เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 ตัวร้าย

บทที่ 60 ตัวร้าย

บทที่ 60 ตัวร้าย  


บทที่ 60 ตัวร้าย

ตู้ตงไหลโกรธจนแทบคลั่ง

ในภัตตาคารเฟิงเจ๋อหยวน คนที่มีฝีมืออาหารเสฉวนสูงที่สุดก็คือเขา ถ้าฟางเหยียนจะแอบครูพักลักจำ

ก็ต้องขโมยวิชาไปจากเขานี่แหละ!

****"แอบครูพักลักจำ" (หรือที่ในนิยายจีนมักใช้คำว่า โทวซือ แปลตรงตัวว่า "ขโมยวิชา") เป็นสำนวนที่ใช้เรียกพฤติกรรมการเรียนรู้วิชาความรู้หรือทักษะฝีมือ โดยที่ผู้สอนไม่ได้ตั้งใจจะถ่ายทอดให้ หรือไม่ได้กราบตัวเป็นศิษย์-อาจารย์กันอย่างเป็นทางการครับ***

ก่อนหน้านี้เขาเห็นว่าไอ้เด็กนี่เรียนทำอาหารดูไม่มีพรสวรรค์เอาเสียเลย แต่หน้าตาดีและขยันขันแข็งดี เขาก็เลยไม่ได้จงใจกลั่นแกล้งอะไร ใครจะไปคิดว่ามันจะไม่ได้ความขนาดนี้?

แต่ที่นึกไม่ถึงยิ่งกว่าคือ ไอ้ลูกหมานี่กล้าดีมาแอบขโมยวิชาของเขาไป? แถมตอนนี้ยังเอาวิชาที่ขโมยไปมาตั้งแผงลอยขายอยู่บนถนนเส้นเดียวกันอีก แบบนี้มันยอมกันได้ที่ไหน???

ในสายตาของตู้ตงไหลที่เติบโตมาในสังคมยุคเก่า เรื่องนี้ถือเป็นข้อห้ามที่ร้ายแรงที่สุด! เปรียบเหมือนการลูบคมและลามปามมาถึงบนหัวเขาเลยทีเดียว!!

เขาโกรธ! โกรธจนควันออกหู! แทบอยากจะพุ่งตัวออกไปที่ถนน ลากตัวฟางเหยียนออกมา แล้วเอามีดสับเอ็นข้อมือมันให้ขาดสะบั้นเดี๋ยวนี้!

ตู้ตงไหลนึกย้อนไปถึงตอนที่ฟางเหยียนวนเวียนอยู่ในครัว

เขายิ่งรู้สึกว่าทุกท่วงท่าที่ไอ้เด็กนี่ขยับเข้ามาใกล้เขา มันจงใจมาแอบดูเพื่อขโมยวิชาชัดๆ ไม่สอนแล้วแอบขโมย ก็คือหัวขโมย! ตู้ตงไหลโกรธจนเส้นเลือดที่ขมวดปูดโปนออกมา

ในใจเริ่มวางแผนแล้วว่าเดี๋ยวจะจัดการกับไอ้หมอนี่อย่างไรดี

ส่วนสั่วจู้ที่ยืนอยู่ข้างๆ เมื่อเห็นอาจารย์ตู้ตงไหลโกรธจัดขนาดนั้น เขาก็แอบสะใจอยู่ลึกๆ เมื่อวานซืนตอนเช้ามืด เขาโดนฟางเหยียนเอามีดขู่จนแทบฉี่ราดกางเกง

วันนี้ในที่สุดก็ถึงโอกาสล้างแค้นเสียที กงเกวียนกำเกวียนแท้ๆ ผลกรรมมันตามสนองไวจริงๆ! ฮ่าๆๆ! สั่วจู้แทบจะหัวเราะร่าออกมาด้วยความลิงโลด ในใจคิดว่า: ไอ้ฟางเหยียน คราวนี้แกซวยแน่!

การแอบขโมยวิชาในวงการเชฟถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ถึงแม้ตอนนี้โลกจะเปลี่ยนไป กฎระเบียบเก่าๆ จะเลือนหายไปบ้างแล้ว แต่ดูจากท่าทางโกรธจัดของตู้ตงไหล

เขาก็รู้ดีว่าอาจารย์ไม่มีทางปล่อยเจ้านั่นไปง่ายๆ แน่ เขานึกเสียใจอยู่นิดหน่อยที่ทำไมตอนนั้นถึงไม่รีบคาบข่าวมาบอกอาจารย์ให้เร็วกว่านี้ มัวแต่โดนไอ้ฟางเหยียนปั่นหัวจนงงไปหมด แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไป

เขาเหลือกตาไปมา รีบขยับเข้าไปกระซิบข้างหูตู้ตงไหลว่า: “อาจารย์ครับ ไอ้หมอนี่มันไม่ซื่อจริงๆ” “ไม่แน่ตอนปีใหม่มันอาจจะแกล้งป่วย เพื่อให้ผู้จัดการไล่ออก

แล้วมันจะได้ออกมาเปิดกิจการเองแบบนี้แหละครับ“พูดจบเขาก็สำทับด้วยน้ำเสียงดุดัน:”ไอ้เด็กนี่มันขวัญกล้าเทียมฟ้าจริงๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนปี 49 คนพรรค์นี้ต้องโดนสับเอ็นข้อมือทิ้งไปแล้ว!”

ตู้ตงไหลขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน: “สังคมใหม่ช่วยชีวิตมันไว้แท้ๆ!” “แต่แผงของมัน ข้าต้องไปพังทิ้งให้ราบ!”

สั่วจู้รีบเสนอหน้าอย่างร่าเริง: “อาจารย์อย่าเพิ่งโมโหมากเลยครับ เดี๋ยวผมช่วยอาจารย์พังแผงมันเอง ส่วนอาจารย์ก็แค่ตบหน้ามันสั่งสอนสักสองฉาดก็พอ”

เขายังกำชับเพิ่มอีกว่า: “ต้องตบให้หนักๆ เลยนะครับ!” ตอนนี้นึกถึงตอนที่เขาเกือบจะโดนฟางเหยียนจัดการ เลือดในกายเขาก็สูบฉีดขึ้นหน้า

ความอัปยศและความกลัวในวันนั้นเขายังจำได้แม่น วันนี้เขาต้องเอาคืนให้ได้ ไม่อย่างนั้น ชาตินี้เขาคงนอนตายตาไม่หลับ!

สั่วจู้ตกอยู่ในภวังค์แห่งความสะใจที่จะได้แก้แค้น จนเขาไม่ทันสังเกตเห็นว่า หลวนซิ่วจูที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ นั้นสีหน้าไม่สู้ดีเอาเสียเลย ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ

เธอเอื้อมมือไปดึงแขนเสื้ออวี่จู้: “เหออวี่จู้ คุณพูดอะไรออกมาน่ะ!?”

“คุณเคยบอกไม่ใช่เหรอว่า ฟางเหยียนคือเพื่อนที่โตมาด้วยกัน! เป็นพี่น้องร่วมสำนักที่กราบอาจารย์มาด้วยกันนะ!”

สั่วจู้สะดุ้งโหยงทันที ในใจอุทานว่า: ซวยแล้วๆ! มัวแต่คิดจะเหยียบย่ำซ้ำเติมฟางเหยียนจนลืมตัว ลืมไปเลยว่ามีหลวนซิ่วจูอยู่ข้างๆ ด้วย

แม่หนูคนนี้คือ "แสงจันทร์ในใจ" ของเขาเลยนะ ทำไมพอขาดสติแล้วดันลืมรักษาภาพลักษณ์คนดีต่อหน้าเธอไปได้ล่ะเนี่ย!? เขาแทบอยากจะตบหน้าตัวเองสักฉาด

สั่วจู้อ้าปากค้าง ทำท่าทางตะกุกตะกักอย่างขัดเขิน: “ซิ่วจู... คือ... ผม... ผมพูดความจริงนะ!”

เขาไม่กล้าสบตาหลวนซิ่วจู ได้แต่เบือนหน้าหนีไปทางอื่น แล้วลดเสียงลง: “คนที่เป็นหัวขโมยวิชาแบบฟางเหยียนน่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนต้องโดนสับเอ็นข้อมือจริงๆ” “ถ้าคุณหนูไม่เชื่อ ลองถามท่านหลวนดูก็ได้ครับ!”

หลวนซิ่วจูไม่ใช่คนโง่ เธอพอมองออกแล้วว่าสั่วจู้กำลังจงใจเหยียบซ้ำเพื่อน เธอรู้สึกตกใจมาก ถามสั่วจู้กลับว่า: “คุณหาว่าเขาแกล้งป่วยเหรอ?”

“หรือว่าที่เขาถูกไล่ออก เป็นเพราะเขาป่วยจนมาทำงานไม่ได้จริงๆ?” พูดจบเธอก็หันไปจ้องมองผู้จัดการหยางที่อยู่ข้างๆ

ผู้จัดการหยางเริ่มทำตัวไม่ถูก เขาบอกว่า: “คุณหนูซิ่วจูครับ ผมก็แค่กลัวคุณหนูจะเสียใจน่ะครับ” “ในเมื่อผลลัพธ์มันเป็นแบบนี้ไปแล้ว สาเหตุหรือขั้นตอนอะไรมันก็ไม่สำคัญแล้วล่ะครับ”

หลวนซิ่วจูเบิกตากว้าง ความโกรธแค้นต่อคนกลุ่มนี้ทำให้เธอแทบจะร้องไห้ออกมา เธอถามด้วยเสียงสั่นเครือ: “คุณ... คุณแค่บอกมาว่า เขาป่วยจริงๆ แล้วคุณก็อาศัยจังหวะนั้นไล่เขาออกใช่ไหม?”

ผู้จัดการหยางยังคงทำหน้าหนาเหมือนหนังควายยิ้มสู้: “เรื่องที่เขาป่วยน่ะ ผมเองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นโรคติดต่อหรือเปล่า เพื่อความปลอดภัยของทุกคนและลูกค้า ผมก็เลยจำเป็นต้องไล่เขาออกครับ”

“ทั้งหมดที่ผมทำลงไป ก็เพื่อผลประโยชน์ของเฟิงเจ๋อหยวนทั้งนั้นนะครับ!”

หลวนซิ่วจูโมโหจนตัวสั่นแต่ไม่รู้จะพูดยังไงต่อ ได้แต่ถามย้ำ: “คุณยังมีความเป็นธรรมหลงเหลืออยู่บ้างไหม?”

เมื่อเห็นลูกสาวจะร้องไห้อยู่รอมร่อ เถ้าแก่หลวนจึงเอ่ยปากขึ้นในที่สุด: “พอได้แล้ว ซิ่วจู!” “อย่ามาทำตัววุ่นวายแถวนี้!”

เขาดึงตัวลูกสาวมาไว้ใกล้ๆ แล้วบอกว่า: “เด็กรับใช้คนเดียว ออกไปแล้วก็คือออกไป อย่ามาตะคอกใส่ผู้จัดการหยางแบบนี้” “ทุกอย่างที่เขาทำ ก็ทำเพื่อเฟิงเจ๋อหยวนของเรา”

ผู้จัดการหยางรีบรับลูกทันที: “โธ่ ท่านหลวน ท่านน่ะเข้าใจผมที่สุดแล้วครับ” เขากุมมือทำท่าทางนอบน้อมแล้วพูดต่อ: “อีกอย่างนะครับท่านหลวน ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณหนูดีครับ”

“คุณหนูท่านมีจิตใจเมตตา สงสารคนไปทั่ว” “ถอดแบบมาจากท่านหลวนเป๊ะๆ เลยครับ”

หลวนซิ่วจูพยายามจะเถียงต่อ แต่ก็โดนพ่อของเธอขัดจังหวะขึ้นมาอีกครั้ง เถ้าแก่หลวนถอนหายใจยาว: “เฮ้อ เป็นเพราะพ่อตามใจเธอมากเกินไปจริงๆ”

“ไม่เคยให้เธอได้เห็นด้านมืดของสังคมเลย”

ผู้จัดการหยางยิ้มประจบ: “นั่นเป็นเพราะท่านหลวนมีความสามารถปกป้องคุณหนูได้ไงครับ ลูกสาวบ้านอื่นอยากจะได้รับความคุ้มครองแบบนี้ยังทำไม่ได้เลย!”

“...”

พูดจบเขาก็หันมาส่งยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะให้หลวนซิ่วจู ท่าทางนั้นราวกับจะบอกว่า: เห็นไหมล่ะ คุณหนูจะทำอะไรผมได้?

หลวนซิ่วจูเห็นท่าทางของผู้จัดการหยางแล้วแทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้น จังหวะนั้นผู้จัดการหยางก็ยังขยับเข้ามาพูดซ้ำเติมอีก: “คุณหนูซิ่วจูครับ สิ่งที่เหออวี่จู้พูดเมื่อกี้มันก็มีเหตุผลนะ”

“ไอ้ฟางเหยียนน่ะมันเป็นพวกไม่เอาถ่านมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว” “คุณหนูโดนมันหลอกเข้าให้แล้วล่ะค่ะ”

“ไม่แน่เจ้านั่นอาจจะแกล้งป่วยแอบขโมยวิชาแล้วจงใจให้โดนไล่ออกจริงๆ”

“จะได้ออกมาตั้งแผงลอยโกยเงินเองยังไงล่ะครับ!”

ยังไม่ทันที่หลวนซิ่วจูจะได้พูดอะไร ตู้ตงไหลก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพูดขึ้นว่า: “แต่มันมาโกยเงินโดยใช้ตำราวิชาของข้า!”

“คราวนี้ถ้าข้าเจอตัวมัน ข้าต้องพังแผงมันต่อหน้าฝูงชนให้ได้!”

“ไม่อย่างนั้นข้าคงนอนตายตาไม่หลับแน่!”

สั่วจู้ได้ยินดังนั้นก็แทบจะกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ แต่พอเห็นสีหน้าของหลวนซิ่วจูที่ทำท่าจะร้องไห้ เขาก็เลือกที่จะปิดปากเงียบไว้อย่างรู้กาละเทศะ

เขาไม่ควรพูดอะไรไปมากกว่านี้ เอาไว้ค่อยหาทางแก้ตัววันหลัง ขืนพูดเยอะไปตอนนี้ หลวนซิ่วจูต้องเกลียดเขาเข้าไส้แน่ๆ

หลวนซิ่วจูหันไปมองพ่อของเธอแล้วถามด้วยความหวังสุดท้าย: “พ่อคะ พ่อจะไม่ห้ามหน่อยเหรอ?”

เถ้าแก่หลวนส่ายหน้า: “นี่เป็นเรื่องระหว่างอาจารย์กับศิษย์ พ่อคนนอกเข้าไปยุ่งไม่ได้หรอก”

“...” หลวนซิ่วจูหมดคำจะพูด เธอกลัวเหลือเกินว่าวันนี้ฟางเหยียนจะหนีไม่พ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้

“เอาละ!” เฉินต้าจางที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างก็ทำหน้าเคร่งขรึม เขาไม่นึกเลยว่าสั่วจู้กับผู้จัดการหยางจะปั่นหัวจนเรื่องลามมาถึงตัวฟางเหยียนขนาดนี้

แต่ในตอนนี้เขาเองก็พูดอะไรไม่ได้มาก ทำได้เพียงคิดในใจว่าเดี๋ยวค่อยไปช่วยกันท่าไว้ อย่างน้อยพังแผงไปแล้ว ก็อย่าให้ถึงขั้นลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายกันเลย

เขาได้แต่ถอนใจเงียบๆ สงสารฟางเหยียนที่ดวงซวยโดนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดไม่หยุดจริงๆ

เถ้าแก่หลวนเห็นว่าได้เวลาแล้ว เขาสั่งกำชับว่า: “เหล่าตู้ แกจะจัดการเคลียร์สำนักยังไงฉันไม่ว่า แต่อย่าลืมธุระสำคัญของเราล่ะ” “เดี๋ยวตอนคุยกันก็คุยกันดีๆ”

“ถ้าเจรจาได้สำเร็จ ฉันมั่นใจว่าเฟิงเจ๋อหยวนของเราจะใช้เมนูพะโล้และอาหารยำพวกนั้น ขยายสาขาเปิดภัตตาคารใหม่ได้อีกตึกหนึ่งเลยทีเดียว”

เถ้าแก่หลวนให้ความสำคัญกับเมนูพะโล้ที่เขาได้ชิมเมื่อวานมาก เขามองว่านี่คือจุดเริ่มต้นครั้งใหม่ของความยิ่งใหญ่ในสายอาชีพของเขา

เมื่อเจ้านายออกคำสั่ง ตู้ตงไหลก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสะกดอารมณ์โกรธแค้น เขารับคำ: “ทราบครับเถ้าแก่ ผมจะไม่ทำให้เสียงานแน่นอน”

เถ้าแก่หลวนพยักหน้าอย่างพอใจ: “ดีมาก!” จากนั้นเขาก็หันไปบอกผู้จัดการหยาง: “เอาเงินมาให้ฉัน แล้วพวกเราไปกันเถอะ”

ผู้จัดการหยางรีบยื่นเงินให้ด้วยสองมืออย่างพินอบพิเทา: “นี่ครับท่านหลวน รับไว้ให้ดีนะครับ!”

หลวนซิ่วจูเดินตามหลังพ่อของเธอไปทั้งน้ำตาที่คลอเบ้า เธอรู้สึกสิ้นหวังและคิดว่าเฟิงเจ๋อหยวนของครอบครัวเธอเนี่ย มันไม่มีคนดีหลงเหลืออยู่เลยจริงๆ

เมื่อพ้นประตูเฟิงเจ๋อหยวน เถ้าแก่หลวนก็นำทีมเดินขบวนกันอย่างสง่าผ่าเผยมุ่งหน้าสู่ถนนสายหลัก

อีกด้านหนึ่ง เฉินเสวี่ยหรูเปิดร้านตั้งแต่เช้าตรู่ แต่เธอกลับรู้สึกกระวนกระวายใจ นั่งไม่ติดที่ เธอครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งเด็กสาวที่มาช่วยงานในร้าน จากนั้นก็เดินออกจากร้านไป

เธอสอดส่ายสายตาไปทั่วถนนเพื่อหาแผงลอยของตระกูลฟาง วันนี้หมอกยามเช้ายังไม่จางหายไป ทำให้ทัศนวิสัยไม่ไกลนัก เธอจึงต้องเดินหาไปรอบๆ

แต่เดินวนหาอยู่หนึ่งรอบกลับไม่เจอแผงของฟางหรงเลยแม้แต่น้อย เธอขมวดคิ้วสงสัย หรือว่าวันนี้ครอบครัวนี้จะไม่มา?

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เธอจึงรีบเร่งฝีเท้าไปทางภัตตาคารเฟิงเจ๋อหยวน ฟางเหยียนตั้งแผงอยู่แถวนั้น และคุณตาหม่าก็มักจะไปจองที่ให้แต่เช้า ดังนั้นเขาไม่มีทางย้ายที่แน่นอน ถ้าหาที่นั่นไม่เจอ ก็แปลว่าวันนี้เขาไม่มาจริงๆ

เมื่อเดินทะลุม่านหมอกยามเช้าเข้าไป คิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากันแน่นขึ้น ในที่สุดเธอก็เห็นกลุ่มคนรุมล้อมอยู่หน้าแผงลอยแห่งหนึ่ง หลังแผงลอยนั้น พี่น้องตระกูลฟางกำลังวุ่นอยู่กับการทำงาน

...

ไม่รู้ทำไม เฉินเสวี่ยหรูถึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธอคิดในใจ: ค่อยยังชั่วที่มา! จากนั้นเธอก็ยิ้มร่าเดินเข้าไปหา

ขณะที่เธอกำลังจะอ้าปากเรียกฟางเหยียน จู่ๆ ก็มีเสียงหวานใสเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา: “ฟางเหยียน ขอกระดาษคราฟท์ให้ฉันแผ่นหนึ่งสิ ฝั่งนี้ห่อของจนหมดแล้วค่ะ”

“ได้เลยครับ!” ฟางเหยียนขานรับ แล้วรีบหยิบกระดาษคราฟท์แผ่นหนึ่งส่งให้

เฉินเสวี่ยหรูถึงได้สังเกตเห็นว่าที่แผงลอยมีใครบางคนเพิ่มขึ้นมา เป็นหญิงสาววัยรุ่นสวมเสื้อโค้ทผ้าวูลสีเทาอ่อนและรองเท้าบูทหนัง ดูจากการแต่งกายแล้วเหมือนจะเป็นนักศึกษา ที่สำคัญ... เธอสวยมาก

เฉินเสวี่ยหรูรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เธอเม้มริมฝีปาก จ้องมองฟางเหยียนกับหญิงสาวคนนั้นที่กำลังยุ่งอยู่ด้วยกัน และสังเกตเห็นว่าทั้งสองคนมีการส่งสายตาให้กันเป็นระยะ

เฉินเสวี่ยหรูยิ่งรู้สึกอึดอัดแน่นหน้าอกขึ้นมาทันที

“ฟางเหยียน!” เธอตะโกนเรียกเสียงดัง ฟางเหยียนหันกลับมาตามเสียง เมื่อเห็นว่าเป็นเธอ เขาก็ทักทายกลับอย่างรวดเร็ว: “อ้าว เถ้าแก่เนี้ยเฉิน! สวัสดีตอนเช้าครับ!”

เฉินเสวี่ยหรูขานรับ: “สวัสดีค่ะ!” จากนั้นเธอก็เดินบิดเอวเข้าไปใกล้ แสร้งทำเป็นส่งเสียงอ้อนถามฟาง

เหยียนว่า: “วันนี้มีกับข้าวอะไรบ้างคะ?”

ฟางเหยียนรู้สึกว่าวันนี้เฉินเสวี่ยหรูดูแปลกๆ ไปนิดหน่อย เขาขมวดคิ้วพลางชี้ไปที่เมนูที่เขียนด้วยชอล์กบนรถเข็น: “โน่นครับ เขียนไว้ตรงนั้นแล้ว!”

เฉินเสวี่ยหรูฉุนกึก! ไอ้ฟางเหยียนบ้าเอ๊ย ฉันอุตส่าห์ถาม แกกลับบอกให้ฉันดูเองเนี่ยนะ? ดูพ่องสิ! โกรธก็โกรธ แต่เธอก็ยังต้องรักษามาดกุลสตรีเอาไว้

เธอพยายามปั้นยิ้มแล้วถามต่อ: “คุณยุ่งขนาดนี้เลยเหรอคะ?”

ฟางเหยียนมองหน้าเฉินเสวี่ยหรูด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน: “เถ้าแก่เนี้ยเฉิน คุณนี่ตลกจัง ก็เห็นๆ กันอยู่ไม่ใช่เหรอครับ?”

จังหวะนั้นมีคนตะโกนสั่งอาหาร: “เถ้าแก่! ผมจองหุยกัวโร่วที่หนึ่ง! เงินวางไว้ในชามแล้วนะ!”

ฟางเหยียนหันกลับไปขานรับทันที: “ได้เลยครับ!”

จากนั้นเขาก็ตะโกนสั่งฟางหนิง: “เจ้าสี่ จดเมนู! หุยกัวโร่วหนึ่งที่!”

“ได้ค่ะพี่สาม!” น้องสี่ฟางหนิงที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำเพราะความยุ่งและเหงื่อที่ไหลท่วมตัวขานรับทันควัน

ฟางเหยียนหันมาเห็นไป๋หลิงที่อยู่ข้างๆ กล่องใส่เงินของเธอเริ่มเต็มจนธนบัตรแทบจะหล่นออกมานอกกล่อง เขาจึงรีบเตือนว่า: “ไป๋หลิง เก็บเงินให้ดีๆ หน่อยครับ มันจะร่วงออกมานอกกล่องแล้วนะ”

ไป๋หลิงที่ยุ่งจนแทบจะมึนหัว พอได้ยินก็ก้มมองดู พบว่าเป็นเรื่องจริง เธอตกใจรีบยัดเงินกลับเข้าไปในกล่อง แล้วส่งยิ้มเขินๆ ให้ฟางเหยียน: “อุ๊ย ดูฉันสิ มือไม้เกะกะจริงๆ เลย...”

ฟางเหยียนยิ้มแล้วส่ายหน้า: “ฮ่าๆๆ... ไม่เป็นไรครับ ระวังหน่อยก็พอ”

“...” เฉินเสวี่ยหรูยืนมองทั้งสองคนคุยกัน เธอรู้สึกเหมือนพวกเขากำลังจีบกันอยู่ต่อหน้าต่อตายังไงยังงั้น ฟางเหยียนหันกลับมาเห็นเฉินเสวี่ยหรูยังยืนอยู่ข้างๆ

เขาก็บอกว่า: “เถ้าแก่เนี้ยเฉิน ถ้าไม่มีธุระอะไร คุณไปนั่งพักฝั่งโน้นก่อนไหมครับ?” “ผมกำลังยุ่งอยู่น่ะครับ”

เมื่อเห็นเฉินเสวี่ยหรูไม่ตอบ

เขาจึงหันไปบอกพี่รองฟางหรงว่า: “พี่รอง รินน้ำชาให้เถ้าแก่เนี้ยเฉินหน่อยครับ”

“อ้อ ได้จ้ะ” ฟางหรงรับคำแล้วรีบเดินมารินน้ำชาหนึ่งถ้วย วางลงบนโต๊ะข้างๆ

จากนั้นก็ทักทายเฉินเสวี่ยหรู: “เถ้าแก่เนี้ยเฉิน เชิญนั่งพักก่อนนะคะ”

เฉินเสวี่ยหรูโบกมือปฏิเสธ แล้วถามว่า: “ไม่ต้องหรอกค่ะ มีอะไรให้ฉันช่วยไหมคะ?”

ฟางหรงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกแปลกใจ: “คุณจะช่วยด้วยเหรอคะ?”

“ใช่ค่ะ”

เฉินเสวี่ยหรูพยักหน้า “ทำไมล่ะคะ ฉันเองก็เปิดร้าน เรื่องเก็บเงินทอนเงินน่ะฉันถนัดที่สุดแล้ว”

“ทำได้ดีกว่าพวกคุณแน่นอนค่ะ”

ฟางเหยียนได้ยินดังนั้นจึงบอกว่า: “โอ้ งั้นก็ได้ครับ”

แล้วเขาก็หันไปสั่งน้องสี่: “เจ้าสี่ เอากระดาษกับปากกามาให้เถ้าแก่เนี้ยเฉินหน่อย ให้เธอช่วยจดเมนูและเก็บเงินคู่กับเธอไปเลย”

พูดจบเขาก็ยิ้มให้เฉินเสวี่ยหรูแวบหนึ่ง: “เถ้าแก่เนี้ยเฉิน! ขอบคุณมากนะครับ!”

เฉินเสวี่ยหรูมองฟางเหยียนแล้วตอบเสียงอ้อนว่า: “ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ เรียกว่า 'เสวี่ยหรู' เฉยๆ ก็ได้”

“พี่เสวี่ยหรู รบกวนด้วยนะคะ!” น้องสี่รีบเดินเข้ามาส่งกระดาษและปากกาให้ทันที

“ได้เลยจ้ะ!” เฉินเสวี่ยหรูรับมา

จากนั้นเธอก็ตะโกนบอกฝูงชนที่มุงอยู่ว่า: “พี่น้องทั้งหลาย เชิญทางนี้เลยค่ะ!” “ทางนี้ก็รับจ่ายเงินและจดเมนูได้เหมือนกันนะคะ!”

และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง กลุ่มคนจากภัตตาคารเฟิงเจ๋อหยวนก็เดินมาถึงพอดี เมื่อเห็นฝูงชนรุมล้อมอยู่หนาแน่นจนแทบจะแหวกเข้าไปไม่ได้ พวกเขาก็รู้ทันทีว่ามาถูกที่แล้ว

ผู้จัดการหยางบอกกับเถ้าแก่ว่า: “ท่านหลวนครับ คนเยอะขนาดนี้ น่าจะเป็นแผงนี้แหละครับ!”

เถ้าแก่หลวนหรี่ตามองเห็นเฉินเสวี่ยหรูกำลังยืนตะโกนเรียกแขกอยู่

เขาจึงพูดขึ้นว่า: “แม่หนูที่อยู่นอกฝูงชนนั่น... ทำไมดูคุ้นหน้าคุ้นตาจังเลยนะ!?”

“ขอดูหน่อยสิครับ!” ผู้จัดการหยางชะโงกหน้ามอง

แล้วเขาก็ชะงักไป อุทานออกมาว่า: “โอ้ นั่นมันเฉินเสวี่ยหรูนี่นา!”

เถ้าแก่หลวนก็อึ้งไปเหมือนกัน: “ลูกสาวบ้านตระกูลเฉินเหรอ?”

“ยัยเด็กนั่นเปิดร้านผ้าไหมอยู่ไม่ใช่เหรอ ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”

“ไม่ทราบเหมือนกันครับ!” ผู้จัดการหยางทำหน้ามึนตึ้บ

ตอนนั้นเอง เฉินต้าจางก็ก้าวออกมาพูดว่า: “หรือว่ายอดฝีมืออาหารเสฉวนคนนั้น จะเป็นคนที่ตระกูลเฉินจ้างมา?”

“ตระกูลเฉินเขามีคอนเนคชั่นทางธุรกิจทั้งในเสฉวนตะวันออกและตะวันตกเลยนะ”

เถ้าแก่หลวนขมวดคิ้ว: “ถ้าเป็นแบบนั้น เรื่องนี้คงจัดการยากหน่อยแล้วล่ะ”

จู่ๆ ผู้จัดการหยางก็สังเกตเห็นคนรู้จักอีกคน เขาโพล่งออกมาว่า: “อ้าว ทำไมท่านปู่หม่าถึงไปนั่งอยู่หลังแผงลอยนั่นด้วยล่ะ?” ทุกคนหันมองตามไป

เถ้าแก่หลวนถึงกับอึ้ง: “โอ้ จริงด้วยแฮะ!” พูดจบเขาก็ส่ายหน้า: “เขามันพวกนักชิมตัวยง สงสัยคงมานั่งรอทานข้าวนั่นแหละ”

ทุกคนพากันหัวเราะ: “หึหึ ท่านปู่หม่านี่ก็แสบจริงๆ เลยนะครับ!”

ตอนนั้นเองผู้จัดการหยางถามขึ้นว่า: “ท่านหลวนครับ พวกเรายังจะเข้าไปหาเถ้าแก่คนนั้นอยู่อีกไหม?”

เถ้าแก่หลวนนิ่งคิดพลางคำนวณในใจครู่หนึ่ง

ก่อนจะตอบด้วยเสียงหนักแน่นว่า: “ไป!” “ทำเป็นไม่รู้ซะว่าเขาเป็นคนของตระกูลเฉิน”

“ถ้าเป็นคนที่ตระกูลเฉินจ้างมา เราก็แค่ทุ่มเงินให้มากกว่าเพื่อขุดตัวมาก็สิ้นเรื่อง!”

ผู้จัดการหยางได้ยินดังนั้นก็ชูนิ้วโป้งให้: “ท่านหลวนใจป้ำที่สุดเลยครับ!” เถ้าแก่หลวนยิ้มรับ

แต่ในจังหวะนั้นเอง ตู้ตงไหลกลับยืนอึ้ง จ้องมองไปที่หลังแผงลอยนั้นเขม็ง: “เอ่อ... ไม่ใช่สิ...”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นปนตกใจ: “พวกคุณ... พวกคุณดูสิ... คนที่อยู่หลังแผงนั่นคือใคร?”

ทุกคนหันมองไปพร้อมกัน และเมื่อเห็นชัดๆ ทุกคนก็ถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน โดยเฉพาะสั่วจู้ที่หลุดปากอุทานออกมาเสียงหลง: “เป็นไปไม่ได้!”

“ฟางเหยียน?!”

**หลังจากนี้ไปจำนวนคำแต่ละตอนยาวมาก ไม่ต่ำกว่า 3500 คำ ช่วยสนับสนุนในการแปลหน่อยนะครับ

หรือจะสนับสนุนค่ากาแฟ ได้ที่ พร้อมเพย์ 0902797659 ธนกร แสนอุ่นเรือน

**จะพยายามลงให้อ่านต่อเนื่องนะครับ**

หากการแปลใช้คำผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ โอากาสนี้ด้วยครับ

ขอบคุณมากครับ

จบบทที่ บทที่ 60 ตัวร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว