- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นมือปราบหน้าใหม่พร้อมกับพลังโกงแยกดวงจิต
- บทที่ 22 - แล้วยังไงต่อล่ะ รีบเล่ามาเร็วเข้า
บทที่ 22 - แล้วยังไงต่อล่ะ รีบเล่ามาเร็วเข้า
บทที่ 22 - แล้วยังไงต่อล่ะ รีบเล่ามาเร็วเข้า
บทที่ 22 - แล้วยังไงต่อล่ะ รีบเล่ามาเร็วเข้า
เซียวเหอมาเร็วไปเร็ว ทักษะการโดดเรียนของเขาบรรลุถึงขั้นสุดยอด ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ผลลัพธ์จากการฝึกฝนเพียงวันเดียว เซี่ยงหยวนอดสงสัยไม่ได้ว่าหวังเหวินซวี่คงจะไม่ได้สังเกตเห็นด้วยซ้ำว่าในห้องเรียนมีคนเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่งแล้วก็หายไปคนหนึ่ง
ดังนั้น นี่จึงไม่เรียกว่าโดดเรียน แต่เรียกว่าการขาดเรียนโดยสมบูรณ์ต่างหาก
เพราะความรวดเร็ว คนรับใช้ยังจูงม้าพักผ่อนอยู่ริมถนน ทั้งสองจึงรีบขึ้นรถม้าแล้วมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศตะวันตกทันที
ภายในรถม้า เซียวเหอแสดงสีหน้าตื่นเต้นดีใจอย่างเห็นได้ชัด เขาเร่งคนรับใช้ให้ขับรถให้เร็วขึ้นอีกหลายครั้ง
เขาดูรีบร้อนที่จะไป "เยี่ยมเยียน" เพื่อนสนิทอย่างสวี่จี้เซียนจนอยากจะไปโผล่ที่หน้าเตียงนอนของฝ่ายนั้นในทันที
เซียวเหอเริ่มเล่าเรื่องราว "แม้ตระกูลสวี่จะตกต่ำลงและมีคนในครอบครัวไม่มากนัก แต่ในอดีตก็เคยรุ่งเรืองอย่างยิ่งใหญ่ บรรพบุรุษของเขาเคยรับราชการเป็นถึงเจ้าเมืองเต๋อโจว และยังเคยมีตำแหน่งบู๊จอหงวนด้วย ถือว่าเป็นตระกูล 'ข้าหลวง' เก่า ... "
"ตระกูล 'ขุนนาง' เก่าหรือเปล่า!" เซี่ยงหยวนอดไม่ได้ที่จะขัดขึ้นมา
"ก็เหมือน ๆ กันนั่นแหละ ข้าหลวงก็คือขุนนางนั่นไง" เซียวเหอโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ เรื่องเล็กน้อยไม่เห็นต้องสนใจเลย ความหมายเดียวกัน
ข้าหลวงน่ะไม่มีไอ้นั่นนะ (ขันที) ต่างกันลิบลับเลยล่ะไอ้บ้าเอ๊ย
"ตระกูลสวี่สืบทอดมาถึงรุ่นของพี่สวี่ เหลือเพียงเขาที่เป็นทายาทชายคนเดียว เรียนก็ไม่เก่ง วรยุทธ์ก็ไม่ได้เรื่อง ได้แต่รักษาที่ดินบรรพบุรุษไว้ ไม่มีรายได้เป็นกอบเป็นกำอะไร อาศัยแค่การเก็บค่าเช่าประทังชีวิตไปวัน ๆ เป็นคนอาภัพที่แสนขัดสนจริง ๆ นะ!"
"พ่อแม่ของพี่สวี่เสียไปตั้งแต่เขายังเด็ก จึงตั้งชื่อให้เขาว่า 'จี้เซียน' เพื่อสื่อความหมายถึงการกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลสวี่กลับมา แต่เขากลับเที่ยวเตร่หาความสุขตามหอนางโลมไปวัน ๆ ข้าเดาว่าผีที่เขาเจอแปดส่วนต้องเป็นผีผู้หญิงแน่ ๆ"
"ตอนที่ข้ามาถึงสำนักศึกษาใหม่ ๆ เห็นเขาหน้าตาอัปลักษณ์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ข้าดูหล่อเหลาและสง่างามขึ้นมาทันที ข้าจึงตัดสินใจคบหาเขาเป็นเพื่อน ... "
เซียวเหอเล่าเรื่องเพื่อนเลวของเขาอย่างสนุกปาก และไม่ลืมที่จะเล่าเรื่องตลกให้เซี่ยงหยวนฟังอีกเรื่องหนึ่ง
สวี่จี้เซียนนั้นมีทั้งสติปัญญาและคุณธรรมครบถ้วน ... คือได้คะแนนอันดับสุดท้ายของสำนักศึกษา เมื่อช่วงที่สำนักศึกษามีการสอบครั้งก่อน เพื่อที่จะขยับขึ้นมาเป็นอันดับสองรองสุดท้าย แทนที่จะเลือกตั้งใจทำข้อสอบหรือโกงข้อสอบ เขากลับเลือกใช้วิธี "ทำพิธีสวดอ้อนวอนสวรรค์" แทน
"ฮ่า ๆ ๆ ขำแทบตาย วันนั้นตาแก่แทบจะกระอักเลือดตายเพราะเขาเลยล่ะ"
" ... "
เซี่ยงหยวนกรอกตาขึ้นฟ้า เขารู้ทันทีว่าอันดับสองรองสุดท้ายคนนั้นคือใคร
ฟังจากน้ำเสียงของเซียวเหอ ทั้งสองคนดูเหมือนจะเป็นคนล้มเหลวที่รสนิยมเดียวกันมาเกาะกลุ่มกันเพื่อความอุ่นใจ สวี่จี้เซียนตระกูลตกต่ำจนกู้ไม่กลับ ส่วนเซียวเหอในครอบครัวมีแต่คนเก่งกาจแต่เขากลับไม่เป็นที่ต้องการ ทั้งคู่จึงเป็นคนที่ตกที่นั่งเดียวกัน จึงมาเป็นสหายร่วมสาบานและคบหากันเป็นเพื่อน
ก็ดีเหมือนกัน คนเหม็นโฉ่สองคนมาอยู่ด้วยกัน จะได้ไม่ต้องไปทำให้คนอื่นเขารู้สึกเหม็นไปด้วย
อ้าว ไม่สิ ตอนนี้มันเริ่มเหม็นมาถึงเขาแล้วนี่นา!
ด้วยความเร็วของรถม้า ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงประตูทิศตะวันตก
ความรุ่งเรืองของตระกูลสวี่นั้นอยู่ในช่วงสองร้อยปีก่อน ในตอนนั้นอำเภอเฟิ่งเซียนยังไม่มีถนนสายตะวันออก ดังนั้นที่ดินบรรพบุรุษจึงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง เป็นจวนขนาดใหญ่พร้อมด้วยที่นาและโฉนดที่ดินที่พอจะรักษาหน้าตาของตระกูลใหญ่ไว้ได้บ้าง
ภายนอกดูภูมิฐาน แต่ภายในกลับไม่ใช่แบบนั้น
ในบ้านมีเพียงคนรับใช้เก่า ๆ คนเดียวที่คอยดูแลความเรียบร้อย ทางเดินเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ในสวนมีวัชพืชขึ้นรกชัฏ นอกจากศาลบรรพบุรุษที่ถูกทำความสะอาดจนสะอาดตาและมีธูปหอมไม่ขาดสายแล้ว ที่อื่น ๆ กลับเห็นใยแมงมุมได้ทั่วไป
อะไรกันเนี่ย ไหนว่าชายอาภัพคนนี้มีเงินเก็บค่าเช่าไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงไม่จ้างคนรับใช้เพิ่มล่ะ?
ถามมาได้ ก็เอาเงินไปลงกับแม่นางในดวงใจหมดแล้วน่ะสิ
"พี่สวี่ ข้ามาเยี่ยมท่านแล้ว"
เซียวเหอส่งเสียงตะโกนเรียกแล้วผลักประตูเข้าไป เซี่ยงหยวนเดินตามหลังมา และได้เห็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างหน้าตา "พิเศษ" อย่างยิ่งอยู่บนเตียงคนไข้
ใบหน้ายาวราวกับม้า ผิวดำคล้ำ ริมฝีปากหนา คิ้วดกหยาบ หูกาง และจมูกใหญ่เหมือนกระเทียม หน้าตาแบบนี้ไม่ใช่แค่ดูไม่ได้ แต่มันหาได้ยากยิ่งนักในโลกใบนี้ จนเซี่ยงหยวนอดสงสัยไม่ได้ว่าตอนที่มนุษย์กำลังมีวิวัฒนาการ พี่สวี่คนนี้แอบไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนกันแน่
การมองคนที่ภายนอกเป็นสิ่งไม่ดี และการว่าผู้อื่นอัปลักษณ์ก็เสียมารยาทอย่างยิ่ง ได้แต่บอกว่าเขาเกิดมาพร้อมกับการรวบรวมข้อเสียทั้งหมดไว้ในตัวและขจัดข้อดีทิ้งไปจนสิ้น เป็นชายที่มีเอกลักษณ์และหน้าตาไม่ตามกระแสจริง ๆ
เซี่ยงหยวนพยายามเปรียบเทียบกับตำรานรลักษณ์ แต่กลับพบว่าใบหน้าของสวี่จี้เซียนนั้นไร้คำบรรยาย หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ มีจุดเด่นมากเกินไปจนจะตีความยังไงก็ได้
เป็นชายที่มหัศจรรย์แท้ ๆ
เมื่อมีสวี่จี้เซียนมาเป็นตัวเปรียบเทียบ เซียวเหอก็ดูหล่อเหลาขึ้นมาทันที ส่วนเซี่ยงหยวนก็ดูหมดจดงดงาม ทั้งสองคนดูราวกับลมเย็นที่พัดพาความสดชื่นเข้ามาในห้อง
สวี่จี้เซียนที่นอนครางอยู่บนเตียงเห็นเซียวเหอมาเยี่ยม เขาก็ดึงผ้าพันแผลสีขาวที่หัวออกแล้วลุกพรวดขึ้นมาทันที "พี่เซียว ท่านมาได้ยังไง วันนี้ไม่ได้ไปสำนักศึกษาอีกแล้วเหรอ?"
เขาเป็นคนตัวสูงใหญ่ ดูแข็งแรงกำยำ ใบหน้าดูมีอายุ หากบอกว่าอายุสามสิบปีก็มีคนเชื่อ
"จะเป็นไปได้ยังไง ข้าไม่ใช่พวกเที่ยวเล่นไปวัน ๆ เสียหน่อย!"
เซียวเหอแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงผิดหวัง "ข้าได้ยินมาว่าเมื่อคืนท่านเจอผี ถูกผีสาวสูบพลังหยางไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงลมหายใจสุดท้ายที่รวยรินอยู่ แต่ทำไมท่านถึงดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไรเลยล่ะ?"
"อ้อ ไม่สิ จะบอกว่าไม่มีปัญหาก็ไม่ได้ ผีสาวตนนั้นลงมือหนักจริง ๆ ตีพี่สวี่จนเสียโฉมขนาดนี้ ท่านดูสิ หน้าตาดูไม่ได้เลย"
"พี่เซียวอย่ามาล้อเล่น ผีไม่ได้ตีข้าเสียหน่อย เธอออกจะอ่อนโยน ข้าก็หน้าตาแบบนี้อยู่แล้ว"
สวี่จี้เซียนถูกล้อเลียนก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร เขามองดูเซี่ยงหยวนด้วยความสงสัย "ท่านผู้นี้คือใครกัน ทำไมถึงสะพายดาบด้วย ท่านจ้างคนรับใช้ใหม่เหรอ?"
"ไม่ใช่คนรับใช้ พี่เซี่ยงหยวนคือพี่น้องที่ข้าเพิ่งรู้จัก เขาเป็นคนอาภัพเหมือนกับพวกเราสองคนนั่นแหละ ตอนนี้มาพักอยู่ที่คฤหาสน์เซียว เขาไม่อยากจะอยู่กินฟรี ๆ เลยอาสามาคอยคุ้มกันข้า" เซียวเหออธิบาย
"ที่แท้ก็เป็นพี่เซี่ยงหยวน เสียลามั่ย เสียลามั่ย (เสียมารยาทแล้ว)" สวี่จี้เซียนลุกขึ้นมาขอโทษขอโพย แล้วสั่งให้คนรับใช้ชราไปยกน้ำชามา
"คุณชายสวี่เกรงใจไปแล้ว"
เซี่ยงหยวนประสานมือรับน้ำชา ภายในประโยคสนทนาเพียงไม่กี่คำ เขาก็ตัดสินได้ทันทีว่าสวี่จี้เซียนก็คือคนตลกอีกคนหนึ่ง จิตใจไม่เลวร้าย เพียงแต่ดูไม่มีระเบียบแบบแผน ไม่แปลกใจเลยที่เขากับเซียวเหอจะเล่นด้วยกันได้
แมลงวันย่อมดึงดูดแมลงวันด้วยกันเสมอ
ทั้งสามคนนั่งลง เซียวเหอก็เริ่มถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที "รีบเล่ามาเร็วเข้า เมื่อคืนท่านไปเจอผีที่หอไหนมา หออวี้เซิง หอหงซิ่ว หรือว่าตึกชุ่ยอวิ๋น?"
"ไม่ใช่สักที่เลย ข้าไม่ใช่พวกบ้ากามที่เห็นใครก็ได้เสียหน่อย!"
สวี่จี้เซียนตะโกนปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนจะเล่าต่อ "เมื่อคืนข้าเดินกลับมาจากตึกชุ่ยอวิ๋น ดื่มเหล้าเข้าไปนิดหน่อย ไม่รู้ว่าเดินเข้าไปในซอกซอยไหน ลมเย็นพัดมาทีหนึ่งทำให้ขารู้สึกสั่น ๆ มึน ๆ หัวอยู่บ้าง ทันใดนั้นก็เห็นหญิงสาวสวมชุดขาวนั่งอยู่ริมกำแพง ... "
"เธอบอกว่าสามีเธอแซ่หวัง เป็นแม่หม้าย ข้าจึงเรียกเธอว่าแม่หม้ายหวัง"
"แม่หม้ายหวังชีวิตช่างยากลำบาก เดินทางตอนกลางคืนแล้วเกิดเท้าแพลง โคมไฟก็พัง นั่งรออยู่ริมทางแต่กลับไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเลย"
"ข้าเห็นเธอสวมชุดไว้ทุกข์ ... เอ๊ย เห็นเธอน่าสงสาร จึงเกิดความเมตตาขึ้นมา เลยช่วยพยุงเธอมาพักผ่อนที่บ้าน ให้รอจนถึงเช้าเมื่อเท้าหายเจ็บแล้วค่อยกลับก็ยังไม่สาย"
"ตอนนั้นข้าแค่คิดว่าบ้านข้าอยู่ใกล้แถวนั้นพอดี ข้าเป็นคนใจดีจริง ๆ นะ ไม่ได้มีเจตนาอื่นเลย"
พูดมาถึงตรงนี้ สวี่จี้เซียนก็ถอนหายใจยาวด้วยความเศร้าใจ บ่นพึมพำว่าคนดีมักไม่ได้รับผลตอบแทนที่ดี ไม่น่าไปทำตัวเป็นคนมีน้ำใจเมื่อคืนเลยจริง ๆ
"แล้วยังไงต่อล่ะ รีบเล่ามาเร็วเข้า!" เซียวเหอเร่งเร้าด้วยความร้อนใจ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาพูดว่า 'โปรดติดตามตอนต่อไป' เสียหน่อย
"ก็ไม่มีอะไรจะเล่าแล้ว แม่หม้ายหวังเห็นข้าจิตใจดีงาม เลยยืนกรานว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณให้ได้ พี่เซียวท่านก็รู้จักข้าดี ข้าเป็นคนเที่ยงธรรม ไม่เคยฉวยโอกาสตอนที่คนอื่นกำลังลำบาก และไม่เคยคิดจะเรียกร้องบุญคุณคืนจากใคร ... "
"ข้าไม่อยากฟังเรื่องพวกนี้!"
เซียวเหอคำรามด้วยความโกรธ เซี่ยงหยวนเองก็ทำตาโตมองด้วยความอยากรู้เหมือนกัน
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรจะเล่าแล้วล่ะ ข้าเองก็พยายามรักษาจรรยาบรรณและปฏิเสธเธอไปหลายครั้ง แต่เธอกลับทำท่าเหมือนจะรังแกข้าให้ได้ ข้าเป็นคนขวัญอ่อน พอตกใจเข้าหน่อยก็เลยลืมที่จะขัดขืน"
สวี่จี้เซียนมีท่าทางเจ็บแค้นใจ เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาดูแคลนของทั้งสองคน ใบหน้าสีดำคล้ำก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เส้นเลือดที่หน้าผากปูดโป่งออกมา "อย่ามาไม่เชื่อนะ ข้าสาบานได้ ตอนนั้นข้าดิ้นรนขัดขืนจริง ๆ"
"ขัดขืนบนเตียงน่ะเหรอ?"
"ขัดขืนในใจต่างหาก"
" ... " ทั้งสองคนถึงกับนิ่งไป
"ต้องโทษที่ข้าเป็นคนจิตใจดีเกินไป ตอนนั้นกลัวว่าถ้าปฏิเสธไปจะทำให้เธอเสียใจ เธอเองก็น่าสงสารอยู่แล้ว และตอนนี้ข้าก็รู้สึกเสียใจมากจริง ๆ ... "
สวี่จี้เซียนทุบอกชกตัว เล่าถึงความผิดพลาดที่ทำให้เขาต้องมาเจอผี และตอนนี้ก็ไล่เธอไปไม่พ้นแล้วด้วย
"ที่ว่าไล่ไม่พ้นหมายความว่ายังไง?" เซียวเหอดวงตาเป็นประกาย
"หลังจากที่เรามีอะไรกันแล้ว แม่หม้ายหวังแม้จะไม่ค่อยได้เรียนหนังสือมานัก แต่พอเธออ้าปากพูดทีไรก็ทำให้รู้สึกสบายใจมาก ... พี่ทั้งสองอย่าทำตาโตแบบนั้นสิ ข้าหมายถึงแม่หม้ายหวังเธอเป็นคนมีความรู้และมีมารยาท ฟังเธอพูดแล้วรู้สึกสบายหู"
สวี่จี้เซียนดูเหมือนจะถูกผีสาวทำให้หลงไหลจนลืมตัว ทั้งที่รู้ว่าฝ่ายนั้นเป็นผี แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะพูดปกป้องเธอ โดยบอกว่าเธอเป็นคนเรียบง่ายและดูไม่เหมือนพวกปีศาจสาวจอมยั่วยวนในตำราเลยสักนิด
หลังจากพูดจบ เขาก็รู้สึกว่าท่าจะไม่ดี จึงพยายามพิสูจน์ตัวเอง "ตอนแรกข้าแค่สงสารเธอจริง ๆ ใครจะไปคิดล่ะว่า ... เฮ้อ โทษที่ข้าตัดสินใจปุบปับไปหน่อย เลยต้องมาเสียใจภายหลังแบบนี้"
"ส่วนข้าน่ะ ตบโต๊ะหัวเราะจนแทบจะตายอยู่แล้ว" เซียวเหอพูดด้วยความดูแคลนสุดขีด
พวกเจ้าสองคนมาเล่นตลกคาเฟ่ให้ฟังหรือยังไงกัน!
เซี่ยงหยวนกรอกตาขึ้นฟ้า ขัดจังหวะการพยายามแก้ต่างของสวี่จี้เซียนแล้วถามเข้าประเด็นสำคัญ "พี่สวี่ พูดให้ตรงประเด็นหน่อย ผีสาวนั่นทำไมถึงไม่ยอมไปล่ะ?"
"หลังจากเสร็จกิจแล้ว แม่หม้ายหวังก็คืนร่างเดิม ผมยาวสลวย ชุดขาวเปรียบเสมือนหมอก ร่างกายเย็นเชียบราวกับน้ำแข็ง ตอนนั้นแหละข้าถึงได้รู้ว่าเธอไม่ใช่คน"
สวี่จี้เซียนมีสีหน้าหวาดกลัว "เธอบอกว่าชีวิตของข้าอยู่ในกำมือเธอแล้ว จึงไม่ต้องปิดบังตัวตนอีกต่อไป เธอยังบอกอีกว่าตอนกลางวันเธอจะอาศัยอยู่ในบ่อน้ำเก่าหลังบ้านข้า ให้ข้าไปหาเธอตอนกลางคืน ถ้าข้าไม่ไป เธอจะเป็นฝ่ายมาหาข้าเอง บอกว่าข้าไม่มีทางหนีพ้นหรอก"
"ผีสาวตนนี้มีตบะแก่กล้าขนาดไหนกัน ถึงได้กำเริบเสิบสานขนาดนี้!" เซียวเหอพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง ราวกับจะบอกว่าทำไมเขาที่หล่อเหลาขนาดนี้ถึงไม่ยักษ์เจอแม่หม้ายหวังบ้าง
"โอ้โห ร่างกายยืดหยุ่นและหมุนเวียนได้คล่องแคล่วเชียวล่ะ ตบะคงจะล้ำลึกมากแน่ ๆ" สวี่จี้เซียนพูดยั่วโมโหเซียวเหอต่อไป
เจ้าก็นอนไม่หลับไปเถอะ ส่วนข้าน่ะได้หลับสบายไปแล้ว อิจฉาจนอกแตกตายไปเลย
"น่าเจ็บใจนัก!"
เซี่ยงหยวน: ( -_- )
ในโลกใบนี้มีคนอยู่ร้อยพ่อพันแม่ บางคนมีหน้าที่รักษาศีลธรรมอันดีงามอย่างเช่นตัวเขา แต่บางคนก็มีหน้าที่ "หื่นกระหาย" อย่างเช่นเซียวเหอและสวี่จี้เซียน
[จบแล้ว]