เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 ทรราชถูกสวมเขา

บทที่ 12 ทรราชถูกสวมเขา

บทที่ 12 ทรราชถูกสวมเขา


บทที่ 12 ทรราชถูกสวมเขา

"จุ๊ๆ ไม่ยักรู้แฮะว่าทรราชจะเป็นพวก 'ซิสค่อน' หวงน้องสาวเข้าไส้ขนาดนี้"

ฉู่หลิวเจิงแอบชำเลืองมองเสี้ยวพระพักตร์ของฮ่องเต้ผู้กำลังทรงตั้งพระทัยฟังเหล่าขุนนางถกเถียงราชกิจ ก่อนจะเลื่อนหน้าจอระบบเพื่ออ่านข่าวซุบซิบเรื่องถัดไป

"สนมเซี่ยเลี้ยงแมวเปอร์เซีย แต่เจ้าแมวตัวนั้นดันวิ่งเตลิดไปทำให้ฮองเฮาตกพระทัย เลยโดนข้ารับใช้ของตำหนักฉางชุนตีจนตาย สนมเซี่ยร้องไห้จนตาบวมปูดด้วยความโศกเศร้า"

"โถ... เจ้าแมวน้อยที่น่าสงสาร ถ้าชาติหน้าเกิดเป็นแมวอีก อย่าได้หลงเข้ามาในวังเชียวนะ"

"ช็อก! ภาพลักษณ์นางฟ้าผู้หลุดพ้นทางโลกของไฉเหรินหวังพังทลาย แท้จริงแล้วนางชอบตื่นกลางดึกมาแอบกินเต้าหู้เหม็น ทำเอาเตียงนอนเหม็นตลบอบอวลราวกับกลิ่นถุงเท้าเน่า"

"แหวะ! แค่อ่านตัวหนังสือกลิ่นก็ลอยมาเตะจมูกแล้วเนี่ย ฉุนจนหายง่วงเลย ต่อไปๆ ขอเรื่องต่อไป"

"เชี่ย! สนมซิน..."

"ฝ่าบาท ฮองเฮาส่งคนมาแจ้งข่าวดีพะยะค่ะ" โจวหยวนเต๋อรีบกุลีกุจอเข้ามาในท้องพระโรงด้วยสีหน้าเปรมปรีดิ์ ถวายความเคารพแด่ฮ่องเต้

"วันนี้สำนักหมอหลวงได้ถวายการตรวจชีพจรเหล่านางสนมตามปกติ และตรวจพบว่าสนมซินตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือนแล้วพะยะค่ะ ขอแสดงความยินดีด้วยพะยะค่ะฝ่าบาท!"

"กระหม่อมขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาท!" เหล่าขุนนางต่างพากันคุกเข่าลงถวายพระพรอย่างพร้อมเพรียง

หัวคิ้วที่ขมวดมุ่นของฮ่องเต้ค่อยๆ คลายออก มุมปากกำลังจะยกยิ้มขึ้น ทว่าในจังหวะนั้นเอง พระองค์ก็ได้ยินเสียงความคิดในใจของฉู่หลิวเจิงจนจบประโยคพอดี

"...ถูกตรวจพบว่าตั้งครรภ์ แต่เด็กไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของฮ่องเต้ซุ่นกวง!"

"เชี่ย! เชี่ยแล้ว!! ทรราชโดนสวมเขาเข้าให้แล้ว!!"

รอยยิ้มที่ยังไม่ทันเบ่งบานพลันแข็งค้างอยู่บนริมฝีปาก ฮ่องเต้สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนที่พู่กันในมือจะถูกหักจนส่งเสียงดัง "เปราะ"

ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกตะลึง

— ฝ่าบาททรงดีพระทัยจนเกินเหตุหรือ?

— แต่ทำไมสีพระพักตร์ดูถมึงทึงน่ากลัวพิกล?

สีหน้าของฮ่องเต้มิใช่แค่ดูดุร้ายธรรมดา หากพระองค์เดินออกไปตามท้องถนนด้วยสภาพนี้ รับรองว่าเด็กสิบคนต้องร้องไห้จ้าทั้งสิบเอ็ดคนเป็นแน่

สายพระเนตรตวัดไปจ้องมองฉู่หลิวเจิง ผู้ซึ่งกำลังตกตะลึงกับข่าวฉาวโฉ่จนลืมฝนหมึก

เมื่อถูกรังสีสังหารอันพลุ่งพล่านปกคลุม ฉู่หลิวเจิงก็ตัวสั่นสะท้าน ได้สติกลับมาจากความช็อกทันที

เมื่อสบเข้ากับสายพระเนตรของฮ่องเต้ที่ดูราวกับอยากจะฉีกกระชากร่างนางเป็นชิ้นๆ หัวใจของฉู่หลิวเจิงก็กระตุกวูบ ขนทั่วร่างลุกชัน

"ซวยแล้ว! ฉันไม่ได้เป็นคนสวมเขาเจ้านั่นสักหน่อย ทำไมต้องจ้องเขม็งขนาดนั้นด้วยเล่า?"

ฮ่องเต้พยายามระงับโทสะที่อยากจะบีบคอฉู่หลิวเจิงให้ตายคามือเดี๋ยวนี้ แล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น

เมื่อเห็นดังนั้น ฉู่หลิวเจิงจึงลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ

"คนโบราณถือคติลูกดกคือวาสนา โดยเฉพาะราชวงศ์ที่จำเป็นต้องมีการสืบทอดทายาท ตอนนี้ทรราชมีเพียงองค์หญิงองค์เดียวที่เกิดจากสนมซู ซึ่งเพิ่งจะมีอายุครบสองขวบ สนมคนอื่นไม่มีใครให้กำเนิดบุตรเลย พอจะนึกภาพออกเลยว่าทรราชจะโหยหาทายาทขนาดไหน"

"น่าเสียดาย เด็กในท้องสนมซินดันเป็นลูกชู้ ไม่รู้ว่าทรราชจะจับได้หรือเปล่า"

"ถ้าจับไม่ได้ ทรราชมิต้องเลี้ยงลูกให้ชายชู้หรอกหรือ?"

"ว้าว! นี่มันเวรกรรมหรือเปล่าเนี่ย?"

ฉู่หลิวเจิงไม่มีความคิดที่จะบอกความจริงแก่ฮ่องเต้แม้แต่น้อย

ข้อแรก นางไม่รู้จะอธิบายอย่างไรว่านางรู้ความจริงนี้ได้อย่างไร ข้อสอง การทำตัวเด่นเสนอหน้าต่อเบื้องพระพักตร์ไม่ใช่ปรัชญาการเอาตัวรอดของนางในวังหลวงแห่งนี้

นางยึดมั่นในการทำตัวให้ลีบเล็ก โฟกัสแค่หน้าที่ของตน ไม่เรียกร้องความสนใจ ไม่เสี่ยงอันตราย และไม่หาเหาใส่หัว นางหวังเพียงแค่จะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขจนอายุครบยี่สิบห้าปี แล้วออกจากวังไปรวมตัวกับครอบครัวเท่านั้น

แผนการชั่วร้ายและการแก่งแย่งชิงดีในวังเหล่านี้ นางอยากจะอยู่ให้ไกลที่สุด ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลยสักนิด!

เมื่อได้ยินเสียงความคิดสมน้ำหน้าจากใจของฉู่หลิวเจิง ฮ่องเต้ก็เกรงว่าตนเองจะควบคุมสติไม่อยู่ แล้วชักดาบฟันนางผู้นี้ให้ขาดเป็นสองท่อนจริงๆ

"เจ้าหุบ..."

"ถึงฉันจะบอกความจริงกับทรราชไม่ได้ แต่ฉันขุดประวัติได้นะว่าชายชู้เป็นใคร... หือ? ทรราชคุยกับฉันเหรอ?"

ฉู่หลิวเจิงกระพริบตาปริบๆ มองพระพักตร์ของฮ่องเต้ที่ไร้ซึ่งแววแห่งความปิติยินดี

"แปลกแฮะ ทรราชยังไม่รู้ตัวว่าโดนสวมเขา แถมต่อไปยังต้องเลี้ยงลูกคนอื่นแท้ๆ แล้วทำไมถึงดูไม่ดีใจเลยที่สนมซินตั้งครรภ์?"

ฮ่องเต้: "...."

ขอบใจเจ้ามาก เจิ้นรู้แล้ว!

"หรือว่าทรราชไม่อยากให้สนมซินมีลูกกับตัวเอง?"

"จุ๊ๆ ไอ้คนสารเลว! ถ้าไม่ชอบนาง แล้วจะไปนอนกับนางตั้งแต่แรกทำไม!"

ฮ่องเต้สุดจะทนไหวอีกต่อไป "...หุบปาก!"

ฉู่หลิวเจิง: "?"

"หม่อมฉันยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะเพคะ"

"หรือว่า..."

เปลือกตาของฮ่องเต้กระตุก คิดว่าฉู่หลิวเจิงกำลังจะเดาความจริงได้ ในสมองเริ่มคิดแผนสำรองรับมือ แต่กลับเห็นฉู่หลิวเจิงหันไปมองด้านหลังแล้วพยักหน้าเบาๆ กับตัวเอง

"นั่นไง! ใครๆ ก็คิดว่าสีหน้าท่าทางทรราชดูไม่ปกติ แค่คำพูดไม่กี่คำ ทรราชช่างใจแคบนัก!"

ฮ่องเต้: "...."

ลองให้ใครมาสวมเขาเจ้าบ้างไหมล่ะ จะได้รู้ว่ายังจะใจกว้างไหวไหม?!!

"ฝ่าบาท?" โจวหยวนเต๋อลองเรียกอย่างระมัดระวัง ตกลงจะให้ปูนบำเหน็จรางวัลหรือไม่?

เหล่าขุนนางต่างมองดูฮ่องเต้ด้วยความงุนงงเช่นกัน

เชื้อสายพระวงศ์ของฝ่าบาทนั้นเบาบาง การที่นางสนมตั้งครรภ์ถือเป็นเรื่องมงคลที่ควรค่าแก่การยินดีมิใช่หรือ เหตุไฉนจึงไร้ซึ่งความปิติบนพระพักตร์เล่า?

ฮ่องเต้ไม่อยากให้ขุนนางเห็นตนเป็นตัวตลก จึงตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ "การประชุมวันนี้ยุติแต่เพียงเท่านี้ ราชบัณฑิตจาง ท่านจงรวบรวมข้อสรุปของการหารือในวันนี้ แล้วค่อยนำมาพิจารณากันใหม่ในการประชุมเช้าวันพรุ่งนี้"

ราชบัณฑิตจางประสานมือคารวะ "กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา"

หลังจากเหล่าขุนนางทยอยออกไป สีหน้าที่พอจะสงบนิ่งอยู่บ้างของฮ่องเต้ก็พลันมืดครึ้มลงทันที ทำเอาโจวหยวนเต๋อขนลุกซู่

— ฝ่าบาททรงอยากจะฆ่าคน!

— ใครไปแหย่หนวดเสือเข้าอีกล่ะเนี่ย?

"ไปตำหนักอวิ๋นกุ้ย" ฮ่องเต้สาวเท้าก้าวยาวเดินออกไป โจวหยวนเต๋อรีบตะโกนสั่งการ "เตรียมเกี้ยวเสด็จไปตำหนักอวิ๋นกุ้ย!"

เดินไปได้สองก้าว ฮ่องเต้สังเกตเห็นว่าฉู่หลิวเจิงไม่ได้เดินตามมา พระองค์จึงหันขวับกลับมาจ้องเขม็งใส่นางที่ยืนนิ่งอยู่กับที่

โจวหยวนเต๋ออ่านสถานการณ์ได้ไว รีบเร่งเร้านางทันที "มัวยืนบื้ออะไรอยู่? รีบตามเสด็จไปเร็วเข้า"

ฉู่หลิวเจิง: "...."

นางเป็นแค่สาวใช้ถวายน้ำชา จะพานางไปเยี่ยมคนท้องทำไมกัน?

ทรราชคงไม่ไร้มนุษยธรรมขนาดจะให้นางไปทำงานล่วงเวลาที่ตำหนักอวิ๋นกุ้ยหรอกนะ?

ชุยอวิ๋นกลับดูกระตือรือร้นอยากจะไปแทนมาก ทว่าฮ่องเต้ซุ่นกวงกลับมีท่าทีรังเกียจ พระองค์ปรายตามองอย่างเย็นชาจนทหารองครักษ์ตัวน้อยต้องยืนตัวแข็งทื่อ

ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความคับแค้นระคนอิจฉาของชุยอวิ๋น ฉู่หลิวเจิงอยากจะบอกเหลือเกินว่า งั้นเรามาแลกที่กันไหม?

ใครมันจะอยากเดินตามเกี้ยวฝ่าบาท ในเมื่ออู้งานได้สบายๆ แท้ๆ?!

ระหว่างทาง ฉู่หลิวเจิงนึกขึ้นได้ว่ายังอ่านข่าวซุบซิบนั้นไม่จบ จึงเปิดระบบขึ้นมาดูอีกครั้ง

"ไหน มาดูซิว่ายอดขุนพลคนกล้าที่บังอาจสวมเขาให้ทรราชเป็นใครกัน"

"ว้าว! คนในเมืองหลวงนี่เขารู้จักหาทำกันจริงๆ!"

"ชายชู้ดันเป็น 'หลี่จงซิน' ขันทีผู้ดูแลประจำตำหนักของสนมซิน หมอนี่เป็นขันทีปลอมที่ใช้วิธีการสกปรกหลบเลี่ยงการตอน แล้วถูกส่งตัวมาอยู่ที่ตำหนักอวิ๋นกุ้ยของสนมซิน"

แถมยังเป็นรักต้องห้ามระหว่างขันทีกับนางสนมอีกต่างหาก!

ฉู่หลิวเจิงเลื่อนหน้าจออ่านต่อด้วยความตื่นเต้น นัยน์ตาลุกวาวราวกับหลอดไฟแปดร้อยวัตต์

"มิน่าล่ะสองคนนี้ถึงได้มาลงเอยกัน ที่แท้สนมซินกับหลี่จงซินก็รู้จักกันมาก่อนจะเข้าวัง แถมยังเคยเป็นคนรักกันอีกต่างหาก ถ้าสนมซินไม่ถูกคัดตัวเข้าวัง ป่านนี้นางคงแต่งงานกับหลี่จงซินไปนานแล้ว"

"หลี่จงซินรักมั่นคงต่อนางมาก ยอมตามเข้ามาในวังหลวงเพื่อความรัก สนมซินซาบซึ้งจนน้ำตาไหลพราก แต่เพราะฐานะที่เปลี่ยนไปจึงไม่กล้ายอมรับความรู้สึก ทั้งสองอยู่ด้วยกันเช้าจรดค่ำ ในที่สุดความรักของหลี่จงซินก็เอาชนะใจสนมซินได้ ทั้งคู่จึงตกลงปลงใจลักลอบมีความสัมพันธ์กัน พลอดรักกันในตำหนักอวิ๋นกุ้ย ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ทุกวัน"

"จุ๊ๆ นี่มันนิยายน้ำเน่าฉบับยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อความรักชัดๆ สองคนนี้ไม่รักตัวกลัวตายเลยหรือไง ไม่คิดบ้างเหรอว่าถ้าโดนจับได้ ครอบครัวจะเดือดร้อนขนาดไหน?"

"นางสนมคบชู้สู่ชายในยุคที่อำนาจกษัตริย์เป็นใหญ่ ฮ่าๆ ตระกูลของสองคนนี้ทำเวรทำกรรมอะไรไว้ในชาติปางก่อนนะ ถึงได้มีลูกหลานตัวซวยสองคนนี้ลากคอกันไปขึ้นเขียงประหารทั้งตระกูลแบบนี้"

ฮ่องเต้ผู้ซึ่งได้รับฟังเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ: "...."

ประเสริฐมาก ไม่ต้องเสียเวลาสืบหาตัวชายชู้แล้ว ไปจับกุมคนได้เลย!

จบบทที่ บทที่ 12 ทรราชถูกสวมเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว