- หน้าแรก
- วายร้ายบัญชาสวรรค์ ขอโทษทีที่ลูกน้องผมโหดเกินไปหน่อย
- บทที่ 49 - ไม้ตายสุดท้าย
บทที่ 49 - ไม้ตายสุดท้าย
บทที่ 49 - ไม้ตายสุดท้าย
บทที่ 49 - ไม้ตายสุดท้าย
ฉินเซียวประเมินความโหดเหี้ยมของเจี่ยสวี่ต่ำเกินไปจริงๆ
ตอนที่เขาเดินทางไปร่วมงานประมูลที่หอการค้าสราญรมย์ เจี่ยสวี่ก็ได้ไปสำรวจเส้นทางขากลับที่ต้องเดินผ่านเอาไว้แล้วรอบหนึ่ง
เขารู้ดีว่าวัดหานซุ่ยคือทางผ่านเดียวที่จะกลับจวนได้ และยังเป็นจุดที่เหมาะแก่การดักซุ่มโจมตีฉินเซียวมากที่สุด
เพื่อรับประกันความปลอดภัยของฉินเซียว เขาจึงสั่งให้หนิงหย่วนซานคอยจับตาดูวัดหานซุ่ยอยู่อย่างลับๆ
เมื่อสองชั่วยามก่อน ทหารฝีมือดีห้าร้อยนายอาศัยความมืดลอบเข้าไปในวัดหานซุ่ย เจี่ยสวี่รู้ทันทีว่าคนพวกนี้มาเพื่อจัดการกับฉินเซียว
ดังนั้นเขาจึงนำยาพิษที่อิ๋งโกวปรุงขึ้นไปมอบให้ไป๋เฟิ่ง เพื่อให้ไป๋เฟิ่งควบคุมฝูงนกไปโปรยยาพิษลงทั่ววัดหานซุ่ย
ยาพิษชนิดนี้ในสถานการณ์ปกติจะไม่ออกฤทธิ์ แต่เนื่องจากในสระน้ำของวัดหานซุ่ยปลูกดอกบัวเอาไว้เต็มไปหมด เมื่อละอองเกสรดอกบัวทำปฏิกิริยากับยาพิษชนิดนี้ มันก็จะกลายเป็นยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลกหล้า
ทหารระดับหัวกะทิห้าร้อยนายจึงถูกวางยาพิษตายเกลี้ยงอย่างเงียบเชียบเช่นนี้เอง
หลังจากนั้นลิโป้ก็นำทัพบุกเข้าไปในวัดหานซุ่ย แล้วนำศพของทหารรับจ้างทั้งห้าร้อยนายไปซ่อนไว้ในกุฏิที่ว่างเปล่า
พร้อมกับให้กองทหารม้าหมาป่าเพลิงทั้งสามร้อยนายเปลี่ยนมาสวมชุดเกราะของทหารพวกนั้นแทน
หลังจากจบงานประมูล พวกเย่หลิงอวิ๋นที่รีบร้อนเดินทางมาถึงวัดหานซุ่ย เมื่อเห็นว่าทหารทุกนายต่างก็ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบในมุมมืด จึงไม่ได้เข้าไปตรวจสอบให้ละเอียด
จึงทำให้เกิดสถานการณ์เช่นในตอนนี้ขึ้น
เพียงแต่วิธีการนี้มันออกจะโหดเหี้ยมเกินไปหน่อย
เจี่ยสวี่สามารถใช้ยาพิษทำให้พวกมันสลบไปก่อนแล้วค่อยจับไปขังไว้ชั่วคราวก็ได้ ไม่เห็นมีความจำเป็นจะต้องฆ่าพวกมันให้ตายเลยสักนิด
แต่เจี่ยสวี่ก็ยังคงเลือกใช้วิธีที่รุนแรงที่สุด นั่นคือการฆ่าล้างบางไม่ให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!
วิธีการแบบนี้ แม้แต่สิบสองพญาอินทรีแห่งจวนองค์รัชทายาทที่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนก็ยังต้องอกสั่นขวัญแขวน ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว
"คุณชายเย่ ขออภัยด้วยนะ กองกำลังทหารในมือของเจ้าถูกข้าใช้ยาพิษสังหารจนหมดเกลี้ยงแล้ว ตอนนี้เจ้ายังมีไพ่ตายอะไรเหลืออยู่อีกไหม?"
บนใบหน้าของเจี่ยสวี่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ดูราวกับคนไร้พิษสง
แต่รอยยิ้มนี้กลับดูเหมือนรอยยิ้มของปีศาจร้าย
เย่หลิงอวิ๋นหน้าซีดเผือด ในหัวสับสนวุ่นวายไปหมด
ฉู่เฟิงกับเสิ่นชิงหลงเองก็มีสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก ทั้งสองคนสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้งเป็นครั้งแรก
พวกมันไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครที่โหดเหี้ยมอำมหิตได้ถึงเพียงนี้ ทหารชั้นยอดถึงห้าร้อยนายกลับถูกวางยาพิษตายพร้อมกันทั้งหมด
แม้พวกเย่หลิงอวิ๋นจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับอัจฉริยะ แต่ด้วยความที่เกิดมาในตระกูลขุนนางชั้นสูง จึงไม่เคยเห็นความโหดร้ายของสนามรบมาก่อน
ความน่าสะพรึงกลัวของสนามรบในค่ำคืนนี้ทำให้พวกมันเกิดบาดแผลในใจ ถึงขั้นเริ่มรู้สึกเสียใจที่ไปล่วงเกินฉินเซียวเข้าแล้ว
คนที่โหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้ หากตกไปอยู่ในมือของเขามันจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดทรมานจนอยู่มิสู้ตายขนาดไหนกันนะ!
"เย่หลิงอวิ๋น ตอนนี้เจ้ายังคิดว่าจะฆ่าข้าได้อยู่อีกไหม?"
สายตาของฉินเซียวเย็นชา
เย่หลิงอวิ๋นตกใจจนตัวสั่นสะท้าน เขารีบหันขวับไปมองสิบสองพญาอินทรีทันที นี่คือความหวังสุดท้ายของพวกมันแล้ว
อินทรีตะวันหัวหน้าหน่วยมีสีหน้าเคร่งเครียด เขารวบรวมสมาธิแล้วกล่าวว่า "พี่น้องทั้งหลาย ไม่ต้องไปสนใจคนอื่น ฆ่าฉินเซียวซะก่อน!"
"รับทราบ!"
พวกเขาทั้งหลายส่งเสียงคำรามออกมาพร้อมกัน จากนั้นก็รวมตัวกัน กลิ่นอายบนร่างผสานเข้าด้วยกัน เหาะทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ พุ่งเข้าใส่ฉินเซียวราวกับนกอินทรีตัวผู้
"ค่ายกลสิบสองพญาอินทรีอัสนี!"
นี่คือวิชายุทธ์ผสานพลังที่พวกอินทรีตะวันฝึกฝนกันมาอย่างหนักหน่วงทั้งวันทั้งคืน กลิ่นอายของคนทั้งสิบสองคนสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว กลายเป็นนกอินทรีที่กำลังสยายปีกโบยบิน ภายในระยะเวลาสั้นๆ พลังรบของนกอินทรีตัวนี้สามารถก้าวข้ามระดับผลัดเปลี่ยนกายาขั้นสมบูรณ์ และทัดเทียมกับยอดฝีมือระดับแปดได้เลย
แถมความเร็วของพญาอินทรียังรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ต่อให้อยู่ท่ามกลางกองทัพนับหมื่นนับแสน ก็ยังสามารถบุกตะลุยเข้าออกได้อย่างอิสระ
แม้ในตอนนี้พวกมันจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง แต่ก็ยังคงมีความหวังที่จะสังหารฉินเซียวแล้วล่าถอยกลับไปได้อย่างปลอดภัย
ส่วนพวกเย่หลิงอวิ๋นน่ะรึ ความเป็นความตายของพวกมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเขาแล้ว
เป้าหมายของพวกมันในคืนนี้ก็คือการฆ่าฉินเซียว แล้วแย่งชิงของวิเศษบนตัวเขารวมถึงพาตัวหนานกงชิงหว่านกลับไปให้ได้เท่านั้น
"คุ้มครองซื่อจื่อ!"
ลิโป้ตวาดลั่น ด้านหลังปรากฏปีกสีดำที่เกิดจากการควบแน่นของพลังปราณแท้ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเข้าปะทะกับพญาอินทรีตัวนั้น
ในขณะเดียวกัน กองทหารม้าหมาป่าเพลิงทั้งสามร้อยนายที่ปลอมตัวเป็นทหารราบก็คอยคุมเชิงอยู่ด้านข้าง ฉินเซียวถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนาอยู่ตรงกลางค่ายกลทหาร
ที่หน้าประตูวัดหานซุ่ย การต่อสู้ครั้งใหญ่ได้เปิดฉากขึ้น สถานการณ์กลายเป็นความวุ่นวายอย่างถึงที่สุด
กองทหารสามร้อยนายกำลังเข่นฆ่ากันอยู่ที่นี่ แถมยังมียอดฝีมืออีกหลายคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด การกระทำอุกอาจเช่นนี้ในเมืองอู่ตี้ย่อมดึงดูดความสนใจจากกองกำลังลาดตระเวนยามวิกาลได้อย่างง่ายดาย
ทว่านับตั้งแต่การต่อสู้เริ่มเปิดฉากขึ้นจนถึงตอนนี้ เวลาได้ผ่านไปแล้วครึ่งเค่อ แต่กองกำลังลาดตระเวนยามวิกาลก็ยังไม่ปรากฏตัวเลยสักคน
ดูเหมือนว่าจะมีคนไปตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้วสินะ
แต่นั่นก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว ในเมื่อตอนนี้กองกำลังลาดตระเวนไม่มา เมื่อเวลาผ่านไป ฉินเซียวก็จะเป็นฝ่ายกำชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่
การต่อสู้ระหว่างอิ๋งโกวและกัวซงเทา ตอนนี้อิ๋งโกวเริ่มจะเป็นฝ่ายได้เปรียบแล้ว
แม้ระดับพลังยุทธ์ของไป๋เฟิ่งและเยี่ยนหลิงจีจะอ่อนด้อยกว่าคู่ต่อสู้อยู่หนึ่งระดับ แต่เมื่ออาศัยวิธีการต่อสู้อันแปลกประหลาด พวกเขาก็ไม่ได้ตกเป็นรองเลยแม้แต่น้อย
เทพสังหารไป๋ฉี่ผู้ไร้พ่ายในระดับพลังยุทธ์เดียวกัน การต่อสู้กับซื่อซงจื่อก็เริ่มแสดงให้เห็นถึงพลังที่เหนือกว่า การคว้าชัยชนะมาครองก็เป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น
สิบสองพญาอินทรีทุ่มเทกำลังจนสุดตัว แต่ก็ยังไม่สามารถทะลวงผ่านการคุ้มกันอันแน่นหนาของกองทหารม้าหมาป่าเพลิงที่นำโดยลิโป้ไปได้
เมื่อเวลาผ่านไป พลังที่สิบสองพญาอินทรีสูญเสียไปก็จะทำให้พวกมันไม่สามารถใช้วิชายุทธ์ผสานพลังต่อไปได้อีก
และเมื่อถึงเวลานั้น พวกมันก็จะต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายเช่นเดียวกัน
ตอนนี้เวลาอยู่ข้างฉินเซียวแล้ว ขอเพียงแค่เซียนกระบี่ก้ายเนี่ยเดินทางมาถึง การโจมตีของศัตรูก็จะพังทลายลงในพริบตา และฉินเซียวก็จะกลายเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด
พวกเย่หลิงอวิ๋นทั้งสามคนมองดูสถานการณ์อันวุ่นวายด้วยความหวาดกลัวจนขาสั่นพั่บๆ
ทิศทางของเรื่องราวที่เกิดขึ้นมันอยู่เหนือความคาดหมายของพวกมันไปไกลลิบ แล้วตอนนี้ควรจะทำยังไงดีล่ะ?
ฉินเซียวปรายตามองพวกมันแวบหนึ่ง มุมปากปรากฏรอยยิ้มเยาะเย้ย
ตัวอะไรวะเนี่ย?
มีปัญญาแค่นี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นบุคคลสำคัญของเมืองอู่ตี้อีกรึ? เป็นถึงบุตรแห่งสวรรค์เชียวนะ? กลับไม่ได้เรื่องได้ราวถึงเพียงนี้ อยากจะฆ่าพวกมันทิ้งให้หมดเดี๋ยวนี้เลยจริงๆ
หืม?
ทว่าในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ ฉินเซียวก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ หัวใจเต้นแรง เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายขึ้นมาบนหน้าผาก
เขาไม่รู้เลยว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้มันคืออะไรกันแน่?
"บ้าเอ๊ย หรือว่ายังมีอยอฝีมือซ่อนอยู่อีก?"
ฉินเซียวกลั้นหายใจ สัญชาตญาณการรับรู้ถึงอันตรายอันเฉียบคมนี้ ก็เป็นผลมาจากการหยั่งรู้ชะตากรรมของเนตรหยั่งรู้สรรพสิ่งเช่นกัน
ฟิ้ว!
ในจังหวะนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากท่ามกลางกองทหาร
เขาสวมชุดดำ ดูราวกับกลืนเป็นเนื้อเดียวกับความมืดมิดในยามราตรี กลิ่นอายก็ยังเหมือนกับพวกทหารรอบๆ ตัวไม่มีผิดเพี้ยน
เขาเป็นดั่งงูพิษที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด รอคอยจังหวะสำคัญที่จะฉกกัดศัตรู เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวเขาก็มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าฉินเซียวแล้ว
กริชอันแหลมคมในมือส่องประกายแสงเย็นเยียบจนน่าขนลุก
"ทะเลสาบกระจก อิ่งสือซาน!"
"ขอส่งซื่อจื่อเตี้ยนเซี่ยไปสู่สุคติ!"
มุมปากของอิ่งสือซานประดับด้วยรอยยิ้มเย็นชา กริชในมือแทงพุ่งตรงไปยังลำคอของฉินเซียว
ระดับแปดขั้นทะลวงสัจธรรมขั้นสมบูรณ์!
สีหน้าของฉินเซียวเปลี่ยนไปอย่างหนัก
นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นนักฆ่าระดับแปด
คนผู้นี้ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดมาโดยตลอด เพื่อรอคอยจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด
เมื่อมองดูกริชที่ดูเหมือนจะแทงทะลุคอหอยของตัวเองได้ในพริบตา นี่เป็นครั้งแรกที่ฉินเซียวสัมผัสได้ว่าชีวิตของตนเองกำลังจะหลุดลอยไป ราวกับว่ามันไม่ได้เป็นของเขาอีกต่อไปแล้ว
หนานกงชิงหว่านตกใจจนสติหลุดไปแล้ว
เดิมทีนางคิดว่าอันตรายได้คลี่คลายลงแล้ว
แต่ไม่คิดเลยว่า ไม้ตายสังหารที่แท้จริงเพิ่งจะปรากฏขึ้นในตอนนี้
ฉินเซียวจะต้องตายจริงๆ งั้นรึ?
ส่วนพวกเย่หลิงอวิ๋นทั้งสามคนกลับกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ดีเยี่ยม! วิเศษไปเลย!
นี่มันเข้าตำราสิ้นไร้ไม้ตอกกลับพบทางออกจริงๆ นึกไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงในวัดคนนั้นจะยังมีหมากตาตายซ่อนไว้อีกตา
หมากตาตายที่สามารถพรากชีวิตของฉินเซียวไปได้อย่างแท้จริง
ฉินเซียว ไอ้สารเลวเอ๊ย ในที่สุดเจ้าก็จะได้ลงนรกเสียที!
[จบแล้ว]