- หน้าแรก
- ชีวิตดี๊ดี เมื่อผมกลายเป็นหนุ่มบ้านนาผู้โชคดี
- บทที่ 14 ยกเค้ารังหมูป่า!
บทที่ 14 ยกเค้ารังหมูป่า!
บทที่ 14 ยกเค้ารังหมูป่า!
บทที่ 14 ยกเค้ารังหมูป่า!
ชาวบ้านบนเขาต่างทยอยเดินลงมาด้วยมือเปล่า ดูท่าทางคงจะเก็บผักป่าไม่ได้สักกำ
หลิวเอ้อร์จู้ไม่อยากตกเป็นเป้าสายตา จึงหามุมที่มีแดดส่องถึงนั่งพัก ตั้งใจรอให้คนซาแล้วค่อยขึ้นเขา
เขานั่งลงได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงหัวเราะใสแจ๋วแว่วมาจากด้านหลัง ตามด้วยเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงตัวน้อย "แม่จ๋า หนูไปหาอาเล็กได้ไหม อาเล็กตื่นหรือยัง ให้อาเล็กมาเล่นกับหนูนะ?"
ทันใดนั้นเสียงดุๆ ของหลี่ชุ่ยชุ่ยก็ดังสวนขึ้นมา "หนวกหูจริง! อาแกไม่มาเล่นกับเด็กพูดมากหน้าตาขี้เหริอย่างแกหรอก อย่าไปกวนใจเขา!"
"แง!" หนีจื่อร้องไห้จ้า "แม่โกหก! อาบอกว่าหนูน่ารัก อาชอบหนูที่สุด แถมยังป้อน..."
คำว่า 'เนื้อ' เกือบจะหลุดจากปาก แต่หลี่ชุ่ยชุ่ยตะครุบปากลูกสาวไว้ได้ทัน
ผู้คนรอบข้างต่างมองมาด้วยสายตาชินชา
ยุคสมัยนี้ใครมีของกินก็ต้องซุกซ่อน กลัวคนอื่นจะมาขอยืม
คนบ้านเดียวกันแท้ๆ หากมาขอยืมถึงหน้าประตูแล้วไม่ให้ก็ดูจะแล้งน้ำใจ แต่ครั้นจะให้ยืม ตัวเองก็ต้องอดมื้อกินมื้อ
ผู้ใหญ่หลายบ้านจึงมักขู่ลูกหลานว่าห้ามพูดเรื่องของกินตอนออกไปเล่นข้างนอกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะตีขาหักเลาะฟันร่วงหมดปาก!
หลิวเอ้อร์จู้ลุกขึ้นยืนตั้งแต่ได้ยินเสียงงอแงของหนีจื่อแล้ว
พอเห็นพี่สะใภ้ปิดปากหลานสาวพลางมองซ้ายมองขวาราวกับขโมย เขาก็นึกขำ รีบเดินเข้าไป 'ช่วยชีวิต' หนีจื่อที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำเพราะหายใจไม่ออก
พอเห็นหน้าผู้เป็นอา หนีจื่อก็สะอื้นฮักฟ้องทันที "อาเล็ก แม่บอกว่าหนูขี้เหริ อาไม่ชอบหนู"
"แม่เขาหลอกหนูต่างหาก" หลิวเอ้อร์จู้แกล้งหยอกเด็กน้อย "ความจริงอาชอบเด็กขี้เหริพอดีเลย"
หนีจื่อยังเด็กเกินกว่าจะรู้ทันมุกตลก หันไปมองหลี่ชุ่ยชุ่ยด้วยสีหน้าผู้ชนะ "แม่ได้ยินไหม อาเล็กชอบเด็กขี้เหริ!"
หลี่ชุ่ยชุ่ยกรอกตาบน "โง่เหมือนพ่อแกไม่มีผิด!"
"แม่มั่วแล้ว! พ่อหนูไม่ได้โง่ พ่อหนูเป็น 'จอมทึ่ม' ต่างหาก!" หนีจื่อเท้าสะเอวเถียงคอเป็นเอ็น ปกป้องฉายาของพ่อสุดฤทธิ์
คนรอบข้างพากันระเบิดหัวเราะอย่างเอ็นดู
คำพูดของเด็กอย่างไรก็ไร้เดียงสา
แต่หลี่ชุ่ยชุ่ยอับอายจนหน้าชา พูดเล่นกันในบ้านยังพอทำเนา แต่นี่ลูกสาวตัวดีดันวิ่งมาตะโกนปาวๆ กลางถนนว่าพ่อตัวเองเป็นจอมทึ่ม
แบบนี้จะไม่ให้ชาวบ้านเขาเอาไปนินทาตลกโปกฮาได้ยังไง?
นางถอดรองเท้าเตรียมจะฟาดก้นหนีจื่อสักที
เห็นท่าไม่ดี หลิวเอ้อร์จู้รีบอุ้มหนีจื่อหนีออกมา "พี่สะใภ้ เดี๋ยวผมดูหลานให้เอง ตอนเที่ยงจะพาไปส่งที่บ้านนะ"
พอเห็นว่ามีคนให้ท้าย หนีจื่อตัวแสบก็เกาะไหล่หลิวเอ้อร์จู้แลบลิ้นปลิ้นตาใส่แม่ ลืมความจริงที่น่ากลัวไปเสียสนิทว่าตอนเที่ยงยังต้องกลับไปเจอดีที่บ้าน
เดิมทีวันนี้หลิวเอ้อร์จู้ตั้งใจจะเข้าไปในป่าลึกเพื่อหาโพรงกระต่ายหรือรังหมูป่า
แต่ตอนนี้ต้องกระเตงหลานมาด้วย แผนเดิมจึงต้องพับเก็บไป
ส่วนเรื่องที่ว่าชายป่าแถวนี้จะมีสัตว์หลงเหลืออยู่ไหม?
มีน่ะมีแน่ แต่คงโดนคนอื่นจับไปหมดแล้ว
กฎสากลของยุคนี้คือ อยู่ใกล้ภูเขากินของป่า อยู่ใกล้น้ำกินสัตว์น้ำ
ชาวบ้านไม่ได้โง่ ถึงจะไม่กล้าใช้ปืนเพราะกลัวเจ้าหน้าที่หมู่บ้านรู้ แต่พวกเขาก็ขุดหลุมดักสัตว์กันเป็นว่าเล่น
"อาเล็ก เราจะไปจับไก่สวยๆ เหมือนเมื่อวานอีกไหมคะ" หนีจื่อตาเป็นประกายถามด้วยความตื่นเต้น
"เดี๋ยวต้องดูก่อน ถ้าเจอเราก็จับ" หลิวเอ้อร์จู้ตอบพลางกวาดสายตาไปรอบๆ
บนเขามีกับดักวางอยู่เต็มไปหมด เพื่อป้องกันคนเดินตกลงไป ชาวบ้านจึงทำเครื่องหมายเอาไว้
ยังไงซะสัตว์พวกนั้นก็ดูสัญลักษณ์ไม่ออกอยู่แล้ว
หลิวเอ้อร์จู้สำรวจกับดักพวกนั้น มีทั้งแบบประณีตและแบบหยาบๆ แต่ทุกอันมีจุดร่วมเหมือนกันอย่างหนึ่ง
คือไม่มีเหยื่อล่อสักชิ้น
วางกับดักแบบนี้ ทำไมไม่ตั้งหม้อรอให้หมูป่าเดินมาเชือดคอตัวเอง ถอนขน ควักเครื่องใน แล้วกระโดดลงหม้อตุ๋นตัวเอง แถมตักต้มเลือดหมูร้อนๆ มาเสิร์ฟให้กินด้วยเลยล่ะ?
หลิวเอ้อร์จู้รู้ดีว่าชาวบ้านยากจน เจียดเสบียงแม้แต่นิดเดียวมาเป็นเหยื่อล่อไม่ลง แต่บางครั้งถ้าอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ อยากได้ปลาก็ต้องยอมเสียเหยื่อ
หลังจากเดินหาอยู่อีกพักใหญ่ หลิวเอ้อร์จู้ก็เจอโพรงขนาดกลางโพรงหนึ่ง
พอเดินเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นเหม็นสาบฉุนกึก จนหนีจื่อต้องเอามือปิดจมูก "อาเล็ก เหม็น!"
ด้วยความที่กลั้นหายใจพูดประโยคสั้นๆ เลยฟังดูเหมือนกำลังว่าหลิวเอ้อร์จู้ตัวเหม็นเสียอย่างนั้น
หลิวเอ้อร์จู้อุ้มหนีจื่อขึ้นไปนั่งบนง่ามไม้ กำชับให้จับแน่นๆ แล้วชโงกหน้าเข้าไปดูในโพรง
ภายในโพรงกว้างขวางพอสมควร มีมูลสัตว์แห้งเกรอะกรัง เปลือกถั่ว และเมล็ดผลไม้ป่า ซึ่งล้วนเป็นของโปรดของหมูป่าทั้งสิ้น
ดูเหมือนที่นี่เคยเป็นรังหมูป่ามาก่อน แต่จากร่องรอยแล้วน่าจะเป็นรังร้าง ไม่มีหมูป่าอาศัยอยู่นานแล้ว
ทว่าบริเวณปากโพรงกลับมีรอยเท้าและรอยมือคนเต็มไปหมด เห็นได้ชัดว่ามีคนมาเจอโพรงนี้กันหลายกลุ่มแล้ว
คงเพราะแบบนี้ ฝูงหมูป่าถึงได้ตื่นกลัวจนย้ายรังหนีไป
หลิวเอ้อร์จู้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกกะละมังใส่แป้งข้าวโพดออกมาจากมิติ เทน้ำพุวิเศษผสมลงไป แล้วหาหินแถวนั้นมาก่อเตาง่ายๆ รวบรวมกิ่งไม้แห้งมาจุดไฟ ต้มแป้งข้าวโพดจนเดือดปุดๆ
หนีจื่อที่นั่งอยู่บนต้นไม้เห็นอาต้มโจ๊กก็ตะโกนลั่น "อาเล็ก อาเล็ก ให้หนูลงไปหน่อย หนูอยากกินโจ๊กด้วย"
"ยัยเด็กตะกละ มื้อนี้ไม่ได้กินโจ๊ก เราจะกินเนื้อกันต่างหาก" หลิวเอ้อร์จู้รู้ว่าหนีจื่อคงยังไม่ได้กินข้าวเช้า จึงหยิบนกกระจอกที่จับได้เมื่อวานออกมาจัดการถอนขนและย่างไฟ
ไม่นานนกกระจอกก็สุกเหลืองหอมพร้อมกับโจ๊กข้าวโพดที่ส่งกลิ่นยั่วน้ำลาย จนหนีจื่อน้ำลายยืดแทบจะหยดจากต้นไม้ถึงพื้น
หลิวเอ้อร์จู้วางกะละมังโจ๊กไว้ในโพรง ปล่อยให้กลิ่นหอมลอยฟุ้ง แล้วส่งนกกระจอกย่างให้หนีจื่อ
แม้จะไม่มีเกลือ ไม่มีน้ำมัน หรือเครื่องปรุงใดๆ มีเพียงรสชาติของเนื้อล้วนๆ
แต่หนีจื่อก็กินอย่างเอร็ดอร่อยจนตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ท่าทางมีความสุขของแกช่างน่าเอ็นดู
เด็กน้อยไม่ลืมที่จะฉีกเนื้อชิ้นใหญ่ยัดใส่ปากหลิวเอ้อร์จู้
ถึงจะตะกละ แต่เด็กคนนี้ก็ไม่ใช่คนขี้งก
เดิมทีหลิวเอ้อร์จู้ไม่ค่อยชอบเนื้อจืดชืดแบบนี้ แต่เห็นแก่ที่หลานสาวป้อนให้ เขาจึงฝืนเคี้ยวกลืนลงไป
ทันทีที่กลืนเนื้อลงคอ เสียงร้องอู๊ดๆ ก็ดังแว่วมาจากระยะไกล
หลิวเอ้อร์จู้รีบคว้าตัวหนีจื่อไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่ แล้วส่งสัญญาณให้เงียบเสียง
หนีจื่อมองไม่เห็นหมูป่าตัวใหญ่ นึกว่าอากำลังชวนเล่นซ่อนแอบ จึงรีบนั่งยองๆ กัดเนื้อคำหนึ่งแล้วเอามือป้อมๆ ปิดปากเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่กล้าส่งเสียงดัง
หลิวเอ้อร์จู้ชโงกหน้าออกไปดู เห็นหมูป่าตัวอ้วนพีหลายตัวเดินส่ายอาดๆ ตามกลิ่นมา จมูกฟุตฟิตดมหาต้นตอ
ติดกับเร็วขนาดนี้เลยเชียว?
ดูท่าพวกสัตว์ป่าเองก็คงขาดแคลนอาหารเหมือนกัน
หลิวเอ้อร์จู้มองดูพวกหมูป่าหน้ามืดตามัวเบียดกันเข้าไปในโพรง แย่งกันซดโจ๊กข้าวโพดเสียงดังจ๊วบจ๊าบ เขาไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปทันที
เขานั่งยองๆ เฝ้าปากโพรง แล้วโยนท่อนฟืนที่ยังติดไฟพรึ่บเข้าไปข้างใน
ฝูงหมูป่าแตกตื่นตกใจ ลืมเรื่องของกินไปสิ้น ต่างส่งเสียงร้องโหยหวนพุ่งตัวสวนออกมา
ปากโพรงไม่ใหญ่มาก พวกมันจึงออกมาได้ทีละตัว
หลิวเอ้อร์จู้ดักรออยู่แล้ว พอหัวโผล่ออกมาเขาก็ตบผัวะ เก็บเข้ามิติไปทีละตัว
ด้วยวิธีนี้ เขาจึงจับหมูป่าได้ครบทั้ง 5 ตัว
เมื่อมองดูหมูดำตัวใหญ่ที่นอนนิ่งสนิทอยู่ในมิติ หลิวเอ้อร์จู้ก็ยิ้มแก้มปริ นี่มันเนื้อตั้งพันกว่าชั่ง!
ยุคนี้ในตลาดมืดมีคนกล้าขายเนื้อชั่งละ 7-8 หยวน ถ้าเอาไปขายหมดนี่ เขาจะมีเงินในมือหลายพันหยวนเลยทีเดียว!
ในยุคที่เงินเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 20-30 หยวน เงินหลายพันหยวนนี่มันมหาศาลขนาดไหนกันเชียว?