เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 มอบให้ผมจัดการ รับรองว่าวางใจได้เลย

บทที่ 1 มอบให้ผมจัดการ รับรองว่าวางใจได้เลย

บทที่ 1 มอบให้ผมจัดการ รับรองว่าวางใจได้เลย


เมืองเจียงเฉิง เมืองบริวารแห่งที่เจ็ด

ภายในตึกหลังเล็กอันเงียบสงบแถบชานเมือง มีเสียงสะอื้นแว่วสะท้อนไปมา เวลานี้ท้องฟ้ามืดสลัวลงแล้ว รอบด้านถูกบดบังด้วยหมู่มวลแมกไม้ บรรยากาศชวนให้รู้สึกวังเวง

ท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันเล็กสีขาวแล่นมาจอดใต้ตึก มันถูกจอดอย่างเป็นระเบียบในช่องจอดรถที่ว่างเปล่า ชายหนุ่มบนรถตวัดขาลงมา ถอดหมวกกันน็อกใบเล็กออกพร้อมสะบัดเส้นผม

เขามีผมซอยสั้นยาวประมาณหนึ่งข้อนิ้ว ปอยผมด้านหน้าระลงมาระหว่างคิ้วทรงกระบี่ ทว่าไม่อาจบดบังโหนกคิ้วที่นูนสูง ซึ่งขับให้เบ้าตาดูลึกและดวงตาเป็นประกายดั่งดวงดาว ประกอบกับสันจมูกโด่งเป็นสัน โครงหน้าได้รูป เครื่องหน้าทั้งหมดหาจุดบกพร่องไม่ได้

หากความหล่อเหลามีการแบ่งขอบเขต ชายผู้นี้คงบรรลุขั้นดาราใหญ่ระดับชาติ

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น มองเห็นชายวัยกลางคนสวมชุดสูทยืนรออยู่ใต้ตึกก่อนแล้ว เขาจึงยกมือขึ้นทักทาย "สวัสดีครับเถ้าแก่ ผมคือผู้ดูแล 'สำนักงานบำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่' ชื่อเยว่เหวินครับ"

"อาจารย์... อาจารย์เยว่"

ชายวัยกลางคนรูปร่างไม่สูงนัก ตัดผมสั้นเกรียนผสมกับศีรษะล้านตรงกลาง ชุดสูททั้งด้านในและด้านนอกมีรอยยับย่นมากมาย บนใบหน้าแฝงไว้ด้วยความเหนื่อยล้ากร้านโลกตามประสาคนทำงานหนัก

ภายหลังทักทายชายหนุ่มเสร็จ เขากลับเอ่ยถามด้วยความคลางแคลงใจเล็กน้อย "คุณจัดการสิ่งชั่วร้ายได้ด้วยตัวคนเดียวเลยเหรอครับ?"

"เรียกผมว่าเสี่ยวเยว่ได้เลยครับ" ชายหนุ่มที่ชื่อเยว่เหวินส่งยิ้มบาง "สำนักงานของเราแม้จะคิดค่าบริการแสนถูก ทว่าผลงานนั้นเชื่อถือได้ มอบหมายให้ผมจัดการ รับรองว่าคุณวางใจได้เลย"

"งั้นก็ดีครับ" ชายวัยกลางคนพยักหน้า ทว่าในใจยังคงแอบกังวลอยู่บ้าง

จะโทษว่าเขากังวลเกินไปก็คงไม่ได้ เพราะอัตราค่าบริการของ "สำนักงานบำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่" แห่งนี้ต่ำกว่าหน่วยงานผู้ฝึกปราณแห่งอื่นมากนัก เขาเพียงแค่เห็นป้ายโฆษณาใบเล็กบนเสาไฟฟ้าจึงลองโทรศัพท์ติดต่อดู

อีกทั้งคนที่ถูกส่งมาดันเป็นชายหนุ่มรูปหล่อจนเกินพอดี รูปลักษณ์ไม่ได้ดูน่าเชื่อถือตั้งแต่แรกเห็นสำหรับผู้ว่าจ้างเลยสักนิด

ทว่าเยว่เหวินกลับดูมั่นใจในตัวเองมาก เขาเดินไปใต้ตึกหลังเล็กด้วยท่าทีสบายอารมณ์ "ในโทรศัพท์ยังอธิบายไม่ค่อยชัดเจน รบกวนช่วยเล่าสถานการณ์โดยละเอียดให้ผมฟังอีกรอบเถอะครับ"

"เอ่อ ได้ครับ" ชายวัยกลางคนเดินตามหลังเขาไป พร้อมกับมองขึ้นไปชั้นบนด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะแนะนำตัว "ผมแซ่เฉิน เป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท 'ลิ่วจิ่วถงเฉิง' ครับ"

"ตึกหลังนี้เป็นอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทของเราเพิ่งรับซื้อมา ปกติแล้วบริษัทจะไม่ค่อยรับซื้อไว้เอง เพราะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่เจ้าของคนก่อนรีบขายออกในราคาถูกแสนถูก ผมเลยเสนอให้บริษัทซื้อเก็บไว้... กะว่าจะปรับปรุงใหม่แล้วค่อยทยอยขายเพื่อทำกำไรให้มากขึ้น"

"คิดไม่ถึงว่าตอนเริ่มตกแต่งใหม่จะพบความผิดปกติ ตึกหลังนี้มีสิ่งชั่วร้ายออกอาละวาดตอนกลางคืน! ก่อนหน้านี้ผมมาดูบ้านเฉพาะตอนกลางวัน เลยไม่พบเรื่องราวพวกนี้" ผู้จัดการเฉินทำหน้าอมทุกข์ "เบื้องบนกดดันผมหนักมาก หากแก้ไขไม่ได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ ผมคงต้องถูกไล่ออกแน่"

เยว่เหวินพยักหน้ารับ ไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายมาหาตนเอง

เพราะดูเหมือนเบื้องบนจะไม่อนุมัติงบประมาณอะไรมาให้เลย

"สำนักงานบำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่" ไม่มีชื่อเสียงใดในเมืองเจียงเฉิง ทว่าข้อดีคือราคาถูก จึงกลายเป็นตัวเลือกอันดับแรกของเหล่ามนุษย์เงินเดือน

"พวกคนงานมองไม่เห็นรูปร่างของสิ่งชั่วร้าย รู้เพียงว่ามันมาไร้ร่องรอย ไปไร้ร่องรอย มันจะปรากฏตัวขึ้นมาโจมตีคนอย่างกะทันหัน ตอนนั้นถ้าคนไม่เยอะ คงได้เกิดเรื่องร้ายแรงแน่ แต่เพราะยังไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ คดีของเราจึงต้องรอคิวที่สำนักงานปราบปรามความผิดปกติ กว่าพวกเขาจะมาจัดการอาจต้องรอเป็นเดือน..."

"ถึงยังไงที่นี่ก็ค่อนข้างใกล้กับเขตทุรกันดาร แถมยังไม่นับเป็นคดีลี้ลับร้ายแรง สำนักงานปราบปรามมีงานวุ่นวายมากมาย ย่อมต้องจัดคิวไว้รั้งท้ายแหละนะครับ" เยว่เหวินพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยถามต่อ "ได้ไปสอบถามเพื่อนบ้านละแวกนี้บ้างหรือยังครับ?"

ผู้จัดการเฉินชี้ไปยังที่ไกลตา "ก่อนจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ ตามธรรมเนียมแล้วพวกเราต้องสอบถามเพื่อนบ้านเพื่อยืนยันว่ามีสถานการณ์ผิดปกติหรือไม่ แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนละแวกนี้อาศัยอยู่ห่างไกลกัน เพื่อนบ้านเลยไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือพวกเราเพิ่งทราบภายหลังว่า เจ้าของบ้านคนก่อนนำผลไม้ไปมอบให้เพื่อนบ้านละแวกนี้ล่วงหน้า เพื่อขอให้พวกเขาไม่พูดจาในแง่ร้าย"

"ที่แท้ก็ใช้เคล็ดวิชามอบของขวัญปิดปาก?" เยว่เหวินหัวเราะเบาๆ

"แต่ในเมื่อเพื่อนบ้านต่างไม่รับรู้อะไร นั่นแสดงว่าสิ่งชั่วร้ายตนนี้หลบซ่อนอยู่ในบ้านอย่างสงบเงียบ ไม่ค่อยเหมือนพวกปีศาจ อาจจะเป็นฝันร้ายที่ก่อตัวขึ้นมา" เขาหันหน้ากลับมาพูดว่า "พวกเราต้องเข้าไปดูข้างในสักหน่อย"

"ผมต้องเข้าไปด้วย?" ผู้จัดการเฉินสะดุ้งโหยง

...

"เดี๋ยวผมจำเป็นต้องปิดประตูหน้าต่างให้สนิท ถ้าคุณรออยู่ข้างนอก ผมคงดูแลความปลอดภัยให้คุณไม่ได้" เยว่เหวินกล่าว

"งั้น..." ผู้จัดการเฉินยืนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ผมขอเข้าไปกับคุณด้วยดีกว่า"

ท้องฟ้ามืดสนิทลงแล้ว การยืนอยู่ใต้ตึกเพียงลำพังก็ชวนให้รู้สึกหวาดผวาไม่น้อย

ใครจะรู้ว่าสิ่งชั่วร้ายนั่นจะวิ่งออกมาข้างนอกหรือเปล่า?

เขาก้าวไปข้างหน้าเพื่อใช้กุญแจไขเปิดประตู จากนั้นรีบหลบวูบไปอยู่ด้านหลังเยว่เหวินในทันที

ส่วนเยว่เหวินกลับก้าวเท้าเดินเข้าไปอย่างผ่าเผย เขาสำรวจข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน ซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้แท้และของตกแต่งแกะสลักนูนต่ำ ให้กลิ่นอายแบบฉบับครอบครัวเศรษฐีเมื่อยี่สิบปีก่อน

"ปิดประตูด้วย อย่าเปิดไฟเด็ดขาด เพราะอาจทำให้มันตื่นตกใจได้" เยว่เหวินเอ่ยกำชับ

ผู้จัดการเฉินเอนหลังพิงกำแพงพลางกระซิบถาม "อยู่ในความมืดแล้วจะหาสิ่งชั่วร้ายเจอได้ยังไง?"

ด้วยสัญชาตญาณของมนุษย์ เขารู้สึกว่าแสงสว่างเจิดจ้าจะมอบความรู้สึกปลอดภัยได้มากกว่า

"วางใจเถอะครับ" เยว่เหวินพูดจบ ก็ล้วงแว่นกันแดดอันหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วสวมใส่

ผู้จัดการเฉินมองดูด้วยความงุนงง เดิมทีภายในบ้านก็มืดสนิทอยู่แล้ว หมอนี่ยังสวมแว่นกันแดดอีก?

นี่เป็นแร็ปเปอร์หรือคนตาบอดกันแน่?

"แว่นของผมอันนี้มองดูคล้ายแว่นกันแดด แต่แท้จริงแล้วมันคือกระจกส่องปีศาจ" เยว่เหวินอธิบาย "มันสามารถมองทะลุกลิ่นอายของสิ่งชั่วร้ายท่ามกลางความมืดมิด ล่วงรู้ถึงที่มาที่ไป และทำให้มันไม่อาจซ่อนตัวได้อีกต่อไป"

พอผู้จัดการเฉินได้ยินว่าเป็นของวิเศษ แววตาก็แปรเปลี่ยนเป็นความเลื่อมใสในทันที

หน้าต่างภายในบ้านมีผ้าม่านหนาทึบ ภายหลังปิดประตูลง แสงสว่างจากภายนอกก็ไม่สามารถลอดเข้ามาได้อีก เหลือเพียงความมืดสนิทและเงียบสงัด

ภายหลังเยว่เหวินสวม "กระจกส่องปีศาจ" ภาพโถงชั้นหนึ่งที่ปรากฏในสายตาก็เริ่มมีหมอกลอยคละคลุ้ง เขาค่อยๆ ก้าวเดินลึกเข้าไปอย่างเชื่องช้า ไม่ว่าสายตาจะกวาดมองไปทางไหน ก็เต็มไปด้วยกลุ่มก๊าซสีเทาที่แผ่ซ่านราวกับหมอกหนา

ผู้จัดการเฉินยืนอยู่หน้าประตูไม่กล้าก้าวเดินไปข้างหน้า เขามองไม่เห็นหมอกสีเทารอบด้าน ทำได้เพียงเอ่ยถามด้วยความตื่นตระหนก "สิ่งชั่วร้ายอยู่ที่ไหนกัน?"

"ยังไม่ทราบเลยครับ" เยว่เหวินส่ายหน้า "นี่เป็นฝันร้ายที่ก่อตัวขึ้นโดยมีพลังจิตค่อนข้างแข็งแกร่ง พลังหยินของมันกระจายอยู่เต็มไปหมด"

"ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงดีล่ะ?" ผู้จัดการเฉินเอ่ยอย่างลุกลี้ลุกลน

"วางใจเถอะครับ" เยว่เหวินยกมือซ้ายขึ้น เผยให้เห็นนาฬิกาบริเวณข้อมือ "ของชิ้นนี้มองดูคล้ายนาฬิกาข้อมือ แต่ความจริงแล้วมันคือเข็มทิศชี้วิญญาณ สามารถติดตามความผันผวนของพลังวิญญาณได้ ตราบใดที่ฝันร้ายตนนั้นเคลื่อนไหวอยู่ภายในบ้าน ผมจะสามารถระบุตำแหน่งของมันได้อย่างแม่นยำ!"

ระหว่างที่พูด เขาดูเหมือนจะกระตุ้นการทำงานของนาฬิกาเรือนนั้น บนหน้าปัดปรากฏแสงบางเบาลอยขึ้นมา ท่ามกลางแสงสว่างที่อบอวล เข็มนาฬิกาเริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็ว

ฟุบ ฟุบ ฟุบ...

พอหมุนไปหลายรอบ เข็มนาฬิกาก็ชี้ไปทางบริเวณบันได จากนั้นขยับเขยื้อนอย่างฉับไว หันเหไปยังทิศของประตูใหญ่

"รู้ตำแหน่งของสิ่งชั่วร้ายแล้ว?" ผู้จัดการเฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

"ทราบแล้วครับ" เยว่เหวินปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปว่า "อยู่ด้านหลังคุณนั่นไง"

"หา?" ผู้จัดการเฉินชะงักด้วยความงุนงง

ฉับพลันนั้น เงาดำทะมึนกลุ่มหนึ่งพุ่งพรวดขึ้นมาข้างกายเขา มันยืดเส้นสายลักษณะคล้ายหนวดออกมาหลายเส้นในชั่วพริบตา รัดพันทั่วร่างและบีบรัดลำคอของผู้จัดการเฉินเอาไว้

ปึก!

เขาถูกบีบคออย่างกะทันหัน ร่างทั้งร่างลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ ภายใต้สภาวะขาดอากาศหายใจ แขนขาของเขาเริ่มดิ้นรนสะเปะสะปะ มือขวาปัดป่ายไปทางเยว่เหวินอย่างสะท้านสะเทือน "ช่วย... ช่วยผมด้วย..."

"หึ วางใจเถอะครับ" เยว่เหวินเผยรอยยิ้มร้ายกาจ ชูกำไลสีเงินที่มือขวาของตนเองขึ้นมาพลางเอ่ย "ของชิ้นนี้มองดูคล้ายกำไลข้อมือ แต่ความจริงแล้วมันคือกระบี่เหิน สามารถฟาดฟันปีศาจปราบมารได้ง่ายดายดั่งหั่นผักปลา ในเมื่อสิ่งชั่วร้ายตนนี้เผยร่างจริงออกมาแล้ว ย่อมไม่มีทางหนีรอดไปได้"

"คุณ..." ผู้จัดการเฉินเส้นเลือดปูดโปน เค้นคำพูดออกมาจากลำคอได้เพียงไม่กี่คำ "เร็ว... แม่ง... รีบหน่อยเถอะ"

"จิตกระบี่นำทาง พลังวิญญาณสยบเก้าชั้นฟ้า!"

เยว่เหวินชี้นิ้วขวาไปเบื้องหน้า กำไลข้อมือแปรเปลี่ยนเป็นแสงสีเงินสายหนึ่ง พุ่งทะลวงฝ่าอากาศออกไปดังฟุบ!

ฉัวะ—

แม้ห้องโถงจะกว้างขวาง ทว่าสำหรับปราณกระบี่ที่รวดเร็วสุดขีดกลับเป็นเพียงระยะทางชั่วพริบตา เงาดำที่กำลังควบคุมตัวผู้จัดการเฉินยังไม่ทันได้ตอบสนอง พลันถูกแสงอันคมกริบทะลวงผ่านร่าง

"อ๊าก—" มันกรีดร้องโหยหวน แสงสีดำดั่งน้ำหมึกรอบกายระเบิดออก เผยให้เห็นเงาต้นไม้เลือนรางที่กำลังแผ่ขยายเถาวัลย์นับร้อยเส้น

ร่างต้นกำเนิดปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะระเบิดกระจุย

ตูม!

"ที่แท้ก็เป็นต้นไม้เก่าแก่อายุร้อยปี คาดว่าน่าจะถูกตัดโค่นในช่วงที่กำลังจะกลายร่างประจวบเหมาะกับตอนเริ่มก่อสร้างพื้นที่แถบนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ความแค้นถึงได้ฝังลึกขนาดนี้ พลังจิตที่หลงเหลืออยู่สามารถกลายสภาพเป็นฝันร้ายที่แข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้"

เยว่เหวินมองทะลุปรุโปร่งถึงที่มาของสิ่งชั่วร้ายตนนี้ ก่อนจะกล่าวอย่างเนิบนาบ

ส่วนผู้จัดการเฉินร่วงหล่นลงมาเสียงดังตุบ ร่างล้มคะมำหน้าคว่ำลงกับพื้น ก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งออกมาอย่างอ่อนระทวย "ช่วย... เรียก... รถพยาบาลให้ผมที"

"วางใจเถอะครับ" เยว่เหวินก้าวไปข้างหน้าเพื่อหิ้วตัวเขาขึ้นมา เดินออกไปนอกประตู แล้วตรงไปยังรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันเล็กของตนเอง

"รถของผมคันนี้ดูเหมือนรถไฟฟ้า แต่ความจริงแล้วหลอมขึ้นมาจากโครงกระดูกของสัตว์วิเศษม้ามังกรขาว หากเดินเครื่องเต็มกำลังจะพุ่งทะยานไวปานสายฟ้าแลบ ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีก็ส่งคุณถึงโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดได้อย่างแน่นอน"

"แต่ต่อให้ไปไม่ทัน คุณก็ยังวางใจได้เหมือนเดิม"

"ผมรู้จักร้านขายของใช้สำหรับงานศพดีๆ อยู่ร้านหนึ่ง ของดีราคาถูก รับประกันว่าจัดบริการแบบครบวงจรให้คุณได้แน่นอน"

จบบทที่ บทที่ 1 มอบให้ผมจัดการ รับรองว่าวางใจได้เลย

คัดลอกลิงก์แล้ว