- หน้าแรก
- วิชายุทธ์ที่ฉันสร้างโด่งดังไปทั่วโลก
- บทที่ 154 - เป่าขลุ่ยหยกบรรเลงเกลียวคลื่น
บทที่ 154 - เป่าขลุ่ยหยกบรรเลงเกลียวคลื่น
บทที่ 154 - เป่าขลุ่ยหยกบรรเลงเกลียวคลื่น
ปัง!
หมัดของเว่ยเมิ่งซัดเข้าที่ศีรษะของดาราบู๊ระดับแนวหน้าอย่างจัง
ร่างของดาราบู๊สั่นไหวราวกับระลอกคลื่น พยายามกระจายแรงกระแทกอันดุดันจากหมัดที่พุ่งเข้าใส่ตัว
วิชากายาวารีเมฆาต่างจากวิชาระฆังทองคุ้มกายที่เป็นวิชาสายแข็ง เพราะหัวใจสำคัญของมันไม่ได้อยู่ที่การรับแรงกระแทกตรงๆ แต่อยู่ที่การสลายแรง
เมื่อฝึกวิชานี้สำเร็จ ผู้ฝึกจะสามารถแผ่ซ่านกำลังภายในไปทั่วร่างได้อย่างแยบยล เมื่อมีแรงมากระทบจุดใด ร่างกายทุกส่วนก็จะตอบสนองราวกับสายน้ำที่ไหลลื่น ใช้ความอ่อนสยบความแข็ง นี่แหละคือความร้ายกาจของวิชากายาวารีเมฆา!
วิชานี้ไม่ต้องคอยรวบรวมกำลังภายในตลอดเวลา เพราะกำลังภายในจะไหลเวียนอยู่ทั่วร่างโดยอัตโนมัติ เปรียบเสมือนการสวมเกราะที่มองไม่เห็นเอาไว้ตลอดเวลา ทำให้ไม่ต้องกลัวการลอบโจมตี เพราะเมื่อมีอันตรายเข้าใกล้ ร่างกายก็จะตอบสนองเองโดยสัญชาตญาณ
ตอนที่หยางอวิ๋นจินคิดค้นวิชานี้ขึ้นมา ยอดดาวน์โหลดไม่ทะลุร้อยล้านครั้งก็เพราะเงื่อนไขด้านคุณสมบัติร่างกายที่ค่อนข้างสูง
แต่ในตอนนี้ที่เขาปรับปรุงวิชาและลดความยากในการฝึกฝนลง เชื่อได้เลยว่าเมื่อวิชากายาวารีเมฆาฉบับปรับปรุงใหม่ถูกปล่อยออกมา ยอดดาวน์โหลดจะต้องพุ่งทะลุร้อยล้านครั้งอย่างแน่นอน!
ดาราบู๊ระดับแนวหน้าผู้นี้สามารถทะลวงผ่านคอขวดหกขั้นแรกของวิชากายาวารีเมฆาได้สำเร็จด้วยคำแนะนำของหยางอวิ๋นจิน และใช้ป้ายยุทธ์เร่งการฝึกจนบรรลุขั้นที่หกในเวลาอันสั้น ในตอนนี้เขาได้ใช้เคล็ดวิชาสลายแรงขั้นสูงสุด ถ่ายเทแรงหมัดของเว่ยเมิ่งลงสู่พื้นดิน
ครืน
ฝุ่นคลุ้งตลบ พื้นดินใต้เท้าของดาราบู๊แตกร้าวเป็นหลุมลึกจากแรงหมัดของเว่ยเมิ่ง ส่วนตัวเขาเองก็ผงะถอยหลังไปสองก้าว ยืนหมิ่นเหม่เกือบจะหลุดออกจากวงกลม
ด้วยพละกำลังแต่กำเนิดของเว่ยเมิ่งที่ผสานกับกำลังภายใน ทำให้หมัดแต่ละหมัดของเขามีพลังทำลายล้างกว่าหมื่นชั่ง เทียบเท่ากับการมีบัฟพลังจากวิชาลมปราณมังกรคชสารขั้นที่เจ็ดขึ้นไปเลยทีเดียว!
เมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้รับหมัดของตนได้ เว่ยเมิ่งก็กระดิกนิ้วท้าทายให้ดาราบู๊ลงมือต่อ
ดาราบู๊รวบรวมพลังอีกครั้ง และใช้นิ้วดัชนีจิ้มเข้าไปที่จุดศูนย์กลางหน้าอกของเว่ยเมิ่ง
จุดนี้ถือเป็นจุดตายสำคัญของนักสู้ หากถูกโจมตีอย่างจัง อาจทำให้ลมปราณตีกลับ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้!
ทว่าเว่ยเมิ่งที่โดนปราณกระบี่ทะลวงเข้าจุดศูนย์กลางหน้าอก กลับมีเพียงใบหน้าที่ซีดเผือดลงเล็กน้อยเท่านั้น เขายังคงดูปกติและปล่อยหมัดที่สองสวนกลับมาอย่างไม่สะทกสะท้าน
ปัง!
การผลัดกันรุกผลัดกันรับดำเนินต่อไปภายในวงกลม ทว่าเมื่อถึงหมัดที่ห้า ปราณคุ้มกายของดาราบู๊ระดับแนวหน้าก็แตกซ่าน และร่างของเขาก็ปลิวหลุดออกจากวงกลมไปในที่สุด
ส่วนเว่ยเมิ่งเองก็ได้รับบาดเจ็บภายในไม่น้อย จากการโดนปราณกระบี่ทะลวงจุดตายไปหลายแห่ง
การโจมตีจากดาราบู๊ระดับแนวหน้าที่รวบรวมพลังมาอย่างเต็มที่ ต่อให้ไม่ใช้อาวุธก็ใช่ว่าจะรับมือได้ง่ายๆ
แต่เว่ยเมิ่งกลับอาศัยร่างกายที่ทนทาน แสร้งทำเป็นไม่เจ็บไม่ปวดได้อย่างแนบเนียน
"หากพวกท่านต้องการท้าประลองกับจอมยุทธ์เว่ยอีก ข้าแนะนำให้เปลี่ยนเป็นวันอื่นดีกว่า"
เจียงไหล มือปราบป้ายเงินมองออกว่าเว่ยเมิ่งได้รับบาดเจ็บหนัก เขาจึงเอ่ยเตือน
เพราะหน้าที่ของเขาคือการคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดไปประลองหน้าพระที่นั่ง เขาจึงต้องรักษาความยุติธรรมในการประลองให้มากที่สุด
"ไม่จำเป็นหรอก"
ต่งเจิ้งหยางก้าวออกมาข้างหน้า แล้วหันไปถามเว่ยเมิ่งว่า "อาการบาดเจ็บของเจ้าคงไม่เป็นอุปสรรคต่อการปล่อยหมัดใช่ไหม"
เว่ยเมิ่งหรี่ตาลง "หมายความว่ายังไง"
ต่งเจิ้งหยางยิ้มกริ่ม "ข้าจะยืนนิ่งๆ ให้เจ้าซัด ถ้าเจ้าต่อยข้ากระเด็นออกจากวงกลมนี้ได้ ข้าจะเป็นฝ่ายยอมแพ้ ตกลงไหม"
เว่ยเมิ่งหน้าเปลี่ยนสี ก่อนจะแสยะยิ้ม "ปากดีนักนะ!"
ต่งเจิ้งหยางหันไปมองเจียงไหล "ใต้เท้าเจียงคิดเห็นอย่างไรบ้าง"
เจียงไหลลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางเว่ยเมิ่ง "จอมยุทธ์เว่ยคิดเห็นเช่นไร"
เว่ยเมิ่งแค่นเสียงเย็น "ได้สิ! ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าเจ้าจะหนักแน่นดั่งภูผาได้สักแค่ไหนเชียว!"
ต่งเจิ้งหยางหัวเราะร่วน ก้าวเข้าไปในวงกลมด้วยความมั่นใจ เอามือไพล่หลังส่งสัญญาณให้เว่ยเมิ่งเริ่มได้เลย
เว่ยเมิ่งยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย ก่อนจะเปล่งเสียงคำรามและซัดหมัดเข้าที่กลางหน้าผากของต่งเจิ้งหยาง
ปัง!
เสียงหมัดปะทะร่างดังทึบราวกับตอกลงบนระฆังใบใหญ่ในวัด
ต่งเจิ้งหยางเพียงแค่ผงะศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย แต่เท้ายังคงหยั่งรากมั่นคงไม่ขยับเขยื้อน
ตรงข้ามกับเว่ยเมิ่งที่หน้าเปลี่ยนสี และเริ่มมองต่งเจิ้งหยางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
หมัดที่เขากระแทกเข้าใส่อีกฝ่ายเมื่อครู่ สะท้อนกลับมาเป็นแรงกระแทกมหาศาลจนแขนของเขาชาไปทั้งแถบ!
เว่ยเมิ่งหยุดพักหายใจ ก่อนจะรวบรวมพลังทั้งหมดและซัดหมัดที่สองออกไปสุดแรง
ปัง
ต่งเจิ้งหยางยังคงแค่ผงะศีรษะไปด้านหลัง ร่างกายยังคงยืนหยัดไม่สะทกสะท้าน แถมยังเอ่ยเยาะเย้ยว่า
"หมัดเบาหวิวแค่นี้เองรึ จอมยุทธ์เว่ยเกรงใจข้าเกินไปหรือเปล่า"
เว่ยเมิ่งเดือดดาลจนคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าบ้าคลั่ง เขายกหมัดทั้งสองข้างขึ้น แล้วกระหน่ำรัวหมัดใส่ต่งเจิ้งหยางไม่ยั้ง
ปัง!
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!
เจ็ดแปดหมัดซ้อน ต่งเจิ้งหยางกลับยืนนิ่งไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว รับการโจมตีทั้งหมดไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ทำเอาผู้ชมรอบข้างต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน
"โห นี่น่ะเหรอวิชาระฆังทองคุ้มกายที่หลี่สิงคิดค้นขึ้นมา"
"วิชานี้แข็งแกร่งชะมัด!"
"ดูเหมือนจะเหนือกว่าวิชากายาวารีเมฆาไปหลายขุมเลยนะ"
"..."
ในขณะที่ผู้ชมกำลังตื่นตาตื่นใจ ดาราบู๊ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ก็เริ่มมองเห็นรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่านั้น
หมัดของเว่ยเมิ่งดูเหมือนจะรุนแรง แต่ความจริงแล้วพลังของมันลดลงเรื่อยๆ ในแต่ละหมัด
ไม่ใช่เพราะเขายั้งมือ แต่เป็นเพราะเขาได้รับผลกระทบจากแรงสะท้อนกลับต่างหาก
แรงสะท้อนกลับ นี่แหละคือจุดเด่นของวิชาระฆังทองคุ้มกาย
เหมือนกับการตีระฆัง ยิ่งตีแรง ตัวระฆังก็จะยิ่งสั่นสะเทือน เมื่อผู้ใช้วิชาระฆังทองคุ้มกายถูกโจมตีอย่างรุนแรง กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั่วร่างกาย รวมถึงกำลังภายในก็จะสั่นสะเทือนเพื่อสร้างแรงสะท้อนกลับ
ต่งเจิ้งหยางฝึกฝนวิชาลมปราณมังกรคชสารจนถึงขั้นที่เจ็ดแล้ว การฝึกวิชาระฆังทองคุ้มกายจึงรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้คำแนะนำของหลี่สิง เขาได้ทะลวงผ่านไปถึงขั้นที่หกได้อย่างง่ายดาย
วิชาทั้งสองแขนงของหลี่สิงช่วยดันค่าพลังต่อสู้ของเขาให้ทะลุ 8,000 จุด ทำให้เขามีโอกาสก้าวขึ้นไปแตะระดับราชันได้ในอนาคต!
และวิชาระฆังทองคุ้มกายขั้นที่หกก็เป็นดั่งดาวข่มของคู่ต่อสู้สายพลังกายอย่างเว่ยเมิ่งโดยสมบูรณ์!
วิชาระฆังทองคุ้มกายหกขั้นแรกจะเน้นไปที่การเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายและป้องกันการโจมตีทางกายภาพเป็นหลัก ตั้งแต่ขั้นที่เจ็ดเป็นต้นไปจึงจะสามารถปล่อยปราณคุ้มกายออกมารอบตัวเพื่อป้องกันการโจมตีจากกำลังภายในได้
หากเว่ยเมิ่งเชี่ยวชาญการใช้กำลังภายในโจมตี ต่งเจิ้งหยางก็คงไม่สามารถรับมือได้สบายๆ แบบนี้ แต่เผอิญว่าจุดเด่นของเว่ยเมิ่งคือพละกำลังมหาศาล ต่งเจิ้งหยางจึงไม่รู้สึกหวั่นเกรงแม้แต่น้อย
เว่ยเมิ่งรัวหมัดไปเจ็ดแปดครั้ง แต่ยิ่งตี แขนของเขาก็ยิ่งชาหนึบ กระดูกแทบจะปริร้าว
ในที่สุด เขาก็หมดความอดทนและระเบิดอารมณ์คลุ้มคลั่งออกมา ร้องคำรามลั่นฟ้า
"อ๊ากกก"
เขาถอยหลังไปหลายก้าว แม้จะหลุดออกจากวงกลมไปแล้ว แต่เขาไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ในสายตาของเขามีเพียงต่งเจิ้งหยางเท่านั้น
เขาพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ราวกับช้างสารตกมัน ก่อนจะซัดหมัดออกไปเต็มกำลัง
หึ่ง
เสียงกังวานราวกับระฆังใบใหญ่ดังก้องไปทั่วลานประลอง
ต่งเจิ้งหยางถูกแรงหมัดกระแทกจนถอยหลังไปสองก้าว แต่เท้าก็ยังไม่หลุดออกนอกวงกลม ในขณะที่ท่อนแขนของเว่ยเมิ่งกลับส่งเสียงกระดูกลั่นดังกร๊อบ หักสะบั้นลงอย่างน่าสยดสยอง
หลังจากปล่อยหมัดนั้น เขาก็กระอักเลือดออกมาคำโต ก่อนจะล้มลงไปนอนสลบเหมือดกับพื้น
"เด็กๆ รีบพาจอมยุทธ์เว่ยไปส่งโรงหมอเร็วเข้า"
เจียงไหลรีบสั่งการ ก่อนจะหันมาประสานมือแสดงความยินดีกับต่งเจิ้งหยาง
"ขอแสดงความยินดีกับจอมยุทธ์ต่ง ท่านได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการประลองบุ๋นหน้าพระที่นั่งแล้ว!"
ต่งเจิ้งหยางยิ้มรับด้วยความดีใจและรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ได้ร่วมทีมกับหลี่สิง
เขาเพิ่งจะได้ประจักษ์ถึงอานุภาพการป้องกันอันไร้เทียมทานของวิชาระฆังทองคุ้มกายก็ตอนนี้นี่เอง
"คงมีแค่วิชากายาทองคำอมตะของหงเจิ้งหลินเท่านั้นแหละที่พอจะเหนือกว่าวิชานี้ได้"
ต่งเจิ้งหยางคิดในใจ
หงเจิ้งหลินคือหนึ่งใน เจ็ดวิชาไร้เทียมทาน ที่ได้รับการยกย่องว่ามีพลังป้องกันเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า และวิชากายาทองคำอมตะที่เขาฝึกฝนก็ขึ้นชื่อว่าเป็นวิชาที่อึดที่สุดในยุทธภพ!
น่าเสียดายที่วิชานั้นมีข้อจำกัดด้านสภาพร่างกายอย่างเข้มงวด ทำให้ในวงการนี้มีเพียงหงเจิ้งหลินคนเดียวที่ฝึกได้ ในขณะที่วิชาระฆังทองคุ้มกายของหลี่สิง แทบจะใครๆ ก็ฝึกได้!
"มีใครอยากจะทดสอบฝีมืออีกไหม"
เจียงไหลเอ่ยถามผู้คนในลานประลอง
"ใต้เท้าเจียง ข้าขอทดสอบโจทย์ประลองบุ๋นข้อที่สอง วิชายุทธ์สายดนตรี"
หลิวนวิ๋นชิงและดาราบู๊อีกคนจากทีมของโจวซือหมิงก้าวออกมารายงานตัวพร้อมกัน
แต่คราวนี้กลับไม่มีใครจากทีมของเหลียงเฟยอวี่ก้าวออกมาเลย เพราะปรมาจารย์ทั้งสามท่านของทีมไม่เคยมีประสบการณ์ในการคิดค้นวิชายุทธ์สายดนตรีมาก่อน การจะสร้างวิชาใหม่ภายในเวลาไม่กี่วันจึงเป็นเรื่องยากเกินไป พวกเขาจึงตัดสินใจยอมแพ้ในโจทย์ข้อนี้ไป
ส่วนหยางอวิ๋นจิน แม้ในอดีตเคยทดลองคิดค้นวิชายุทธ์สายดนตรีมาบ้าง แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ค่อยดีนัก จึงน่าจับตามองว่าผลงานของเขาในครั้งนี้จะออกมาเป็นอย่างไร
"ท่านนี้คือจอมยุทธ์ลวี่เฟิงแห่งเมืองอวิ๋นโจว และในตอนนี้เขาคือตัวแทนของโจทย์ข้อนี้ หากพวกท่านสามารถเอาชนะเขาได้ พวกท่านก็จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการประลองบุ๋น"
เจียงไหลชี้ไปยังชายหนุ่มที่เดินตามเว่ยเมิ่งมาตั้งแต่แรก
ชายคนนี้สะพายวัตถุยาวๆ ที่ห่อด้วยผ้าไว้ด้านหลัง ดูแล้วน่าจะเป็นกู่ฉิน
ลวี่เฟิงก้าวออกมาข้างหน้า สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของหลิวนวิ๋นชิงครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า
"ทั้งสองท่าน การประลองวิชายุทธ์สายดนตรีมีกติกาเดิมอยู่แล้ว นั่นคือเราจะบรรเลงเครื่องดนตรีพร้อมกัน ใครที่สามารถใช้เสียงดนตรีของตนรบกวนเสียงดนตรีของอีกฝ่ายได้ ก็จะถือว่าเป็นผู้ชนะ พวกท่านเห็นด้วยหรือไม่"
"ไม่มีปัญหา"
"ตกลง"
หลิวนวิ๋นชิงและดาราบู๊อีกคนพยักหน้าตอบรับ
จากนั้นทั้งสามคนก็แยกย้ายกันไปยืนประจำจุดที่มุมลานประลอง
ดาราบู๊จากทีมของโจวซือหมิงขอกลองใหญ่จากเจียงไหลมาหนึ่งใบ เขาถือไม้กลองคู่ยืนเตรียมพร้อมอยู่หน้ากลอง
ส่วนลวี่เฟิงก็ปลดกู่ฉินออกจากหลัง นั่งขัดสมาธิลงบนพื้น วางกู่ฉินไว้บนตัก และวางมือเตรียมพร้อมที่จะดีด
ด้านหลิวนวิ๋นชิง เธอก็หยิบขลุ่ยหยกที่เตรียมไว้ออกมาถือไว้ในมือด้วยท่าทางตื่นเต้น
แต่ก่อนที่ทั้งสามคนจะเริ่มบรรเลง จู่ๆ ก็มีคนสามคนเดินเข้ามาในลานประลอง
เมื่อเจียงไหลเห็นผู้มาเยือน เขาก็รีบวิ่งเข้าไปต้อนรับทันที
"คารวะท่านหัวหน้ามือปราบ ท่านชุย และท่านเซียนกระบี่หลี่!"
ผู้ที่เดินเข้ามาคือชุยฮ่าวเซิ่งและหลี่สิง โดยมีหัวหน้ามือปราบแห่งสำนักหกประตูเดินเคียงคู่มาด้วย
ด้วยฐานะยอดนักดาบอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง และเป็นตัวแทนของขั้วอำนาจสายขงจื๊อ ชุยฮ่าวเซิ่งจึงมีลูกศิษย์มากมายทั้งในหมู่ขุนนางและราชวงศ์ แม้จะไม่มีตำแหน่งขุนนาง แต่เขาก็มีอิทธิพลสูงส่ง
ส่วนหลี่สิง เซียนกระบี่ผู้โด่งดังที่ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้า ก็เป็นที่สนใจของฮ่องเต้ถึงขนาดมีข่าวลือว่าพระองค์ทรงอยากจะพบเขา
ดังนั้นการปรากฏตัวของทั้งสองคนจึงทำให้หัวหน้ามือปราบต้องลงมาต้อนรับด้วยตัวเอง
"ใต้เท้าเจียงไม่ต้องมากพิธี พวกเราได้ยินมาว่าวันนี้มีคนมาทดสอบโจทย์ประลองบุ๋น ก็เลยแวะมาดูสักหน่อย"
ชุยฮ่าวเซิ่งกล่าวกับเจียงไหลอย่างเป็นกันเอง
"ขอรับ พวกท่านมาได้จังหวะพอดีเลย ทั้งสามคนกำลังจะเริ่มประลองวิชายุทธ์สายดนตรีกันแล้ว"
เจียงไหลชี้ไปยังลวี่เฟิงและอีกสองคนที่กำลังเตรียมตัวอยู่
บรรดาดาราบู๊ที่เฝ้าสังเกตการณ์ต่างก็มีความรู้สึกแตกต่างกันไปเมื่อเห็นหลี่สิง
ในขณะที่พวกเขายังต้องเข้าคิวรอรับการทดสอบ หลี่สิงกลับเดินเข้ามาพร้อมกับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากหัวหน้ามือปราบ
"ข้ายังไม่เคยเห็นการประลองวิชายุทธ์สายดนตรีมาก่อนเลย ชักจะตื่นเต้นแล้วสิ"
หลี่สิงพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้าง
พลางส่งสายตาไปยังหลิวนวิ๋นชิงที่ยืนอยู่มุมหนึ่ง
หลิวนวิ๋นชิงหลบสายตาเขาเล็กน้อย ความรู้สึกสงบนิ่งก่อนหน้านี้มลายหายไป กลับกลายเป็นความประหม่าที่เข้ามาแทนที่
ความรู้สึกเหมือนตอนกำลังจะสอบแล้วจู่ๆ อาจารย์ก็เดินมายืนคุมสอบอยู่ข้างๆ โต๊ะนั่นแหละ
แม้ว่าวิชาที่หลี่สิงสอนเธอจะไม่ได้ยากเกินความสามารถของเธอ แต่เมื่อรู้ว่าเขาคอยจับตามองอยู่ เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกดดัน
"ฮ่าฮ่า ในเมื่อท่านเซียนกระบี่หลี่สนใจ ก็ให้พวกเขาเริ่มการประลองได้เลย"
หัวหน้ามือปราบอนุญาต
เจียงไหลจึงให้สัญญาณทั้งสามคนเริ่มการประลองได้ทันที
หลี่สิงมองดูหลิวนวิ๋นชิงที่จรดขลุ่ยหยกจรดริมฝีปาก พลางรำพึงในใจว่า
'เงาดอกท้อร่วงหล่น ปลิดปลิวเป็นกระบี่เทวะ เป่าขลุ่ยหยกบรรเลงเกลียวคลื่นสมุทรหยก!'
(จบแล้ว)