- หน้าแรก
- รับบทชาวมุงอยู่ดีๆ ท่านทรราชก็ดันมาคลั่งรัก
- บทที่ 30 ขยิบตา
บทที่ 30 ขยิบตา
บทที่ 30 ขยิบตา
บทที่ 30 ขยิบตา
ฮ่องเต้ลุกขึ้นและเสด็จเดินออกไป ทันทีที่พระองค์หันหลังให้ ฉู่หลิวเจิงก็รีบวางแท่งหมึกลง นวดข้อมือตัวเองเบาๆ แล้วรีบเดินตามเสด็จไป
โจวหยวนเต๋อเบิกตาโพลงจ้องมองประตูตำหนัก เดิมทีคาดว่าจะเห็นฝ่าบาทเสด็จออกมาพร้อมโอบกอดสาวงาม แต่ภาพที่เห็นกลับเป็นทั้งสองเดินตามกันออกมา โดยทิ้งระยะห่างชนิดที่ว่าแทรกคนเข้าไปได้อีกสองคน
โจวหยวนเต๋อ: "..."
เขาส่งสายตาบ่งบอกความผิดหวังไปยังหลิวเจิง
เมื่อครู่เห็นชัดๆ ว่าฝ่าบาทมีพระทัยให้แท้ๆ แต่นางกลับไม่รู้จักคว้าโอกาสทองนี้ไว้!
หลิวเจิง: "!!!"
"คุณพระ! เมื่อกี้กงกงโจวขยิบตาให้ฉันเหรอ?"
ฮ่องเต้ก้าวพลาดเกือบสะดุดธรณีประตู
"ฝ่าบาท!" โจวหยวนเต๋อรีบพุ่งเข้าไปประคอง
เมื่อมองใบหน้าอวบอูมตรงหน้า ฮ่องเต้ไม่อาจเชื่อมโยงใบหน้านี้กับคำว่า "ขยิบตา" ได้เลยจริงๆ
"เรียกหมอหลวง!"
"ไม่ต้อง" ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ สายพระเนตรเย็นเยียบจับจ้องไปที่โจวหยวนเต๋อ แววตาแฝงรังสีสังหารจางๆ
—อ๋อ ที่แท้ก็ปีกกล้าขาแข็งถึงขนาดกล้าแย่งคนของเจิ้นเชียวรึ!
โจวหยวนเต๋อรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจกับสายตานั้น ทำไมรู้สึกเหมือนฝ่าบาทอยากจะเอาชีวิตเขาชอบกล?
ทำไม, ทำไม, เขาทำอะไรผิดไป?
"ฝ่าบาท พระวรกายกระทบกระเทือนตรงไหนหรือไม่พะยะค่ะ?" เสียงของโจวหยวนเต๋อสั่นเครือ เต็มไปด้วยความห่วงใย "กระหม่อมมันไร้ความสามารถ หากฝ่าบาทไม่พอพระทัย กระหม่อมขอน้อมรับโทษทัณฑ์ทุกประการ ขอฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ พระวรกายมังกรสำคัญที่สุดนะพะยะค่ะ!"
ความเย็นชาบนพระพักตร์ของฮ่องเต้คลายลงเล็กน้อย
ข้ารับใช้ผู้นี้ ตั้งแต่ติดตามพระองค์มา ขอเพียงพระองค์มีรอยขีดข่วนแม้เพียงนิดเดียว เขาก็ทำท่าราวกับอยากจะเจ็บแทนพระองค์เสียให้ได้
หากเขารู้ถึงความสามารถพิเศษของหลิวเจิงจริงๆ สิ่งแรกที่เขาจะทำคงเป็นการรีบมารายงานพระองค์ทันทีเป็นแน่
"เจิ้นไม่เป็นไร" ฮ่องเต้วางพระหัตถ์ลงบนท่อนแขนที่ยื่นมารับของโจวหยวนเต๋อ แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ไปตำหนักชิงเต๋อ"
"พะยะค่ะ" โจวหยวนเต๋อลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้จะไม่รู้สาเหตุ แต่ก็ถือว่ารอดพ้นวิกฤตนี้ไปได้แล้ว
ขณะที่ทรงดำเนินไป ฮ่องเต้ก็ทรงครุ่นคิดว่า ในวังมีนางกำนัลและขันทีที่จับคู่กันอยู่ไม่น้อย ตราบใดที่ไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย พระองค์ก็ทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งมาโดยตลอด แต่ดูท่าตอนนี้คงถึงเวลาต้องกวาดล้างเสียที
ครู่ต่อมา ราชโองการปากเปล่าก็ถูกส่งไปยังตำหนักฉางชุน
ชิวซุ่ย นางกำนัลคนสนิทของฮองเฮาจง เดินไปส่งขันทีผู้อัญเชิญราชโองการด้วยตัวเอง แล้วจึงกลับเข้ามาในห้องบรรทม
"ฮองเฮาเพคะ เหตุใดจู่ๆ ฝ่าบาทถึงมีรับสั่งให้ตรวจสอบเรื่องการจับคู่ระหว่างนางกำนัลกับขันทีอย่างเข้มงวดเพคะ? เรื่องนี้ฝ่าบาทก็ทรงทราบมาตลอด แต่ก็ทรงเมินเฉยไม่เคยตรัสถามถึง"
"ฝ่าบาทมีรับสั่งเช่นไร ข้าก็เพียงทำตามรับสั่ง"
ฮองเฮาจงที่ถูกปลุกให้ตื่นเพราะเสียงเอะอะ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อย นางเอนกายพิงหมอนลายค้างคาวอย่างเกียจคร้าน นิ้วก้อยสวมปลอกเล็บทองคำเคาะเบาๆ ที่หางคิ้ว ดวงตาเรียวรีดั่งดอกท้อที่ปรือปรอยค่อยๆ ลืมขึ้น แล้วปรายตามองชิวซุ่ย "เจ้าจงไปควบคุมเรื่องนี้ด้วยตัวเอง อย่าให้ใครฉวยโอกาสนี้สร้างเรื่องได้"
ชิวซุ่ยย่อกายรับคำ "เพคะ"
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น การกวาดล้างเรื่องการจับคู่ระหว่างนางกำนัลและขันทีก็เริ่มต้นขึ้น ชิวซุ่ยนำกำลังคนไปตรวจสอบตามตำหนักต่างๆ อย่างละเอียดด้วยตัวเอง
ช่วงเวลาหนึ่ง ทุกคนในวังต่างตกอยู่ในความหวาดวิตก โดยเฉพาะพวกที่แอบจับคู่กัน ต่างพากันอยากจะตัดความสัมพันธ์ให้ขาดสะบั้นลงเสียเดี๋ยวนั้น
ตำหนักโซ่วคัง
เมื่อได้ยินเสียงโวยวายวุ่นวายจากภายนอก ไทเฮาก็หมดอารมณ์จะเล่นไพ่ต่อ พระนางส่งคนออกไปดูว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
แม่นมจ้าวนำความกลับมารายงานในเวลาไม่นาน "ทูลไทเฮา เป็นชิวซุ่ย นางกำนัลของฮองเฮาจงเพคะ นางกำลังนำคนตรวจสอบเรื่องการจับคู่ชู้สาวระหว่างนางกำนัลกับขันทีเพคะ"
องค์หญิงใหญ่ที่พำนักอยู่ในวังช่วงนี้ ทิ้งไพ่ลงแล้วถามด้วยความสงสัย "ทำไมจู่ๆ ถึงมาตรวจสอบเรื่องนี้กัน?"
แม่นมจ้าวกราบทูลเสียงเบา "เมื่อคืนฝ่าบาททรงส่งราชโองการปากเปล่าไปยังตำหนักฉางชุนเพคะ"
"เจตนาของเสด็จลูกข้า" ไทเฮาปรายตามองเล็กน้อย พลางเปรยขึ้นอย่างสงสัย "ทำไมจู่ๆ เขาถึงลงมายุ่งกับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้?"
แม่นมจ้าวเองก็จนปัญญา การคาดเดาเจตนาฮ่องเต้มีโทษถึงประหาร
โชคดีที่ไทเฮาก็ไม่ได้คิดจะซักไซ้ไล่เรียงต่อ
หลังจากเล่นไพ่จบไปอีกตานึง องค์หญิงใหญ่ก็คิดถึงบุตรชายจึงขอตัวลากลับ แม่นมจ้าวเดินไปส่ง แล้วกลับเข้ามาโบกมือไล่ให้นางกำนัลและขันทีคนอื่นออกไปให้หมด
ไทเฮายกถ้วยชาพุทราจีนลำไยขึ้นจิบ หางตาเหลือบมองแม่นมจ้าว "ทางตำหนักเหวินหัวมีความเคลื่อนไหวอะไรบ้างไหม?"
"ไม่มีสิ่งใดเล็ดลอดสายพระเนตรอันเฉียบแหลมของไทเฮาไปได้เพคะ" แม่นมจ้าวขยับเข้าไปใกล้แล้วกระซิบ "เมื่อคืนฝ่าบาทสั่งให้จับไฉ่เยว่โยนลงสระจันทรา แช่อยู่นานกว่าหนึ่งชั่วต้มยาเพคะ"
"ของไร้ประโยชน์!" ไทเฮาขมวดคิ้ว "นางไปทำอะไรเข้าล่ะ?"
แม่นมจ้าวชำเลืองมองพระนาง "ได้ยินมาว่ากลิ่นถุงหอมของนางฉุนเกินไป จนทำให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัยเพคะ"
ไทเฮา: "..."
ถ้าจำไม่ผิด ถุงหอมนั่นเป็นของที่นางประทานให้เป็นพิเศษ
"ข้าจำได้ว่าเสด็จลูกชอบกลิ่นนั้นนี่นา ทำไมจู่ๆ ถึงไม่ชอบขึ้นมาได้?" มุมปากของไทเฮาคว่ำลง ดูไม่สบอารมณ์เล็กน้อย "ข้าอุตส่าห์กำชับให้สำนักหมอหลวงปรุงขึ้นเป็นพิเศษ พวกนั้นไม่บอกข้าสักคำ"
แม่นมจ้าวคิดในใจ ก็พระนางไม่ได้ระบุชัดเจนนี่นาว่าถุงหอมนั้นจะเอาไปให้ฝ่าบาท บอกแค่ว่าจะเอาไปให้หญิงสาว สำนักหมอหลวงก็ต้องเข้าใจผิดเป็นธรรมดา
"ไทเฮาทรงมีน้ำพระทัยกว้างขวาง อย่าไปถือสาพวกนั้นเลยเพคะ"
"ข้าไม่ถือสาหรอก" ไทเฮาเอนหลังพิงหมอนอิงสี่เหลี่ยม ถอนหายใจยาว "ข้าก็แค่อยากจะอุ้มหลานตัวน้อยๆ สักคนสองคน ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายหรือองค์หญิง ข้าก็รักทั้งนั้น แต่ดูฮ่องเต้สิ ทรงขยันขันแข็งราชกิจก็จริง แต่ก็ขยันแต่ราชกิจ ไม่รู้จักแวะเวียนไปหาฝ่ายในบ้างเลย
ดูบันทึกของกรมวังนั่นสิ จำนวนครั้งที่ฮ่องเต้เสด็จไปฝ่ายในนับนิ้วได้เลย แล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้อุ้มหลานกับเขาสักที?"
"ไทเฮาเพคะ ยังมีองค์หญิงฮุ่ยหรงอยู่นะเพคะ" แม่นมจ้าวยิ้ม "อีกเดี๋ยวสนมซูก็น่าจะพาองค์หญิงมาถวายพระพรแล้วเพคะ"
เมื่อนึกถึงหลานสาวตัวน้อยที่น่ารักน่าชัง ไทเฮาก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันตา สั่งการทันที "องค์หญิงชอบกินขนมดอกกุ้ยฮวากับพุทราเชื่อม รีบให้ห้องเครื่องเล็กจัดเตรียมเดี๋ยวนี้"
"ทราบถึงความรักที่ทรงมีต่อองค์หญิง ขนมถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วเพคะ"
ไทเฮาพยักหน้าอย่างพอใจ
แม่นมจ้าวถามหยั่งเชิงเบาๆ "ไทเฮาเพคะ แล้วไฉ่เยว่... จะให้เก็บไว้ไหมเพคะ?"
ไทเฮาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เจ้าอุตส่าห์ลงแรงฝึกนางมา ถ้าเสด็จลูกยังไม่ไล่นางออกจากตำหนักเหวินหัว ก็เก็บไว้ดูก่อนเถิด แล้วแต่วาสนาของนางแล้วกัน"
"เพคะ"
ภายในเรือนหนงอวิ๋น อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพร
หลิวเจิงเคี่ยวยาแก้หวัดที่เหลือจนเสร็จ ทิ้งไว้ให้อุ่นพอประมาณ แล้วกรอกลงคอไฉ่เยว่ที่แก้มแดงระเรื่อเพราะพิษไข้
ไฉ่เยว่กลืนยาลงไปอย่างไม่รู้ตัว ปากพึมพำเพ้อเจ้อไม่ได้ศัพท์
"ท่านแม่..."
"ข้าไม่ใช่แม่เจ้า" หลิวเจิงดึงแขนเสื้อตัวเองออกอย่างจนใจ จับคนป่วยนอนราบลงกับเตียงแล้วห่มผ้าให้
ไฉ่เยว่เริ่มตะโกนโวยวายอีกครั้ง "ท่านพ่อ... ข้าไม่ไป..."
หลิวเจิงเอื้อมมือไปแตะหน้าผากนาง ตัวยังร้อนจี๋ ไข้ยังไม่ลดลงเลยสักนิด
นางบิดผ้าชุบน้ำเย็นวางบนหน้าผากไฉ่เยว่ มองดูคนที่นอนเพ้อเพราะพิษไข้ หลิวเจิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ
เห็นไหม? นี่คือจุดจบของการพยายามปีนเตียงมังกร รักษาชีวิตไว้ได้ก็นับว่าบุญโขแล้ว
ตอนนี้ข่าวเรื่องไฉ่เยว่ถูกทรราชสั่งลงโทษให้ลงไปแช่ในสระจันทรานานกว่าหนึ่งชั่วต้มยาแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวง ไม่มีหมอหลวงหน้าไหนกล้าเข้ามารักษาให้นางแม้แต่คนเดียว
"ข้าทำทุกอย่างที่ทำได้แล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของเจ้าแล้วนะ"
หลิวเจิงรู้สึกสงสารไฉ่เยว่ก็จริง แต่เส้นทางนี้ไฉ่เยว่เป็นคนเลือกเอง หลิวเจิงไม่ได้มีเมตตาธรรมล้นเหลือขนาดจะยอมขัดพระประสงค์ของทรราชเพื่อช่วยไฉ่เยว่หรอกนะ
รู้สึกหดหู่ใจขึ้นมาตงิดๆ หลิวเจิงจึงตัดสินใจหาความบันเทิงใส่ตัวด้วยการเสพข่าวซุบซิบ
"เสนาบดีกรมโยธาแอบไปค้างคืนที่หอหว่านฟาง แล้วถูกฮูหยินจับได้ ฮูหยินคว้าไม้กระบองหนามฟาดขาหักไปข้างหนึ่ง ว้าว! ฮูหยินช่างห้าวหาญนัก! ว่าแต่ขาที่หักน่ะขาที่สามหรือเปล่า?"
"ชิ ก็แค่ขาซ้ายหัก ฮูหยินยังปรานีอยู่นะเนี่ย"
"ฮ่าๆๆ เพื่อช่วยให้สุนัขของตนกับสุนัขตัวโปรดได้ครองคู่กัน เจ้ากรมโหรหลวงถึงกับปลอมตัวเป็นหมอดูตาบอดไปหลอกลวงต้มตุ๋นถึงจวนเสนาบดีกรมพิธีการเชียวรึ!"
"รองเจ้ากรมศาลต้าหลี่ฝ่ายซ้ายดัน... เชี่ย! ไอ้สารเลว!!"