เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45 / ข้อสงสัยของนกแก้ว

บทที่ 45 / ข้อสงสัยของนกแก้ว

บทที่ 45 / ข้อสงสัยของนกแก้ว


บทที่ 45 / ข้อสงสัยของนกแก้ว

"มารับข้าหนีไปงั้นรึ?"

ซูอิ่นที่ไม่รู้ถึงความเดือดดาลในใจของผู้อาวุโสอู๋หยวนและคนอื่นๆ ได้แต่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก

ข้าอยู่ที่นี่ก็สุขสบายดีจะตายอยู่แล้ว! จะให้หนีไปไหนอีกล่ะ?

อีกอย่าง ถ้าอยากจะให้ข้าไปอยู่ที่อื่นจริงๆ ก็มาบอกกันดีๆ ตอนสว่างๆ ก็ได้ ทำไมต้องมาลับๆ ล่อๆ ตอนดึกดื่นค่อนคืน แถมยังใส่ชุดดำพรางตัวทำหัวฟูเป็นทรงสับปะรดแบบนี้ด้วย? จะเล่นซ่อนแอบหรือไงกัน!

เขาอยากจะอ้าปากปฏิเสธใจจะขาด แต่ก็กลัวว่าพลังวิญญาณอันล้ำค่าจะหลุดลอยไป จึงได้แต่ส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ ด้วยสีหน้าหนักใจ

เมื่อเห็นเขาปฏิเสธ ผู้อาวุโสอู๋หยวนที่กำลังก่นด่าจอมมารอยู่ในใจ ก็เอ่ยถามด้วยความงุนงง "ศิษย์อาเล็กหมายความว่า... จะไม่ยอมหนีไปกับพวกเรางั้นรึขอรับ?"

ทำไมล่ะ?

จริงอยู่ว่าจอมมารมันร้ายกาจจนพวกเราไม่มีทางสู้ได้เลย แต่... ขอเพียงแค่เราร่วมมือกัน ผนึกกำลังกับศิษย์อาเล็กล่ะก็ มันก็น่าจะมีโอกาสตีฝ่าวงล้อมออกไปได้ไม่ใช่หรือ!

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเข้าใจความหมาย ซูอิ่นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

"ทำไมล่ะขอรับ?" ผู้อาวุโสอู๋หยวนกัดฟันถามย้ำ

"???" ซูอิ่นขมวดคิ้วมุ่น

ประสาทหรือเปล่าเนี่ย! ข้าเพิ่งจะจัดบ้าน ปลูกผักปลูกหญ้าเสร็จไปหมาดๆ ผลผลิตยังไม่ทันจะได้เก็บเกี่ยวเลย จะให้ข้าหนีไปไหน... ข้าสิควรจะเป็นฝ่ายถามพวกเจ้า ว่าทำไมถึงจะให้ข้าหนี!

หรือว่าสำนักกำลังจะเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น? แต่... ถึงจะเกิดเรื่องร้ายแรงจริง ข้าที่ไม่มีพลังฝึกตนอะไรเลย จะไปช่วยอะไรได้ล่ะ!

จู่ๆ เขาก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา

ถึงแม้ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เขาจะถูกขังอยู่แต่ในดินแดนต้องห้าม ไม่ค่อยได้สุงสิงกับคนในสำนักเจิ้นเซียนเท่าไหร่นัก แต่ถึงยังไงเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนของสำนักนี้ไปแล้ว ถ้าเกิดสำนักต้องมาถูกกวาดล้างจริงๆ ในฐานะศิษย์อาเล็ก เขาก็คงจะทนดูดายไม่ได้หรอก

ช่างเถอะ อย่างมากก็แค่ตาย! ถือซะว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่สำนักเจิ้นเซียนอุตส่าห์เลี้ยงดูปูเสื่อเขามาตลอดสิบปีก็แล้วกัน!

เมื่อคิดตก แววตาของซูอิ่นก็กลับมามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวอีกครั้ง

ผู้อาวุโสอู๋หยวนที่จ้องมองใบหน้าของเด็กหนุ่มอยู่ตลอดเวลา สังเกตเห็นว่าตอนแรกเขามีทีท่าอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ได้ จากนั้นก็มีสีหน้าตื่นตระหนกตกใจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวในท้ายที่สุด...

"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ..."

ขอบตาของผู้อาวุโสอู๋หยวนแดงก่ำ เขากัดฟันแน่น หันไปมองหน้าผู้อาวุโสคนอื่นๆ แล้วพยักหน้าให้สัญญาณ "พวกเราไปกันเถอะ!"

ทุกคนพยักหน้ารับพร้อมกัน ก่อนจะพุ่งทะยานหายวับไปจากตรงนั้นในชั่วพริบตา

"..." ซูอิ่นยืนอ้าปากค้าง

นี่มันเข้าใจอะไรของมันอีกล่ะเนี่ย! ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำนะเฮ้ย!

ช่างมันเถอะ! ต่อให้สำนักกำลังจะโดนถล่มจริงๆ คนไม่มีพลังอย่างข้าไปก็รังแต่จะเป็นตัวถ่วงเปล่าๆ สิ่งที่ข้าควรทำที่สุดในตอนนี้ ก็คือรีบคิดค้นเคล็ดวิชาเพื่อเริ่มบำเพ็ญเพียรให้ได้ต่างหาก!

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็กัดฟันกรอด หันหลังเดินกลับเข้าห้องไป

ถ้าคิดค้นเคล็ดวิชาไม่สำเร็จ ข้าจะไม่ออกจากห้องนี้เด็ดขาด!

...

ฟุ่บ! ฟุ่บ!

ณ หอผู้อาวุโส สำนักเจิ้นเซียน ร่างของผู้อาวุโสอู๋หยวนและคนอื่นๆ ปรากฏขึ้นพร้อมกัน ทุกคนต่างถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ตอนแรกพวกเขานึกว่าจอมมารจี๋เล่อจะโผล่มาขัดขวางเสียแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะหนีรอดกลับมาได้อย่างง่ายดายขนาดนี้!

"เป็นเพราะศิษย์อาเล็กยอมเสี่ยงชีวิตถ่วงเวลาจอมมารเอาไว้ให้ พวกเราถึงได้หนีรอดมาได้อย่างปลอดภัยไงล่ะ!" เมื่อเห็นสีหน้าโล่งใจของทุกคน ผู้อาวุโสอู๋หยวนก็แค่นยิ้มขื่น

"ศิษย์อาเล็กงั้นรึ?" ทุกคนชะงักไป

"ก็ใช่น่ะสิ! พวกท่านก็เห็นสภาพของศิษย์อาเล็กแล้วนี่... หน้าตาซีดเซียวไร้สีเลือด ที่มุมปากก็มีคราบเลือดสดๆ คงเพิ่งจะโดนจอมมารนั่นทรมานจนกระอักเลือดมาหมาดๆ แน่ แถมที่สำคัญที่สุดก็คือ... เขาพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ!" ผู้อาวุโสอู๋หยวนตั้งข้อสังเกต

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

ช่างน่าสงสารเหลือเกิน... แค่เห็นสภาพก็ปวดใจจนอยากจะร้องไห้แล้ว

"ตอนที่ข้าถามว่าทำไมถึงไม่หนีไปกับพวกเรา พวกท่านก็คงจะเห็นสีหน้าของเขาแล้วใช่ไหม? ท่าทางอึกอักเหมือนอยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก นั่นแสดงว่าเขาถูกบังคับไม่ให้พูดความจริง! ส่วนท่าทีตื่นตระหนก ก็เพื่อจะบอกใบ้ให้พวกเรารู้ว่า... จอมมารจี๋เล่อนั้นร้ายกาจเกินกว่าที่เราจะรับมือไหว ขืนดึงดันจะหนีไปด้วยกัน ก็คงจะพากันตายหมู่หมด!"

ผู้อาวุโสอู๋หยวนอธิบายความหมายที่เขา 'ตีความ' เอาเองให้ทุกคนฟังเป็นฉากๆ "ดังนั้น ทางรอดเดียวของพวกเราก็คือ... เขาจะยอมเสียสละตัวเองเป็นเหยื่อล่อจอมมารเอาไว้ เพื่อให้พวกเราหนีรอดกลับมา! ส่วนแววตาเด็ดเดี่ยวในตอนท้ายนั่น คงไม่ต้องให้ข้าอธิบายให้มากความหรอกนะ พวกท่านก็น่าจะเดาได้ว่า... เขาตั้งใจจะหาทางรับมือกับจอมมารด้วยตัวเอง... ขอเพียงพวกเราร่วมมือร่วมใจกัน สักวันหนึ่งเราจะต้องโค่นล้มมัน และกอบกู้ความรุ่งโรจน์ของสำนักเจิ้นเซียนกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน!"

"อ๋อ... ข้าเข้าใจแล้ว..."

"ข้าก็มองออกเหมือนกัน!"

ขอบตาของเหล่าผู้อาวุโสแดงระเรื่อขึ้นมาทันที

ตอนแรกที่เห็นสีหน้าของศิษย์อาเล็กเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็ว พวกเขาก็ยังงงๆ อยู่บ้าง แต่พอผู้อาวุโสอู๋หยวนอธิบายให้ฟัง ทุกอย่างก็กระจ่างแจ้งราวกับตาเห็น

สมแล้วที่เป็นถึงยอดฝีมือระดับเสินกงขั้นหก สติปัญญาและความสามารถในการวิเคราะห์เหนือชั้นกว่าพวกเขาหลายขุมนัก แค่ศิษย์อาเล็กถูกพลังลึกลับปิดผนึกปากไม่ให้พูด หรือส่งกระแสจิตไม่ได้... ก็ยังอุตส่าห์ตีความออกมาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ล้ำลึกจริงๆ!

แน่นอนว่า... คนที่ไม่ได้มองออกตั้งแต่แรก ก็ไม่มีใครยอมรับหรอกว่าตัวเองโง่ ถึงในสำนักจะมีคนโง่ แต่คนๆ นั้นต้องไม่ใช่เขาแน่นอน

"แล้วเราจะทำยังไงกันต่อไปดีล่ะ?" ผู้อาวุโสหยวนปู้อี้ถามขึ้น

"การที่ศิษย์อาเล็กสามารถทำให้จอมมารยอมปล่อยพวกเราไปได้ แสดงว่าพวกเขาต้องมีข้อตกลงอะไรบางอย่างกันแน่ บางที... จอมมารอาจจะแข็งแกร่งพอที่จะผนึกหรือทรมานศิษย์อาเล็กได้ แต่ก็ยังไม่สามารถสังหารเขาได้!"

ผู้อาวุโสอู๋หยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อ "ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ พวกเรายังไม่ต้องเป็นห่วงความปลอดภัยของศิษย์อาเล็กหรอก สิ่งที่เราควรทำที่สุดก็คือ... ทุ่มเทเวลาให้กับการบำเพ็ญเพียร เพื่อรอคอยวันที่เราจะสามารถต่อกรกับมันได้!"

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

"ในเมื่อพวกเราโดนจับได้แล้ว แล้วเรื่องของหลิ่วอีล่ะ จะเอายังไง?" ผู้อาวุโสคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความกังวล

"ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปนั่นแหละ! ขืนเราไปยั่วยุจอมมารตอนนี้... ข้าเกรงว่ามันจะไปลงเตะลงตีเอาศิษย์อาเล็กหนักกว่าเดิมน่ะสิ! ยังไงซะ หลิ่วอีก็เป็นแค่หมากตัวเล็กๆ ไม่ได้สลักสำคัญอะไรอยู่แล้ว" ผู้อาวุโสอู๋หยวนตัดสินใจ

"ก็คงต้องเป็นแบบนั้นแหละ!" ทุกคนถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ความรู้สึกอัดอั้นตันใจสุมแน่นอยู่ในอก

สำนักเจิ้นเซียนอันเกรียงไกร หนึ่งในสิบสำนักใหญ่แห่งแคว้นต้าเหยี่ยน กลับต้องมาลดตัวก้มหัวให้กับมารร้าย... นี่มันหยามเกียรติกันชัดๆ!

"ตั้งใจฝึกวิชาเข้าล่ะ!"

ความอัปยศในครั้งนี้แปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน เมื่อนึกถึงความเสียสละของศิษย์อาเล็ก ทุกคนก็ฮึกเหิมและมีกำลังใจในการฝึกฝนมากขึ้นเป็นทวีคูณ

...

"ไปแล้วเหรอ?"

ลาต้าเฮยยืนมองคนกลุ่มนั้นมาไวไปไวด้วยความงุนงง มนุษย์นี่มันเข้าใจยากจริงๆ แฮะ ตอนแรกบอกให้เจ้านายมาอยู่ที่นี่ แล้วจู่ๆ ก็จะมารับตัวกลับไป... เข้าๆ ออกๆ ยังกับเด็กเล่นขายของ จะปั่นหัวกันเล่นหรือไง?

"ข้าให้เหล่าม่านแอบตามไปดูแล้วล่ะ!" นกแก้วบินโฉบลงมาเกาะใกล้ๆ

มันรู้สึกว่าการปรากฏตัวของพวกผู้อาวุโสพวกนี้มีเงื่อนงำชอบกล เลยให้เต่าเฒ่าแอบตามไปสืบดูว่าพวกนั้นวางแผนอะไรกันแน่

ได้ยินดังนั้น ลาต้าเฮยก็ค่อยเบาใจลง

นกแก้วไม่ได้สนใจเรื่องนี้อีก มันยกปีกขึ้นมาลูบจะงอยปากตัวเองเบาๆ สายตาจับจ้องไปยังจุดที่พวกผู้อาวุโสเพิ่งโดนฟ้าผ่าเมื่อครู่ ราวกับกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก

"คิดอะไรอยู่รึ?" ลาต้าเฮยหันมาถามด้วยความสงสัย

"ข้ากำลังคิดว่า..."

นกแก้วเว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหันมามองหน้าเพื่อนรัก "เจ้าว่า... พลังของพวกเราเนี่ย มันก็... ไม่ได้อ่อนแออะไรขนาดนั้นหรือเปล่า?"

"หา? ทำไมเจ้าถึงมีความคิดเพ้อเจ้อแบบนั้นขึ้นมาได้ล่ะ?"

ลาต้าเฮยร้องเสียงหลง "พวกเราก็แค่สัตว์เดรัจฉานธรรมดาๆ ที่เพิ่งจะเบิกสติปัญญาได้ไม่นาน เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรก็ไม่มี แถมไม่เคยฝึกวิชาอะไรเลยด้วยซ้ำ... จะไปเก่งกาจได้ยังไง?"

"เอ่อ..." นกแก้วยกปีกเกาหัวแกรกๆ

ที่ผ่านมา พวกมันมักจะคิดเสมอว่าตัวเองต่ำต้อยและอ่อนแอ ก็เพราะเหตุผลนี้แหละ... เพิ่งจะเบิกสติปัญญาได้ ไม่มีเคล็ดวิชาให้ฝึก แถมในตัวก็ไม่มีปราณแท้จริงเลยแม้แต่น้อย

แต่ทว่า...

พอก้มลงมองพื้นดินเบื้องล่างอีกครั้ง นกแก้วก็เริ่มสับสน

ต่อให้ไม่รู้ว่าไอ้พวกชุดดำหกคนเมื่อกี้เป็นใครมาจากไหน แต่อย่างน้อยระดับผู้อาวุโสของสำนักเจิ้นเซียน ก็ต้องเก่งกาจพอตัวแหละน่า... แต่ทำไมยอดฝีมือระดับนั้น ถึงโดนเต่าเฒ่าปล่อยสายฟ้าช็อตทีเดียว ก็ร่วงลงไปนอนชักกระตุกเป็นปลาไหลโดนทุบหัว ลุกไม่ขึ้นเลยล่ะ...

ต้องรู้ไว้นะว่า พลังของเต่าเฒ่าเนี่ย ก็พอๆ กับมันนั่นแหละ แล้วก็ไม่มีทางสู้แรงของลาต้าเฮยได้แน่นอน

ฟุ่บ!

ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น อากาศเบื้องหน้าก็บิดเบี้ยวเล็กน้อย ก่อนที่ร่างของเต่าเฒ่าจะโผล่พรวดออกมา

"ไม่มีใครจับได้ใช่ไหม?" ลาต้าเฮยรีบถาม มันเป็นพวกไม่ค่อยคิดอะไรให้ซับซ้อน ขอแค่ไม่มีใครจับมันไปย่างกิน มันก็ไม่สนเรื่องอื่นแล้ว

"ไม่มีหรอก!" เต่าเฒ่าส่ายหน้า "ข้าแอบตามพวกมันไปแล้ว พวกมันคือผู้อาวุโสของสำนักเจิ้นเซียนจริงๆ พอกลับไปถึงสำนัก พวกมันก็เข้าไปในหอผู้อาวุโส... ที่นั่นมีค่ายกลเก็บเสียงกางกั้นอยู่ ข้าเลยได้ยินไม่ค่อยถนัดนัก แต่เหมือนจะได้ยินพวกมันพูดอะไรทำนองว่า 'จอมมารจี๋เล่อร้ายกาจมาก' อะไรประมาณนี้นี่แหละ"

"จอมมารจี๋เล่อ? ก็ไอ้ตัวประหลาดที่นอนแอ้งแม้งอยู่ในห้องนั่นไง?" นกแก้วพูดแทรกขึ้นมา

ไอ้ตัวตลกนั่น มันเคยอวดอ้างชื่อตัวเองให้พวกมันฟังตั้งหลายรอบ พวกมันจำได้แม่นยำเลยล่ะ

ก่อนหน้านี้ พวกมันคิดว่าเจ้านั่นก็แค่พวกดีแต่ปาก ชอบตั้งฉายาเท่ๆ ให้ตัวเอง... ก็แหม อ่อนปวกเปียกขนาดนั้น ยังกล้าเรียกตัวเองว่าจอมมารอีก แล้วถ้าอย่างนั้น พวกเรามิต้องเป็นถึงเทพมารเลยรึ?

เต่าเฒ่าพยักหน้ายืนยัน

"หรือว่า... ไอ้หมอนั่นมันจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่?"

เมื่อนึกถึงเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้น นกแก้วก็ยิ่งสงสัยหนักขึ้นไปอีก มันหันไปทางลาต้าเฮย "นี่... เจ้าลองเข้าไปเฆี่ยนมันให้ตื่น แล้วเค้นคอถามมันดูดีไหม?"

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 45 / ข้อสงสัยของนกแก้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว