- หน้าแรก
- สิ้นโลกนี้ ขอรอดไปกับนายหมาน้อย
- บทที่ 28: อาหาร
บทที่ 28: อาหาร
บทที่ 28: อาหาร
เมื่อเข้าไปในมิติ พื้นที่ครึ่งหนึ่งเต็มไปด้วยเสบียงที่เธอตุนไว้ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกของเธอ
ข้าวของเครื่องใช้ถูกจัดหมวดหมู่และจัดเก็บไว้อย่างคร่าวๆ ส่วนอาหารสำเร็จรูปก็มีปริมาณมากพอให้เจียงจือเซี่ยและเจียงหว่านกินไปได้อีกหลายเดือน
ท้องทุ่งเขียวชอุ่ม พืชผักส่วนใหญ่ออกผลสุกงอม บางครั้งเธอก็เก็บเกี่ยวไม่ทันความเร็วในการเจริญเติบโตของพวกมันด้วยซ้ำ
ในเล้ามีลูกเจี๊ยบ ลูกเป็ด และลูกห่านที่เพิ่งฟักออกจากไข่อีกจำนวนมาก พวกมันส่งเสียงร้องเซ็งแซ่จนเธอชินกับเสียงเหล่านี้และไม่รู้สึกรำคาญอีกต่อไป ท้ายที่สุดแล้ว พวกมันก็คือ 'แหล่งเนื้อสัตว์' ระยะยาวของเธอนั่นเอง
ทว่าจำนวนของพวกมันดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นมาก เธอคงต้องขยายเล้าเพิ่มอีกสักสองสามแห่ง โชคดีที่พื้นที่ในมิติของเธอกว้างขวางพอ
เมื่อก่อนตอนที่เจียงจือเซี่ยเอาผักไปให้สัตว์ในเล้า เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นจะเติบโตขึ้นตามรอยแยกของดิน กลายเป็นบุฟเฟต์บริการตัวเองสำหรับพวกมันไปโดยปริยาย
หมู วัว และแกะดูเหมือนจะตัวใหญ่ขึ้นอีกแล้ว ในสายตาของเจียงจือเซี่ย พวกมันเปรียบเสมือนอาหารเลิศรสในชาม แค่มองก็ทำให้เธอรู้สึกหิวขึ้นมาอีกรอบ
เธอได้สติกลับมาและเริ่มลงมือทำงาน โดยรดน้ำปุ๋ยหมักที่อยู่ใกล้ๆ
ความจริงแล้วปุ๋ยไม่ได้มีผลกับผักมากนัก เพราะดินในมิตินี้มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์มากอยู่แล้ว แต่ถ้าเธอไม่ทำปุ๋ยหมัก มูลสัตว์ก็จะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีภูเขาขี้สัตว์อยู่ในมิติ นำมันมาทำเป็นปุ๋ยหมักย่อมดีกว่า
หลังจากทำงานไปได้สักพัก เจียงจือเซี่ยก็กลับมาที่ห้องและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้เกือบจะตีสามแล้ว
แต่ตอนที่อยู่ในมิติ เธอไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย เธอทำงานมาสองชั่วโมงแล้วแต่กลับยังรู้สึกกระปรี้กระเปร่าเต็มเปี่ยม
การเข้าไปทำงานในนั้นทุกวันไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่ยังทำให้เธอมีแรงทำกิจกรรมตลอดทั้งวันได้ด้วยการนอนหลับเพียงแค่ห้าชั่วโมงเท่านั้น
เจียงจือเซี่ยนอนอ่านนิยายไปได้สักพัก ในที่สุดเธอก็ผล็อยหลับไป
เธอสะดุ้งตื่นเพราะเสียงนาฬิกาปลุกตอนหกโมงเช้า เมื่อมองออกไปบนท้องฟ้าด้านนอกก็พบว่าสว่างแล้ว เธอไม่ต้องดูพยากรณ์อากาศก็รู้ได้ทันทีว่าวันนี้จะเป็นอีกวันที่แดดร้อนจัด
หลังจากนอนบิดขี้เกียจอยู่บนเตียงสองนาที เธอก็ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันอย่างกระฉับกระเฉง
เมื่อเธอออกมา เจียงหว่านก็ทำอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว
อาหารเช้าวันนี้คือโจ๊กถั่วเขียวกับแพนเค้กไข่ พอเจียงหว่านเห็นเจียงจือเซี่ยเดินออกมา เขาก็ยกอาหารเช้าไปวางบนโต๊ะ
เจียงหว่านดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่ายิ่งกว่าเจียงจือเซี่ยเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เขาตื่นเช้ามาทำอาหาร
โจ๊กถั่วเขียวกับแพนเค้กไข่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ และโจ๊กถั่วเขียวก็มีอุณหภูมิพอเหมาะพร้อมทาน
ด้วยความอยากรู้อย่างอดไม่ได้ เธอจึงเอ่ยถามออกไป
เจียงหว่านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า
เจียงจือเซี่ยพยักหน้ารับฟัง ฟังดูเหลือเชื่อมาก แต่ต้นทุนก็สูงเกินไป เธอจึงไม่ได้พูดอะไรอีก
หลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้คุยอะไรกันอีก มีเพียงเสียงรับประทานอาหารดังขึ้นเท่านั้น
หลังจากทานอาหารเช้ากันเงียบๆ จนอิ่ม ทั้งสองคนก็ออกจากห้องไป
ตอนที่กำลังเดินออกไป พวกเขาบังเอิญเจอผู้ชายที่อยู่ชั้นบน เขาพยักหน้าทักทายพวกเธอแล้วเดินลงบันไดล่วงหน้าไปก่อน
เมื่อไปถึงชั้น 19 เซี่ยหานกับกู้จิ่งฉือก็ยืนรออยู่ที่บันไดแล้ว
อาการของเซี่ยหานดีขึ้นมากหลังจากได้กินยาไปเมื่อวาน ถึงแม้เธอจะไม่ได้บอกเจียงจือเซี่ยว่าจะลงไปรับเสบียงพร้อมกัน แต่เธอก็อยากจะมาขอบคุณด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นพวกเขาเดินลงมา เธอก็เอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง
"เซี่ยเซี่ย ขอบใจสำหรับยานะ ถ้าไม่ได้ยาของเธอ ฉันคงไม่หายเร็วขนาดนี้หรอก" น้ำเสียงของเซี่ยหานเต็มไปด้วยความยินดี
"ไม่เป็นไรหรอก น้ำของเธอถือเป็นค่าตอบแทนสำหรับยาแล้ว ตอนนี้ยายิ่งหาซื้อยากอยู่ด้วย ถ้ามีโอกาสก็ตุนไว้เยอะๆ หน่อยนะ" เจียงจือเซี่ยไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองช่วยเหลืออะไรมากมายนัก ท้ายที่สุดแล้วตราบใดที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าการแลกเปลี่ยนนี้คุ้มค่าก็เพียงพอแล้ว
"เรารีบลงไปกันก่อนเถอะ ยิ่งได้ของเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้กลับบ้านเร็วเท่านั้น"
แม้จะเป็นเวลาเพียงหกโมงครึ่ง แต่ดวงอาทิตย์ก็เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้ามาบ้างแล้ว และอุณหภูมิก็พุ่งสูงถึงราว 41 องศาเซลเซียส
น่าแปลกที่อุณหภูมิค่อยๆ สูงขึ้นอย่างช้าๆ บางทีอาจจะเพิ่มขึ้นแค่วันละไม่กี่จุดทศนิยมเท่านั้น
ราวกับว่ามันต้องการให้เวลาเผื่อแผ่แก่มนุษยชาติในการปรับตัว
ก่อนหน้านี้ แค่เห็นตัวเลข 41 ในพยากรณ์อากาศก็ทำให้รู้สึกร้อนอบอ้าวแล้ว
แต่ตอนนี้ เธอถึงกับต้องเดินออกไปข้างนอกในสภาพอากาศแบบนี้
ทั้งสี่คนเดินลงบันไดไปด้วยกัน และยังมีลูกบ้านอีกหลายคนที่กำลังใช้บันไดอยู่ชั้นล่าง
แม้จะลงมาถึงชั้นหนึ่งแล้ว พวกเขาก็ยังไม่เห็นสองแม่ลูกจากชั้นสิบสี่ ไม่ว่าหล่อนจะคิดยังไง แต่หล่อนคงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามไปสักพักแน่นอนหลังจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้
ครั้งนี้ จุดรับอาหารและน้ำดื่มถูกจัดเตรียมไว้ที่ล็อบบี้ของนิติบุคคล
มีการต่อแถวยาวเหยียดตั้งแต่ก่อนที่พวกเธอจะเดินไปถึงล็อบบี้ของนิติบุคคลเสียอีก ทั้งสี่คนจึงเดินไปต่อท้ายแถว
แถวขยับไปอย่างช้าๆ คนที่อยู่ข้างหน้าดูเหนื่อยล้า แต่โชคดีที่เสื้อผ้าของพวกเขายังค่อนข้างสะอาดและเรียบร้อย ทว่าเมื่อคนมารวมตัวกันเยอะๆ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีกลิ่นตัวโชยมาบ้าง แต่ด้วยสถานการณ์จำกัดการใช้น้ำ จึงไม่มีใครบ่นหรือตำหนิใครได้
พวกเธอต่อแถวมาเกือบครึ่งชั่วโมงก่อนจะใกล้ถึงคิวของเจียงจือเซี่ย ตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้าแล้ว และอุณหภูมิก็พุ่งสูงถึง 43 องศาเซลเซียส
เจียงจือเซี่ยมองไปรอบๆ อย่างเรื่อยเปื่อย และเห็นหลี่จินฮวายืนอยู่ไม่ไกลนัก หล่อนยืนอยู่กับลูกชายพร้อมกับมีผ้าพันแผลปิดแผลที่คอเอาไว้
เจียงหว่านไม่ได้ลงมือหนักเกินไปนัก มันเป็นแค่รอยบาดตื้นๆ ที่ดูน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วแค่ทายาและพักผ่อนไม่กี่วันก็หาย
เมื่อเห็นอีกฝ่ายรีบก้มหน้าลงแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นเธอ เจียงจือเซี่ยก็รู้สึกเบื่อหน่ายและละสายตาออกมา
เห็นท่าทางแบบนั้นของหล่อน เจียงจือเซี่ยก็รู้ทันทีว่าหล่อนคงไม่กล้าไปแจ้งความจับพวกเขา แค่คำถามที่ว่าทำไมหล่อนถึงขึ้นไปบนชั้น 19 ตอนกลางดึก บวกกับสถานการณ์ในแชตกลุ่มเมื่อวาน และการที่ไม่มีกล้องวงจรปิดในโถงทางเดิน ก็ไม่มีใครเชื่อคำพูดลอยๆ ของหล่อนอยู่แล้ว
ทุกคนที่อาศัยอยู่ในลี่จิงการ์เดนลงมากันหมด ดูเหมือนจำนวนประชากรจะไม่ได้ลดลงมากนัก ตราบใดที่พวกเขายังสามารถหาซื้อเครื่องปั่นไฟและน้ำมันดีเซลได้ ตามหลักอคติของผู้รอดชีวิต พวกเขาก็คงสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไปได้ตราบเท่าที่เครื่องปรับอากาศไม่เกิดไฟลุกไหม้ไปเสียก่อน
ท้ายที่สุดแล้ว การไปเบียดเสียดกับผู้คนข้างนอกก็คงไม่สุขสบายเท่ากับการอยู่บ้านของตัวเอง
คิดอะไรเพลินๆ ไม่นานก็ถึงคิวของเจียงจือเซี่ยและเจียงหว่าน มีเจ้าหน้าที่อยู่สี่คนในล็อบบี้
สองคนรับผิดชอบเรื่องอาหาร หนึ่งคนดูแลเรื่องน้ำ และอีกคนคอยตรวจสอบและเก็บสถิติ
ขั้นแรก พวกเขาจะตรวจบัตรประชาชนเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเจ้าตัวมารับจริง จากนั้นก็เซ็นชื่อในแบบฟอร์มแล้วจ่ายเงิน
หลังจากนั้นก็เดินไปรับอาหารและน้ำที่ด้านข้างได้เลย
โชคดีที่เธอเบิกเงินสดเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงสามารถจ่ายเงินได้ทันที
ส่วนคนที่ไม่มีเงินสด ทางนิติฯ ก็มีการติดตั้งอุปกรณ์กระจายสัญญาณเอาไว้ให้สำหรับโอนเงินชำระค่าสินค้า
เมื่อเจียงจือเซี่ยเซ็นชื่อเสร็จ เธอกวาดสายตามองแบบฟอร์มผ่านๆ คนส่วนใหญ่เลือกข้าวสารและอาหารกระป๋อง
ถึงแม้ข้าวจะต้องซาวน้ำ แต่ซาวน้ำเสร็จก็สามารถนำน้ำนั้นไปใช้กดชักโครกได้ และเมื่อกินคู่กับอาหารกระป๋อง ก็ไม่จำเป็นต้องทำกับข้าวเพิ่มเลย
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ถือว่าโอเค แต่การกินแครกเกอร์อัดแท่งเปล่าๆ จะฝืดคอมากและต้องใช้น้ำดื่มเยอะ เมื่อพิจารณาจากทุกอย่างแล้ว ข้าวสารจึงดูคุ้มค่ากว่า
หลังจากรับอาหารและน้ำเสร็จ เห็นว่าเซี่ยหานกับคนอื่นๆ ก็เสร็จแล้วเช่นกัน พวกเธอจึงเดินกลับไปพร้อมกัน
ขณะที่ทั้งสี่คนเดินผ่านหลี่จินฮวา หล่อนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงๆ ราวกับหนูที่เจอแมว ปราศจากรังสีอำมหิตเหมือนตอนที่หล่อนขู่ว่าจะมาสั่งสอนพวกเธอโดยสิ้นเชิง
กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบแปดโมงเช้าแล้ว ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าสาดส่องแสงและแผ่ความร้อนระอุเช่นนี้มาเป็นเวลาประมาณสามสิบวันแล้ว
เธอเปิดเครื่องปรับอากาศในห้องนั่งเล่นและตรวจดูอาหารที่เพิ่งรับมา
แครกเกอร์อัดแท่งหกชิ้น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแพ็ค แพ็คละห้าซอง รวมเป็นสิบซอง
ข้าวสารห้าจิน (1 จิน = 500 กรัม) และอาหารกระป๋องสิบกระป๋อง
ปริมาณเท่านี้เพียงพอสำหรับเจียงจือเซี่ย แต่ไม่พอสำหรับผู้ชายตัวโตเต็มวัยอย่างแน่นอน