเดียวกันก็เอ่ยปากขึ้น
พวกเขายืนดูงิ้วฉากนี้มาตั้งนานแล้ว
รู้สึกเพียงว่าท่าทีของเหยียนเหยานั้นวางอำนาจบาตรใหญ่ทะนงตนจนเกินไป เอะอะก็ใส่ความหน่วยซิวหลัว
เหยียนเหยาหน้าเขียวคล้ำ นางถลึงตาใส่อวี๋ฉางอิงทีหนึ่ง แล้วกล่าว
"ช่างเป็นฝีปากที่คมคายเสียจริง"
"พี่เหยา อย่าไปสนใจพวกเขาเลย ท่านระงับโทสะก่อนเถอะ"
คนของหน่วยถูเซียนรีบเกลี้ยกล่อม พวกเขาเกรงว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป จะทำให้ชื่อเสียงของหน่วยถูเซียนต้องมัวหมอง
ท้ายที่สุดแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าหน่วยซิวหลัวเป็นฝ่ายได้เปรียบ
เหยียนเหยาแค่นเสียงฮึดฮัดเย็นชา และไม่สนใจหน่วยซิวหลัวอีก
ทางด้านหน่วยไก้ซื่อที่รักษาความเงียบมาโดยตลอด เมื่อเห็นเช่นนี้ก็หันมาสบตากัน พวกเขาไม่ต้องการแกว่งเท้าหาเสี้ยนในช่วงเวลานี้
สือจ้าน หัวหน้าหน่วยไก้ซื่อมองเสิ่นเยียนอย่างครุ่นคิด ประกายตาไหววูบ ก่อนที่เขาจะถอนสายตากลับไปก่อนที่เสิ่นเยียนจะรู้ตัว
ในระหว่างที่รอแดนลับฉวงเปิดออก ศิษย์สำนักศึกษาแดนกลางที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก็ซุบซิบนินทากันเบาๆ
"ได้ยินมาว่า ตอนนี้สมาพันธ์กุยหยวนกับจ้วนเซิงเทียนกำลังบาดหมางกันอย่างหนัก! ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ สองขุมกำลังนี้อาจจะทำสงครามกันก็เป็นได้"
"ข้าได้ยินผู้อาวุโสในตระกูลบอกมาว่า สมาพันธ์กุยหยวนได้ดึงเซิ่งเป่าและซานชิงเต้ามาเป็นพวกแล้ว ส่วนจ้วนเซิงเทียนก็ดึงเทียนเหมินมาเป็นพวก ตอนนี้มีเพียงสำนักศึกษาแดนกลางของพวกเราที่ยังวางตัวเป็นกลาง"
"เหตุใดจ้วนเซิงเทียนถึงไม่ยอมส่งตัวเฟิงสิงออกมาเล่า?"
"นั่นย่อมเกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรีของจ้วนเซิงเทียนน่ะสิ! ได้ยินว่าเรื่องที่ผู้อาวุโสใหญ่ของสมาพันธ์กุยหยวนถูกลอบสังหารเมื่อหลายวันก่อน ก็เกี่ยวข้องกับจ้วนเซิงเทียน"
"ขุมกำลังของสมาพันธ์กุยหยวนแผ่ขยายไปทั่วทวีปกุยหยวน หากมีเรื่องกันจริงๆ ข้าคิดว่าโอกาสที่จ้วนเซิงเทียนจะพ่ายแพ้มีสูงกว่ามาก!"
"ทางฝั่งจ้วนเซิงเทียนยังมีเทียนเหมินอยู่ไม่ใช่หรือ?"
"เทียนเหมินหรือ?"
ศิษย์ผู้นั้นหัวเราะอย่างมีความหมายแฝง
"เทียนเหมินก่อตั้งมาสั้นที่สุด รากฐานก็ตื้นเขินที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อไม่มีเสิ่นเทียนเหมินคอยประจำการปกป้อง เทียนเหมินย่อมเป็นขุมกำลังที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาหกขุมกำลังสูงสุดอย่างแน่นอน"
"เสิ่นเทียนเหมินหายสาบสูญไป หรือว่าตายไปแล้วกันแน่?"
"ใครจะไปรู้ล่ะ"
"ได้ยินมาว่าอีกไม่กี่วัน ผู้นำสมาพันธ์กุยหยวนจะจัดงานศพให้เซี่ยโหวเหว่ยอย่างยิ่งใหญ่ และยังเชิญขุมกำลังใหญ่ต่างๆ มาร่วมงานด้วย ทำไมข้าถึงรู้สึกว่านี่คือสัญญาณของควันปืนที่คลุ้งกระจาย ถึงตอนนั้นต้องเกิดพายุโลหิตนองเลือดแน่ๆ พวกเราที่เป็นแค่คนตัวเล็กๆ รีบหลบเข้าไปในแดนลับเพื่อลี้ภัยก่อนดีกว่า จะได้ไม่ชักศึกเข้าบ้าน"
"พวกเจ้าเคยได้ยินเรื่องนิกายเทียนฟางแห่งแดนตะวันตกหรือไม่?"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สีหน้าของเผยอู๋ซูก็เคร่งเครียดขึ้น มือที่อยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่นขึ้นเล็กน้อย
คนในหน่วยซิวหลัวต่างก็มีสีหน้ามืดครึ้มลง
"ย่อมต้องเคยได้ยินสิ นั่นไม่ได้ถูกสมาพันธ์กุยหยวนกวาดล้างไปแล้วหรอกหรือ?"
"นิกายเทียนฟางยังมีคนที่ยังไม่ตายอยู่ คนหนึ่งคือนายน้อยนิกายเทียนฟาง เผยซู่ อีกคนคือบรรพชนไท่ซุ่ยแห่งนิกายเทียนฟาง ตอนนี้ทั่วเมืองแดนกลางลือกันให้แซดว่า สมาพันธ์กุยหยวนประกาศกร้าวกลางงานศพของเซี่ยโหวเหว่ย ว่าจะจับบรรพชนไท่ซุ่ยมาแยกชิ้นส่วน เพื่อให้ตายตกตามไปรับใช้เซี่ยโหวเหว่ย"
สีหน้าของเผยอู๋ซูเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ม่านตาของเขาหดเกร็งวูบ
บรรพชนไท่ซุ่ย...
ในขณะที่ลมหายใจของเผยอู๋ซูเริ่มปั่นป่วน เสิ่นเยียนก็คว้าแขนของเขาเอาไว้ แล้วส่งเสียงผ่านปราณ "ใจเย็นลงก่อน"
ริมฝีปากของเผยอู๋ซูซีดเผือด เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะข่มอารมณ์ของตนเองเอาไว้
ศิษย์สำนักศึกษาแดนกลางยังคงวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป
"โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้เชียว? สมาพันธ์กุยหยวนกับนิกายเทียนฟางแห่งแดนตะวันตกมีความแค้นอันใดกันแน่ ถึงทำให้สมาพันธ์กุยหยวนลงมือโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้?"
"ก่อนหน้านี้มีคนของสมาพันธ์กุยหยวนถูกฆ่าตายไปมากมาย ฆาตกรก็คือเผยซู่ นายน้อยนิกายเทียนฟาง ดังนั้นสมาพันธ์กุยหยวนจึงไม่มีทางปล่อยเผยซู่ไปแน่ เพราะเหตุนี้ การที่สมาพันธ์กุยหยวนให้บรรพชนไท่ซุ่ยแห่งนิกายเทียนฟางตายตกตามไปรับใช้เซี่ยโหวเหว่ย ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นกับดักที่วางเอาไว้เพื่อล่อให้เผยซู่ปรากฏตัว"
"แล้วเผยซู่อะไรนั่นจะติดกับดักหรือเปล่า?"
"ใครจะไปรู้ล่ะ แต่ได้ยินมาว่าบรรพชนไท่ซุ่ยผู้นั้นเป็นอาจารย์สอนวิชากระบี่ของเผยซู่ ความผูกพันก็น่าจะลึกซึ้งพอสมควรนะ"
"ไป ก็มีแต่ตายลูกเดียว ไม่ไป ก็อาจจะรู้สึกผิดบาปในใจ ช่างตัดสินใจยากเสียจริง" มีคนถอนหายใจ
และในเวลานี้ เผยอู๋ซูมีสีหน้าเย็นชา ในดวงตาดำขลับราวกับมีอารมณ์อันมืดมิดและข้นคลั่กกำลังพวยพุ่ง แฝงด้วยจิตสังหารอันเยียบเย็น
เสิ่นเยียนมองไปยังเผยอู๋ซู ส่งเสียงผ่านปราณ
"นี่เป็นกับดักอย่างเห็นได้ชัด"
เป็นกับดักที่วางเอาไว้เพื่อล่อเผยซู่ออกมาโดยเฉพาะ
เผยอู๋ซูหลุบตาลง ตกอยู่ในความเงียบงัน
เสิ่นเยียนวิเคราะห์ผ่านการส่งเสียงด้วยความเยือกเย็น
"ก่อนหน้านี้เจ้าเคยบอกพวกเราว่า ที่เจ้ามายังแดนกลาง ก็เพื่อสืบหาความจริงว่าบรรพชนไท่ซุ่ยเต็มใจรั้งอยู่ที่สมาพันธ์กุยหยวนหรือไม่? หากเขาเต็มใจ ก็มีความเป็นไปได้หนึ่งคือเขามีความจำเป็นที่ไม่อาจบอกใครได้ ส่วนอีกความเป็นไปได้หนึ่งก็คือเขาทรยศนิกายเทียนฟางของพวกเจ้า หากเขาไม่เต็มใจ นั่นก็หมายความว่าเขาถูกบังคับให้รั้งอยู่เพื่อทำเรื่องให้สมาพันธ์กุยหยวน เจ้าคุ้นเคยกับบรรพชนไท่ซุ่ย เจ้าคิดว่าน่าจะเป็นไปได้อย่างไหนล่ะ?"
ในใจของเผยอู๋ซูมีคำตอบหนึ่งผุดขึ้นมาลางๆ แล้ว
คนในหน่วยซิวหลัวต่างก็เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของเขาอยู่ตลอดเวลา พวกเขาไม่ได้ส่งเสียงรบกวนความคิดของเขา
ในตอนนั้นเอง ทางเข้าของแดนลับฉวงก็เปิดออกแล้ว
เผยอู๋ซูค่อยๆ ช้อนตาขึ้น แววตาลึกล้ำ ดุจดังน้ำในทะเลสาบอันลึกซึ้ง ทำให้ผู้คนยากจะคาดเดาถึงอารมณ์และความตั้งใจที่ซ่อนอยู่ภายใน
"พวกเราเข้าแดนลับกันเถอะ"