- หน้าแรก
- เสียงกระซิบจากแดนดารา
- บทที่ 30 - การทดสอบเส้นกึ่งกลาง
บทที่ 30 - การทดสอบเส้นกึ่งกลาง
บทที่ 30 - การทดสอบเส้นกึ่งกลาง
บทที่ 30 - การทดสอบเส้นกึ่งกลาง
"เป็นไปได้ยังไงกัน!" เว่ยปู๋ฮั่วเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"ใช้เวลาแค่กระบวนท่าเดียวเองงั้นหรือ!" ท่านผู้อาวุโสเว่ยก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
แม้แต่เฉินเซียวเซียวที่มีความมั่นใจในตัวเซี่ยจวงก็ยังต้องตกตะลึง เธอไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเซี่ยจวงทำแบบนั้นได้อย่างไร ไม่ต้องพูดถึงพวกไทยมุงคนอื่นๆ เลย
"เด็กใหม่คนนี้แข็งแกร่งขนาดนี้เลยหรือเนี่ย"
"ใช้แค่กระบวนท่าเดียวก็เอาชนะศัตรูได้แล้ว แบบนี้มันจะดุดันเกินไปแล้ว!"
"ให้ตายเถอะ เขาหล่อมากเลย คุณแม่รักเขาจัง!"
"หุบปากไปเลยไอ้พวกคุณแม่ทิพย์!"
...
"เป็นไปได้ยังไง นายหาฉันเจอจริงๆ งั้นหรือ" หวังอันที่มีสภาพสะบักสะบอมและหน้าตาบูดเบี้ยวตะโกนออกมาด้วยความเหลือเชื่อ "ความเร็วของนายทำไมถึงได้เร็วกว่าฉันอีกล่ะ!"
"หึ!" เซี่ยจวงวางเท้าทั้งสองข้างลงบนพื้นจนสุดและกลับมายืนตัวตรงอีกครั้ง เขาหัวเราะร่า "นี่น่ะหรือบัณฑิตดีเด่นจากมหาวิทยาลัยเหนือธรรมชาติ มีอะไรผิดพลาดตรงไหนหรือเปล่าเนี่ย"
"ไอ้สารเลว!" คำเยาะเย้ยนี้ไปกระตุ้นให้หวังอันหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เขาเร่งเร้าพลังวิญญาณอย่างบ้าคลั่ง ทันใดนั้นก็มีเสียงหึ่งๆ แหลมสูงดังขึ้นในอากาศ แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็ยังสามารถรวมรวบใบมีดสายลมที่คมกริบไร้เทียมทานขึ้นมาได้ถึงสี่สาย
"ฉันจะฆ่าแก!!"
"จุ๊ๆ..." เซี่ยจวงลองคิดดู เหมือนว่าเขาเพิ่งจะยึดอักขระปีศาจอีกาหมอกมาจากสุยเทียนได้นี่นา และดูเหมือนว่ามันจะเป็นอักขระปีศาจที่สามารถควบคุมอากาศได้พอดีเลยด้วย
ถ้างั้นก็ขอจัดการนายในจุดที่นายถนัดที่สุดก็แล้วกัน!
ใบมีดสายลมที่มองไม่เห็นพุ่งเข้าใส่เซี่ยจวงพร้อมกับเสียงหวีดหวิว แต่เซี่ยจวงกลับใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เขาเรียกใช้พลังของอักขระปีศาจอีกาหมอก ยื่นมือขวาออกไปข้างหน้า และควบคุมอากาศทั้งหมดเอาไว้ในกำมือ
"ตูม!"
พายุหมุนที่ปะทุขึ้นในระยะประชิดไม่เพียงแต่จะพัดเป่าใบมีดสายลมทั้งสี่สายจนสลายไปในพริบตา แต่มันยังพัดร่างของหวังอันที่บาดเจ็บสาหัสอยู่แล้วให้ปลิวไปกระแทกกับกำแพงอย่างรุนแรง แรงอัดของลมพายุแทบจะถลกหนังของหวังอันออกไปทั้งยวง และสติสัมปชัญญะของเขาก็ดับวูบลงในวินาทีที่ร่างกระแทกเข้ากับกำแพง
เซี่ยจวงสลายลมพายุทิ้งไป เขาเบ้ปากและปรายตามองคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอ ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
"ธรรมดามาก!"
แต่ก่อนที่จะได้เก๊กหล่อจนจบ เซี่ยจวงก็รู้สึกถึงความเลื่อนลอยของสัมผัสวิญญาณขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความรู้สึกนั้นวูบวาบหายไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าจะเป็นผลข้างเคียงจากการปนเปื้อนระดับรองของอักขระปีศาจอีกาหมอก
อืม รู้สึกแย่นิดหน่อยแฮะ อย่างไรก็ตามเซี่ยจวงสามารถตั้งสติของตัวเองให้กลับมามั่นคงได้อย่างรวดเร็ว เขาทิ้งหวังอันที่นอนตายซากอยู่ริมกำแพงเอาไว้และเดินออกจากลานประลองไป
"แบบนี้ถือว่าฉันชนะแล้วใช่ไหม" เซี่ยจวงกวาดสายตามองเจ้าหน้าที่ที่กำลังเข้าไปปฐมพยาบาลคนเจ็บ เขายักคิ้วให้เว่ยปู๋ฮั่ว "ผู้ช่วยคนใหม่ของนายก็มีดีแค่นี้เองนี่นา!"
"ฮะ ทำได้ดีมาก เซี่ยจวง!" เฉินเซียวเซียวเห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเว่ยปู๋ฮั่วเช่นกัน เธอหัวเราะออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ แม้ว่าส่วนสูงจะไม่เอื้ออำนวย แต่เธอก็พยายามเอื้อมมือไปตบไหล่เซี่ยจวงอย่างเต็มที่
"ทีนี้ยังมีอะไรจะพูดอีกไหม" เซี่ยจวงเอ่ยปากถาม "ผมอาจจะไม่ค่อยถนัดเรื่องการต่อสู้จริงสักเท่าไหร่ แต่เสี่ยวหวังของนายก็ไม่ได้เรื่องเหมือนกันนะ!"
"ถุย ซวยชะมัด ไร้ประโยชน์จริงๆ!" เว่ยปู๋ฮั่วสบถด่าเสียงต่ำ เขาถลึงตาใส่เซี่ยจวงอย่างดุร้าย จากนั้นก็พูดต่อว่า "ได้ ในเรื่องของการแข่งขันชิงตำแหน่งผู้ช่วยคนใหม่ ครั้งนี้นายเหนือกว่าฉันก้าวหนึ่ง เฉินเซียวเซียว รอให้ฉันเลื่อนขั้นเป็นระดับห้วงเหวลึกก่อนเถอะ แล้วค่อยมาประลองกันใหม่!"
พูดจบเขาก็ไม่ทนรับความอัปยศอยู่ที่นี่อีกต่อไป เขาหันหลังเดินตามเปลหามของหวังอันและเดินออกจากห้องทดสอบไป
ในทางกลับกัน ท่านผู้อาวุโสเว่ยที่อยู่ด้านข้างกลับไม่ได้เดินหนีไปไหน แม้แต่สีหน้าที่เคยมองเซี่ยจวงอย่างไม่สบอารมณ์ในตอนแรกก็เริ่มเปลี่ยนไป "มีฝีมือไม่เบาเลยนี่ เซี่ยจวง เครื่องทดสอบการปนเปื้อนไม่ค่อยจะทำงานผิดพลาดหรอกนะ และความแข็งแกร่งของนายก็ดูเหมือนจะสามารถควบคุมการปนเปื้อนได้จริงๆ ฉันต้องขอบอกเลยว่านายมีโอกาสที่จะรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเทพเจ้าโบราณ ฉันเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนายใหม่แล้ว!"
"เอ่อ..." เซี่ยจวงมองไปที่เฉินเซียวเซียวด้วยความมึนงง เขาไม่เข้าใจความหมายของตาแก่คนนี้เลย
"ท่านผู้อาวุโสเว่ยคือนักวิชาการประจำสถาบันวิจัยของหน่วยควบคุม เขาเป็นคนซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา แต่เกลียดปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้มากที่สุด แม้ว่าเขาจะค่อนข้างลำเอียงเข้าข้างพวกพ้อง แต่ในเมื่อเขาบอกว่าเปลี่ยนมุมมองแล้ว เขาก็ต้องเปลี่ยนมุมมองแล้วจริงๆ นั่นแหละ" เฉินเซียวเซียวช่วยอธิบายให้ฟัง ถือเป็นการหาทางลงให้กับท่านผู้อาวุโสเว่ยด้วย
"ยัยเด็กคนนี้นี่! แอบหลอกด่าว่าฉันสั่งสอนหลานชายไม่ดีล่ะสิ! แต่ไอ้เด็กเว่ยปู๋ฮั่วนั่น ถ้ามันสามารถฆ่าสิ่งลี้ลับได้ก็ถือว่าใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว หมอนั่นก็เป็นคนแบบนี้แหละ!" ท่านผู้อาวุโสเว่ยยิ้มรับ จากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและพูดกับเซี่ยจวงว่า "เอาล่ะ ฉันจะกลับแล้ว ฉันหวังว่านายจะไม่ได้รับผลกระทบจากเทพเจ้าโบราณจริงๆ นะ เพราะนั่นถือเป็นเรื่องดีสำหรับหน่วยควบคุมของเราเหมือนกัน"
มองดูท่านผู้อาวุโสเว่ยที่เดินกลับไปยังห้องทำงานของเขา จนถึงท้ายที่สุดเซี่ยจวงก็ยังดูไม่ออกอยู่ดีว่าตกลงแล้วคนคนนี้เป็นคนดีหรือคนเลวกันแน่ แต่ความเป็นจริงก็มักจะเป็นแบบนี้แหละ พื้นที่สีเทามักจะมีเยอะที่สุดเสมอ
"เอาล่ะ ในเมื่อนายสามารถเอาชนะหวังอันได้ นายก็ไม่ต้องทำการทดสอบภาคปฏิบัติอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้สิ่งที่นายต้องทำก็เหลือแค่การทดสอบแกนแห่งความเป็นมนุษย์และการทดสอบเส้นด้ายแห่งจิตวิญญาณเท่านั้น" เฉินเซียวเซียวหันไปบอกกับเซี่ยจวง "การทดสอบสองอย่างนี้จะใช้เพื่อวัดบุคลิกภาพ สภาพจิตใจ และระดับความแข็งแกร่งของสัมผัสวิญญาณของนายตามลำดับ"
"ผมควรจะเริ่มทดสอบอันไหนก่อนดีครับ"
"เริ่มจากการทดสอบแกนแห่งความเป็นมนุษย์ก่อนก็แล้วกัน อันนั้นมันค่อนข้างง่ายน่ะ!"
...
การทดสอบแกนแห่งความเป็นมนุษย์มีลักษณะคล้ายกับการทดสอบทางจิตวิทยา เซี่ยจวงถูกขอให้หันหน้าเข้าหาหน้าจอและรับชมภาพถ่ายหรือวิดีโอต่างๆ ที่ปรากฏขึ้นบนนั้น ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทดสอบก็จะป้อนคำถามต่างๆ อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง และเขาจะต้องพูดทวนคำศัพท์ที่ปรากฏขึ้นหลังจากคำถามนั้นๆ
"รู้สึกเจ็บปวดเจียนตายหรือไม่ มงกุฎ"
"มงกุฎ"
"มีหยาดน้ำร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าหรือไม่ มงกุฎ"
"มงกุฎ"
"รู้สึกว่าตัวเองเหนือธรรมชาติในช่วงเวลาที่พระจันทร์เต็มดวงหรือไม่ เบี่ยงเบน"
"เบี่ยงเบน"
...
ภายในห้องทดสอบส่วนตัว เซี่ยจวงสามารถผ่านการทดสอบความเป็นมนุษย์ที่ดูพิลึกพิลั่นนี้ไปได้ เขาคาดเดาว่าหลังจากนี้คงจะมีนักจิตวิทยามาวิเคราะห์การแสดงออกทางสีหน้าและน้ำเสียงของเขา เพื่อประเมินสภาพจิตใจของเขาเป็นแน่
แต่เซี่ยจวงกลับมีความมั่นใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เขาเป็นเด็กหนุ่มยุคใหม่ที่มีสุขภาพจิตดีและเต็มไปด้วยพลังงานบวกมาโดยตลอด เขาปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความอ่อนโยนเสมอ เรียกได้ว่าเป็นผลผลิตอันล้ำค่าที่ได้รับการหล่อหลอมมาภายใต้ระบอบสังคมนิยม แล้วเขาจะไม่สามารถผ่านการทดสอบที่ง่ายแสนง่ายแบบนี้ไปได้อย่างไรกัน
ปัญหาเดียวก็คือในระหว่างการทดสอบ เซี่ยจวงมักจะรู้สึกเลื่อนลอยอยู่บ่อยครั้ง มันคล้ายกับผลกระทบจากการปนเปื้อนระดับรองของอักขระปีศาจอีกาหมอกที่เพิ่งจะได้รับมา แต่มันก็เป็นเพียงแค่อาการเบาๆ ซึ่งทำให้เขาไม่ได้ใส่ใจมากนัก บางทีอีกไม่กี่วันก็คงจะหายไปเองกระมัง
"ผลการทดสอบของผมเป็นยังไงบ้างครับ" เซี่ยจวงเดินตามนักวิจัยออกจากห้องทดสอบและอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
"ผู้เชี่ยวชาญกำลังวิเคราะห์ข้อมูลกันอยู่น่ะครับ ตอนนี้คุณเชิญไปเข้ารับการทดสอบเส้นด้ายแห่งจิตวิญญาณก่อนดีกว่า คาดว่าพอคุณทดสอบเสร็จแล้วก็น่าจะทราบผลพอดีครับ!" ท่าทีของนักวิจัยคนนี้ดูให้ความเคารพเซี่ยจวงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลมาจากความแข็งแกร่งที่เซี่ยจวงเพิ่งจะแสดงให้เห็นเมื่อครู่นี้
"ได้ครับ!" เซี่ยจวงว่านอนสอนง่าย "รบกวนช่วยอธิบายการทดสอบเส้นด้ายแห่งจิตวิญญาณนี้ให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ"
"ได้เลยครับ!" นักวิจัยพาเซี่ยจวงเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเครื่องมือรูปร่างประหลาดเครื่องหนึ่ง
มันคือแท่งโลหะสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่เทอะทะที่มีเสียงการทำงานซับซ้อนดังออกมาจากด้านใน มันเชื่อมต่อกับเก้าอี้ยางสีเขียวอ่อนและหมวกกันน็อกทรงครึ่งวงกลมที่มีสายไฟเสียบอยู่เต็มไปหมดพร้อมกับเปล่งประกายแสงสีแดงเข้มออกมา พื้นผิวทั้งหมดของเครื่องมือนี้ถูกปกคลุมไปด้วยลวดลายสีเงิน
"นี่คืออุปกรณ์จำลองการโบยบินที่ใช้สำหรับการทดสอบครับ มันใช้เทคโนโลยีค่ายกลผสมผสานกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ พวกเราจะจำลองบันไดสวรรค์ที่ปีนป่ายขึ้นสู่แดนดารา จากนั้นก็สร้างแรงกดดันจากการปนเปื้อนในระดับที่แตกต่างกัน เพื่อใช้ในการประเมินระดับของสัมผัสวิญญาณ โดยทั่วไปแล้วพวกเราจะตัดสินจากความสูงสุดท้ายที่คุณสามารถทนได้ครับ ต่ำกว่า 100 เมตรคือระดับพื้นฐาน 100 เมตรถึง 500 เมตรคือระดับแผ่ขยาย 500 เมตรถึง 1000 เมตรคือระดับเชื่อมต่อ และ 1000 เมตรถึง 5000 เมตรคือระดับผู้สร้าง และไล่เรียงขึ้นไปตามลำดับนี้ครับ"
"เทคโนโลยีค่ายกลงั้นหรือ มันคืออะไรกันครับ" เซี่ยจวงรู้สึกสงสัยเมื่อได้ยินคำศัพท์ที่ดูเหนือจินตนาการนี้
"มันคือความพยายามของพวกเราในการจำลองอักขระปีศาจเพื่อดึงเอาพลังเหนือธรรมชาติออกมาใช้น่ะครับ สำหรับรายละเอียดของข้อมูล คุณสามารถนำคะแนนผลงานไปแลกเปลี่ยนที่คลังข้อมูลได้นะครับ"
"ตกลงครับ!" เซี่ยจวงไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าหน่วยควบคุมจะมีความคิดริเริ่มในการเลียนแบบอักขระปีศาจด้วย ไว้คราวหลังเขาจะต้องไปศึกษาหาความรู้เหล่านี้ดูบ้าง ไม่แน่ว่าการนำมาประยุกต์ใช้อาจจะช่วยยกระดับเคล็ดวิชาหลีฮั่วกำเนิดวิญญาณให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นก็เป็นได้
"คุณพร้อมหรือยังครับ"
"พร้อมแล้วครับ!" เซี่ยจวงนั่งลงบนเก้าอี้ยางและสวมหมวกกันน็อก
พร้อมกับเสียงกระแสไฟฟ้าที่บาดหูและเสียงหึ่งๆ ที่ดังขึ้นเรื่อยๆ สติสัมปชัญญะของเซี่ยจวงก็เริ่มเลือนราง
ในชั่วพริบตาหนึ่ง เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังร่วงหล่นลงมา ไม่มีอากาศ ไม่มีเสียง ไม่มีแรงกระแทก มีเพียงแรงมหาศาลที่ดึงดูดเขาจากเบื้องล่าง มันฉุดกระชากเขาให้ร่วงหล่นลงไปอย่างไม่หยุดหย่อน
รอบกายของเขาคือท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวอันกว้างใหญ่ไพศาล ส่วนเบื้องล่างคือมหาสมุทรอันไร้ที่สิ้นสุด และในระหว่างนั้นก็มีรัศมีแสงเจ็ดสีหลากหลายเฉดสีทอประกายอยู่
"นี่มัน..."
เขารู้สึกประหลาดใจและหลงใหลไปกับทิวทัศน์อันงดงามและยิ่งใหญ่นี้
ประสบการณ์นี้คล้ายคลึงกับความรู้สึกอันน่าตื่นตาตื่นใจของมนุษย์ที่บินอยู่บนท้องฟ้าสูงลิบและได้มองเห็นแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงบนปุยเมฆเหนือท้องทะเล
"บางทีอาจจะเอาไปทำเป็นเกมโฮโลแกรมได้นะเนี่ย" นี่คือความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเซี่ยจวง จากนั้นเขาก็สังเกตเห็นเส้นด้ายใสเส้นหนึ่งที่ห้อยลงมาจากขอบฟ้าและไม่รู้ว่าปลายทางอยู่ที่ใด เส้นด้ายเส้นนั้นแกว่งไกวเบาๆ ราวกับใยแมงมุมที่ห้อยลงมาจากสรวงสวรรค์
เซี่ยจวงเอื้อมมือไปคว้ามันเอาไว้ตามสัญชาตญาณได้อย่างง่ายดาย เขาสัมผัสได้ว่าสัมผัสวิญญาณของตัวเองได้รวมตัวกันเป็นรูปทรงของฝ่ามือ แต่ทว่าแรงดึงขึ้นกลับไม่สามารถต้านทานแรงโน้มถ่วงที่ดึงลงได้
เซี่ยจวงยังคงร่วงหล่นลงมา เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ตำแหน่งไหน จนกระทั่งเขารูดตัวลงมาตามเส้นด้ายจนเกือบจะถึงผิวน้ำ เขาถึงได้หยุดลงอย่างเฉียดฉิว
เหมือนกับคนที่ไม่เคยกระโดดบันจี้จัมป์มาก่อนย่อมไม่อาจจินตนาการถึงความหวาดกลัวในตอนนั้นได้ เมื่อเซี่ยจวงต้องอยู่ในสภาวะที่ร่วงหล่นด้วยความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง เขาก็ไม่ทันได้นึกถึงสิ่งที่เรียกว่าการซ่อนเร้นความสามารถอะไรนั่นเลย เขาเพียงแค่คว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้ตามสัญชาตญาณ และห้อยต่องแต่งอยู่ตรงตำแหน่งนี้อย่างแน่นหนา
ผ่านไปได้ไม่นานนัก ในวินาทีต่อมาทุกอย่างก็มืดสนิท เขาได้กลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง พร้อมกับเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของนักวิจัยที่ดังแว่วมาเข้าหู
"3700 เมตร ระดับผู้สร้าง"
"เป็นระดับผู้สร้างจริงๆ ด้วยหรือเนี่ย มิน่าล่ะถึงได้อัดหวังอันคนนั้นจนน่วมได้ขนาดนั้น"
"แต่ฉันได้ยินมาว่าเขามีอักขระปีศาจระดับวิญญาณแค่สองอันเองไม่ใช่หรือ"
"มันเกี่ยวอะไรกันล่ะ ระดับผู้สร้างก็คือความเก่งกาจอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง!"
"อันที่จริงนะ ถ้ามีเขาอยู่เมืองมุกดาก็น่าจะกลายเป็นเมืองที่ปลอดภัยที่สุดในแดนใต้แล้วล่ะ!"
"แต่เขาใช้วิชาเพ่งจิตนึกถึงเทพเจ้าโบราณไม่ใช่หรือ คนแบบนี้น่ะ ไม่มีปัญหาแน่..."
"ชู่ว เรื่องแบบนี้นายยังกล้าพูดอีกหรือ เขาได้ยินนะ อีกอย่างถ้าเป็นคนระดับผู้สร้างล่ะก็ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นไปได้จริงๆ ก็ได้!"
...
ฉันอยู่ระดับผู้สร้างหรือเนี่ย สัมผัสวิญญาณของฉันเพิ่มขึ้นอีกแล้วงั้นหรือ
เซี่ยจวงลุกขึ้นยืน ภายในใจก็รู้สึกลิงโลดไม่เบา เขาสามารถมองเห็นความยินดีและความนับถือบนใบหน้าของผู้คนรอบข้างได้ เห็นได้ชัดว่าในครั้งนี้บรรดานักวิจัยและเจ้าหน้าที่ทุกคนต่างก็รู้สึกดีใจไปกับเขาจากใจจริง
มันช่างแตกต่างจากท่าทีของคนพวกนี้ตอนที่เขาเพิ่งก้าวเข้ามาในหน่วยควบคุมอย่างสิ้นเชิง!
"เก่งมากไอ้หนู! เป็นถึงระดับผู้สร้างเชียวหรือเนี่ย!" แม้แต่ท่านผู้อาวุโสเว่ยที่เดินกลับไปยังห้องทำงานแล้วก็ยังเดินออกมาอีกครั้งด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและยินดี "การมีสัมผัสวิญญาณที่แข็งแกร่งมาแต่กำเนิด ถ้าเป็นนายล่ะก็ บางทีนายอาจจะสามารถต้านทานการปนเปื้อนของเทพเจ้าโบราณได้จริงๆ ก็ได้นะ!"
"ที่แท้ที่ฉันเก่งกาจขนาดนี้ก็เป็นเพราะสัมผัสวิญญาณของฉันแข็งแกร่งนี่เองสินะ และตราบใดที่ฉันเดินพลังเคล็ดวิชาหลีฮั่วกำเนิดวิญญาณอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตฉันก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ นี่แหละคืออนาคตอันสดใสที่รอฉันอยู่ไม่ใช่หรือ"
ในขณะที่เซี่ยจวงกำลังคิดอย่างตื่นเต้น เขาก็มองไปที่เฉินเซียวเซียว และพบว่าเธอกำลังพยักหน้าให้เขาราวกับว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรจะเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
"เอ๊ะ พี่เซียวเซียวรู้เรื่องนี้มาตั้งนานแล้วงั้นหรือ"
หืม
ในขณะที่เซี่ยจวงกำลังจะเดินเข้าไปฉลองกับเฉินเซียวเซียวนั้น ความรู้สึกเลื่อนลอยก็พุ่งเข้าโจมตีเขาอีกครั้ง
จู่ๆ สัมผัสวิญญาณของเขาก็รับรู้ได้ถึงเสียงเรียกที่ดังก้องมาจากเบื้องล่าง เสียงเรียกนั้นแผ่วเบาราวกับจะขาดหายไป แต่มันก็ดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเสียงพึมพำด้วยพยางค์ที่ฟังไม่ได้ศัพท์
"แอดกูมา มูตาลูอาวา ฮูลินัน ซาดาลูดา เอียเอีย เผิงวาส เผิงวาสลิดา"
พยางค์ที่ไร้ระเบียบและสับสนวุ่นวายนั้นฟังดูราวกับเสียงดนตรีปีศาจที่ก่อกำเนิดมาจากพระจันทร์สีเลือด และในขณะเดียวกันก็คล้ายคลึงกับเสียงละเมอของสัตว์ร้ายในป่าลึก มันแฝงไปด้วยความเย้ายวนที่ชวนให้สั่นสะท้าน ลุ่มหลง และตกต่ำ
เซี่ยจวงราวกับได้เห็นเงาสีเลือดไร้ขีดจำกัดที่ดูเหมือนกับเซลล์มะเร็งกำลังกัดกินร่างกายของเขา คุกคามจิตวิญญาณของเขา และเข้าควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเขา
"เวรเอ๊ย..." เซี่ยจวงพยายามดึงสติตัวเองให้เข้าไปในมิติแห่งการทำสมาธิ เขาเดินพลังเคล็ดวิชาหลีฮั่วกำเนิดวิญญาณที่เขาคิดค้นขึ้นมาเองอย่างไม่หยุดหย่อน โดยอาศัยการลอกเลียนแบบและการหยั่งรู้สัจธรรมจากมิติที่สูงกว่า เพื่อรักษาจิตใจให้มั่นคงและชำระล้างสัมผัสวิญญาณของตนเองให้บริสุทธิ์ แต่การต่อต้านนี้ก็ดูเหมือนจะมาถึงขีดจำกัดแล้ว เขารู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นเพียงเรือบดลำน้อยกลางพายุฝนฟ้าคะนองที่กำลังแกว่งไกวไปมาและเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
และนักวิจัยที่ยืนอยู่ตรงหน้าของเซี่ยจวงนั้นยิ่งตกตะลึงไปใหญ่ เขามองไปที่เซี่ยจวง จากนั้นก็ราวกับรับรู้ถึงอะไรบางอย่างได้ ทั่วทั้งร่างของเขาเริ่มมีก้อนเนื้อสีแดงบวมเป่งผุดขึ้นมา ก้อนเนื้อที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ได้ก่อให้เกิดเป็นรูปร่างของสิ่งลี้ลับที่พุ่งเข้าปะทะกับสายตาของนักวิจัยคนนั้นเข้าอย่างจัง
นี่มันคืออะไรกันเนี่ย!
เฉินเซียวเซียวและท่านผู้อาวุโสเว่ยต่างก็ตกตะลึงไปพร้อมๆ กัน
"แย่แล้ว!" เมื่อตระหนักได้ว่าสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดี เฉินเซียวเซียวก็ใช้การเทเลพอร์ตเพื่อยัดเซี่ยจวงเข้าไปในมิติเร้นลับอันมืดมิดของเธอในทันที แต่การตอบสนองนี้ก็ยังช้าเกินไป นักวิจัยผู้โชคร้ายที่บังเอิญหันไปมองภาพฉากนี้เข้าพอดี กำลังกรีดร้องโหยหวนอย่างบ้าคลั่ง ทั่วทั้งร่างของเขาก็เกิดการกลายพันธุ์อย่างรุนแรงเช่นเดียวกัน ก้อนเนื้อที่น่าสะพรึงกลัวกำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง เลือดและเนื้อที่ฉีกขาดได้แทงทะลุเสื้อผ้าออกมา ราวกับว่าจะเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ก่อตัวขึ้นจากเลือดและเนื้ออย่างไรอย่างนั้น
"เขาถูกปนเปื้อนแล้ว!" แม้ว่าท่านผู้อาวุโสเว่ยจะรู้สึกหวาดกลัว แต่ปฏิกิริยาของเขาก็ไม่ได้เชื่องช้าเลย เขาได้สร้างกำแพงกระจกขึ้นมาเพื่อบดบังวิสัยทัศน์ของคนอื่นๆ ในทันที
"เป็นไปได้ยังไงกัน เขาเคยต้านทานการปนเปื้อนของเทพเจ้าโบราณมาแล้วนะ ทำไมถึงเกิดปฏิกิริยาตอบสนองจากการปนเปื้อนที่รุนแรงขนาดนี้ได้ล่ะ" เฉินเซียวเซียวเองก็รู้สึกสับสน เธอกล่าวออกมาด้วยความร้อนรนและตึงเครียด
"เป็นเพราะประตูบานนั้น!" ท่านผู้อาวุโสเว่ยตระหนักถึงอะไรบางอย่างได้ เขาตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "สัมผัสวิญญาณของเขาถูกสัตว์ประหลาดที่อยู่หลังประตูบานนั้นทำให้เกิดการปนเปื้อน!"
"หรือว่าสิ่งที่คุณพูดถึงก็คือ... ประตูแห่งการปิดผนึกบานนั้นงั้นหรือคะ" เฉินเซียวเซียวถึงกับช็อกไปเลย
"ใช่! ไม่ได้การล่ะ ฉันต้องไปดูสักหน่อยแล้ว!" ท่านผู้อาวุโสเว่ยส่ายหน้า เขาพูดด้วยความกังวลใจว่า "ถ้าผนึกแตกขึ้นมาล่ะก็ พวกเราจบเห่แน่ ส่วนเรื่องผู้ช่วยของเธอน่ะ..."
"ฉันจะจัดการเองค่ะ!"
"เฮ้อ น่าเสียดายจริงๆ!" ท่านผู้อาวุโสเว่ยพึมพำ เขามุดเข้าไปในกระจกแล้วหายตัวไปจากห้องทดสอบในพริบตา
[จบแล้ว]