- หน้าแรก
- จอมปราชญ์พลิกคัมภีร์
- บทที่ 29 - สลับฐานะเจ้าบ้าน
บทที่ 29 - สลับฐานะเจ้าบ้าน
บทที่ 29 - สลับฐานะเจ้าบ้าน
บทที่ 29 - สลับฐานะเจ้าบ้าน
องครักษ์เงาคนนั้นเซไปมาเล็กน้อย ก่อนจะหายลับไปอย่างรวดเร็ว
อาโน่วพุ่งตามไปทันที
ลู่สิงโจวพลิกตัวกลับมานั่งบนรถเข็นของตนพลางถอนใจ "ลูกหลานตระกูลฮั่วทุกคนจะมี 'เงา' ที่เติบโตมาพร้อมกับตัวเอง ยามจำเป็นก็คือตัวตายตัวแทน ตอนเด็กๆ เคยมีคนตระกูลฮั่วมาหาข้า หวังจะให้ข้าไปเป็นเงาของเจ้า... เจ้าคิดว่าข้าจะไม่รู้เรื่องนี้ได้อย่างไร? แต่จะว่าไปแล้ว เจ้าคู่ควรหรือ..."
ฮั่วอวี๋กัดฟันกรอด
การรู้เขารู้เราคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการท่องยุทธภพจริงๆ แต่น่าเสียดายที่บทเรียนครั้งแรกนี้ต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยชีวิต
ลู่สิงโจวยังคงเยาะเย้ยต่อ "ดูเหมือนความจงรักภักดีของเขาจะไม่ได้ดีเท่าไหร่นะ หนีไปแบบนี้เลยหรือ?"
ฮั่วอวี๋มองไปทางที่เงาคนนั้นหายไป คล้ายกับตกอยู่ในภวังค์ เขาพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ "เจ้า... เด็กข้างกายเจ้า ที่แท้ก็คือเด็กผีแห่งตำหนักยมราช! เช่นนั้นเจ้า... เจ้าคือ..."
มิน่าเล่าการต่อสู้ครั้งนี้ถึงมีกลิ่นอายของตำหนักยมราชเข้มข้นขนาดนี้... ที่แท้ตั้งแต่ต้นจนจบก็เป็นคนของตำหนักยมราชนี่เอง...
"อย่าเรียกแบบนั้น อาโน่วเกลียดฉายานี้มาก ถ้าเธอได้ยินเข้าจะโมโหเอาได้" ลู่สิงโจวยิ้มพลางก้มตัวลงเอื้อมมือไปค้นตัวฮั่วอวี๋ เขาเก็บรวบรวมสมบัติวิเศษทั้งหมดที่เจ้าตัวยังไม่ทันได้ใช้ และถอดแหวนมิติของฮั่วอวี๋ไปด้วย
"ไม่เลว ในแหวนมีทั้งสมุนไพรและหินวิเศษมากมาย เหมาะแก่การใช้งานพอดี"
อาโน่วกลับมาในตอนนั้นพอดี พลางกล่าวเสียงเบา "ปล่อยให้หนีไปได้เจ้าค่ะ"
ลู่สิงโจวพยักหน้า "เงาจะมีวิชาเร้นกายที่แปลกประหลาด เมื่อคลาดสายตาไปแล้ว เขาจะซ่อนตัวทันทีจนหาไม่พบ ช่างเถอะ อย่างไรก็ไม่สำคัญ"
พูดจบเขาก็มองฮั่วอวี๋ด้วยรอยยิ้มบางๆ "คุณชายหก เชิญออกเดินทางได้"
"ปัง!" ฝ่ามือหนึ่งประทับลงบนกลางกระหม่อม ฮั่วอวี๋เบิกตากว้าง สิ้นใจตายคาที่
"ไปกันเถอะ" ลู่สิงโจวหมุนรถเข็นกลับพลางหัวเราะอย่างผ่อนคลาย "ไปดูเรื่องสนุกที่จวนเจ้าเมืองกัน"
อาโน่วเข็นรถเข็นพลางหัวเราะคิกคัก "นึกไม่ถึงเลยว่าคุณชายหกฮั่วคนนี้จะอ่อนแอขนาดนี้... คนในห้องโถงพวกนั้น กลายเป็นหลิวฉิงชางที่เก่งที่สุด สร้างปัญหาให้ได้นิดหน่อย"
"หึ... หลิวฉิงชางเองก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานหรอก วันๆ เอาแต่หาเรื่องไม่จบไม่สิ้น ถึงเวลาที่ต้องพักผ่อนเสียที..."
สองศิษย์อาจารย์พูดคุยหัวเราะพลางจากไป
ผ่านไปไม่นาน องครักษ์เงาคนนั้นก็วิ่งหอบแฮกมาถึงข้างกายฮั่วอวี๋ เขาพินิจพิจารณาศพอยู่ครู่หนึ่งแล้วถอนหายใจออกมา ทันใดนั้นเขาก็รวบนิ้วทั้งสองเข้าด้วยกัน แทงเข้าไปในทรวงอกของศพฮั่วอวี๋ แล้วควักยาเม็ดหนึ่งออกมาจากกระดูกหน้าอก
เม็ดยานั้นขาวนวลราวกับหยก มีแสงอ่อนๆ ไหลเวียน พลังวิญญาณเข้มข้นจนน่าทึ่ง
"ลู่สิงโจวก็แค่พวกจอมวางแผนที่คิดไม่ถึงเท่านั้นล่ะนะ หึ..." เมื่อเงาคนนั้นได้ยามา เขาก็หอบหายใจพลางรู้สึกโล่งอก
ขณะที่กำลังจะจากไป เสียงของอาโน่วก็ดังขึ้นจากด้านหลังอย่างกะทันหัน "พี่ชาย ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?"
"ฟึ่บ" เม็ดยาไม่รู้ว่าหายไปอยู่ในมืออาโน่วตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเธอก็รีบเก็บมันเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว
เงาคนนั้นตกใจสุดขีด ขณะที่กำลังจะหาทางหนี ลู่สิงโจวก็เดินออกมาจากประตูข้างอย่างสง่างาม "คุณชายหก ไม่เจอกันนานนะ"
"ฉัวะ" ลู่สิงโจวสะบัดมือเบาๆ ประกายแหลมคมพุ่งผ่านไป เงาคนนั้นร้องลั่น ขาทั้งสองข้างถูกตัดขาด
เขาโอบขาที่เจ็บปวดพลางขดตัวสั่นเทา เสียงสั่นพร่า "เจ้า... เจ้า..."
ลู่สิงโจวไม่แม้แต่จะมองเขา เขาไถรถเข็นไปรอบๆ พลางปักธงค่ายกลลงบนพื้นเป็นระยะ ราวกับกำลังวางค่ายกลบางอย่าง
เขาตอบอย่างสบายอารมณ์ "ข้าบอกไปแล้วว่าข้ารู้เรื่องที่เงาต้องเป็นตัวตายตัวแทนยามจำเป็น แล้วเจ้าลองทายดูสิว่า ข้าเคยสงสัยไหมว่าฮั่วอวี๋คนนั้นเป็นของปลอมมาตั้งแต่ต้น ส่วนเงาถึงจะเป็นฮั่วอวี๋ตัวจริง?"
เงา... ไม่ใช่สิ ฮั่วอวี๋โอบขาอย่างยากลำบาก "เจ้าอาศัยอะไรมาเดา? เขาดูไม่จองหองพอนกหรือ?"
"เพราะหลิวฉิงชางจำฮั่วอวี๋ไม่ได้แต่แรก ฮั่วอวี๋คนนั้นกลับอธิบายด้วยวาจาที่สุภาพว่าตอนเด็กๆ ยังโตไม่เต็มที่... เขาจะไปอธิบายเรื่องนั้นกับหลิวฉิงชางทำไมกัน มันดูเหมือนการพยายามแนะนำตัวมากเกินไปหน่อย จริงๆ แล้วมันควรจะเป็น 'บังอาจจำข้าไม่ได้ ตบปากมัน!' มากกว่าไม่ใช่หรือ?"
ฮั่วอวี๋ "...เพียงเพราะเหตุนี้หรือ?"
"แค่มีความสงสัยก็นับว่าเพียงพอแล้ว..." ลู่สิงโจ้วางค่ายกลเสร็จแล้วก็กลับมาที่ศพแล้วยื่นมือไปเลิกหน้ากากออก ที่แท้ศพบนพื้นก็สวมหน้ากากหนังมนุษย์ที่รูปร่างหน้าตาเหมือนฮั่วอวี๋จริงๆ
ลู่สิงโจวมองหน้ากากในมือพลางยิ้มเยาะแล้วถอนใจ "จะทำไปเพื่ออะไรเล่าคุณชายหก เอาสมบัติวิเศษตั้งมากมายไปวางไว้บนตัวเขา ทำให้ตัวเองอ่อนแอลงไม่ใช่หรือ? อ้อ ที่แท้เป็นเพราะตัวเจ้าเองอ่อนแอกว่าเขามาก สู้เอาเขามาตั้งไว้ข้างหน้าแทนจะดีกว่าสินะ?"
ฮั่วอวี๋โกรธจนหน้าเบี้ยว "ในเมื่อเจ้าสงสัยตั้งแต่แรก แล้วทำไมเด็กผีนั่นถึงไม่ตามข้ามาต่อล่ะ ไม่กลัวข้าหนีไปได้จริงๆ หรือ?"
"ตะปูฝังกระดูกของข้าอยู่ที่ตัวเจ้า เจ้าจะหนีไปไหนพ้น?"
"...แล้วจะแสดงงิ้วฉากนี้ไปเพื่ออะไร?"
แววตาของลู่สิงโจวดูเลื่อนลอยไปไกล เขาเงยหน้ามองดวงดาวและดวงจันทร์บนฟ้าอยู่เนิ่นนานก่อนจะกล่าวว่า "ในเมื่อพวกเจ้ารู้จักข้า ย่อมต้องรู้ดีว่าข้าเข้าใจความหมายของเตาหลอมยาในตอนนั้นเป็นอย่างดี มันเปี่ยมไปด้วยไอแห่งการสร้างสรรค์อันเข้มข้น สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืน พลังวิญญาณที่ยังหลงเหลืออยู่ในคฤหาสน์ตระกูลฮั่วก็คือสิ่งที่เหลืออยู่จากมัน... การใช้เตาหลอมนั้นหลอมยาประเภทฟื้นฟู มีโอกาสที่จะมอบชีวิตที่สองให้ได้จริงๆ"
ฮั่วอวี๋จ้องมองเขาเขม็ง
ลู่สิงโจวกล่าวต่อ "แน่นอนว่าลำพังเตาหลอมอย่างเดียวยังไม่พอ ตัวยาเองก็ต้องอยู่ในระดับที่สูงพอด้วย ยาประเภทนี้ย่อมมีไม่มากนัก ลูกหลานสายตรงตระกูลฮั่วแต่ละคนน่าจะได้แบ่งไปคนละเม็ด ยามคับขันสามารถช่วยชีวิตได้... และของช่วยชีวิตแบบนี้จะไม่มีทางเก็บไว้ในแหวนมิติที่ถูกค้นได้ง่ายๆ พวกเจ้าจะซ่อนไว้ที่ไหนข้าไม่รู้ ดังนั้นจึงต้องวางแผนให้พวกเจ้าเอาออกมาเอง จะฆ่าทิ้งทั้งหมดไม่ได้"
ฮั่วอวี๋พึมพำกับตัวเอง "ที่แท้... สิ่งที่เจ้าต้องการตั้งแต่แรกก็คือสิ่งนี้..."
"ถ้าของอยู่ที่ตัวเจ้า เมื่อตะปูฝังกระดูกแผลงฤทธิ์ เจ้าบาดเจ็บสาหัสย่อมต้องนำยาออกมาช่วยชีวิต ข้าก็จะรู้เอง ถ้าของอยู่ที่ตัวเขา เจ้าไม่มีทางปล่อยให้ของล้ำค่าแบบนี้สูญหายไปแน่ ย่อมต้องกลับมาเอา ข้าก็รู้อยู่ดี" ลู่สิงโจวพูดจบก็กล่าวอย่างสงบว่า "ในแผนการนี้ ความจริงแล้วเจ้าจะเป็นฮั่วอวี๋หรือเป็นเงาก็ไม่มีความแตกต่างกัน ต่อให้ข้าเดาผิดก็ไม่เป็นไร ยังมีคำถามอะไรอีกไหม?"
จู่ๆ ฮั่วอวี๋ก็หัวเราะลั่น "เจ้าคำนวณมาอย่างถ้วนถี่ แต่กลับลืมไปว่าของสิ่งนี้รักษาขาของเจ้าไม่ได้ ขาของเจ้ามันผิดรูปไปนานแล้ว ยาจะไปช่วยประกอบมันขึ้นมาใหม่ได้หรือไง เจ้าไม่เคยคิดเลยหรือว่ามันไม่ตรงกับอาการ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
สิ้นคำพูด บนตัวฮั่วอวี๋พลันเกิดแสงโลหิตระเบิดออกมา ตะปูที่ปักอยู่ที่ตัวเขาเมื่อครู่เริ่มแผลงฤทธิ์อย่างรุนแรง ราวกับถูกแล่เนื้อเถือหนัง
ฮั่วอวี๋ร้องลั่นพลางขดตัวเป็นก้อน เหงื่อกาฬไหลพราก "ฮั่วชิง! ทรมานคนแบบนี้มันลูกผู้ชายที่ไหน มีดีก็ฆ่าข้าให้ตายไปเลย!"
ลู่สิงโจวกล่าวเรียบๆ "เข้าใจผิดแล้ว... อย่างน้อยตอนนั้นเจ้ายังเด็ก คนที่ร่วมลงมือกับครอบครัวข้าไม่มีเจ้า ข้าจะทรมานเจ้าไปก็ไม่มีประโยชน์ ที่ชวนเจ้าคุยมาตั้งนาน ก็แค่เพื่อรอคนเท่านั้น"
แววตาของเขามีรอยหม่นหมองพาดผ่าน... ยานี่รักษาขาไม่ได้หรือ... เป็นไปได้จริงๆ เพราะขาของเขาไม่ใช่แค่การต่อกระดูกธรรมดา...
"ฟิ้ว!" ไกลออกไปเกิดสายฟ้าแลบแปลบปลาบ พี่น้องฮั่วเหลยและฮั่วถิงในที่สุดก็หลุดพ้นจากการขัดขวางของตำหนักยมราช มุ่งหน้ามายังที่นี่
เบื้องหลังมีนักฆ่าระดับห้าไล่ตามมา พลางตะโกนด้วยท่าทางสะบักสะบอมว่า "ท่านตุลา... ท่านอาจารย์ พวกเราพยายามเต็มที่แล้ว สองคนนี้แข็งแกร่งมาก กักขังไว้ได้ไม่นาน ระวังตัวด้วย!"
ลู่สิงโจวเงยหน้ายิ้ม "พอแล้ว ทำได้เกินเป้าหมายเสียอีก ข้าเองก็รอพวกเจ้าอยู่ครู่หนึ่งแล้ว"
ฮั่วอวี๋ตะโกนเสียงหลง "พวกเจ้าถอยไป ที่นี่มีค่ายกล แล้วยังมีเด็กผี..."
พูดยังไม่ทันจบก็ถูกอาโน่วสกัดจุดใบ้
ในความเป็นจริง ฮั่วอวี๋ที่บาดเจ็บสาหัสตอนนี้เสียงเบามาก พี่น้องตระกูลฮั่วจึงไม่ได้ยินอะไรเลย เมื่อเห็นว่าฮั่วอวี๋ดูเหมือนจะถูกจับตัวไว้ได้ก็ร้อนใจยิ่งนัก รีบพุ่งตัวเข้ามา
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ลานบ้าน เปลวเพลิงจากทิศทั้งสี่ก็ลุกโชนขึ้น ประกายกระบี่นับหมื่นพุ่งตัดสลับไปมา
ทั้งสองตั้งตัวไม่ติด นี่มันบ้านของพวกเขาเอง เหตุใดถึงกลายเป็นสนามรบของฝ่ายศัตรูไปได้?
พวกเขาทำได้เพียงรวบรวมลมปราณต้านทานไว้ ทันใดนั้นเด็กน้อยร่างกลมป้อมคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาประดุจลูกกระสุนปืนใหญ่ ต่อยเข้าที่สีข้างของฮั่วเหลยอย่างแรง
นักฆ่าจากตำหนักยมราชติดตามมาประดุจเงาตามตัว กระบี่ยาวพุ่งแทงเข้าที่กลางหลังของฮั่วถิง
ในเวลาเดียวกัน ยันต์หลายแผ่นลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วลุกไหม้เองโดยไร้ไฟ
"เปรี้ยง!" สายฟ้าที่หนาเท่าแขนพุ่งตรงลงมา
ราวกับดอกไม้ไฟที่บานสะพรั่งกลางอากาศ งดงามปนเศร้าท่ามกลางความตายที่ไร้ที่สิ้นสุด
ลู่สิงโจวคลี่ธงผืนเล็กออกอย่างใจเย็น
ธงหมื่นวิญญาณเป็นของเขา ไม่ใช่ของอาโน่ว
ไอผีสีดำมืดนับหมื่นวนเวียนสลับสับเปลี่ยน ราวกับผีนับหมื่นกำลังฉีกกระชาก กัดทึ้งมือเท้าของทั้งสองไม่ยอมปล่อย
พลังของเขาในตอนนี้ยังห่างจากระดับห้าอยู่พอสมควร เขาสามารถรังแกฮั่วอวี๋ที่อ่อนด้อยและไม่รู้ข้อมูลของเขาได้ ข้ามระดับไปสู้กับคนระดับหกอย่างฮั่วอวี๋ได้ แต่กับยอดฝีมือระดับห้าเหล่านี้เขาแทบไม่มีกำลังโจมตีเลย แต่หากเป็นการก่อกวนและจำกัดการเคลื่อนไหวเขายังพอทำได้ ขอเพียงจำกัดเวลาได้ครู่เดียว ผลแพ้ชนะก็ถูกกำหนดแล้ว
"ปัง!" อาโน่วปัดกระบี่ของฮั่วเหลยออก หมัดเล็กๆ ชกเข้ากลางอกของอีกฝ่ายอย่างจัง หมัดที่ดูนุ่มนิ่มนั้นเมื่อสัมผัสถูก ทรวงอกก็ยุบลง อวัยวะภายในแหลกเหลว
นักฆ่าตำหนักยมราชพุ่งผ่านวูบเดียว ลำคอของฮั่วถิงก็ปรากฏรอยเลือดสายหนึ่ง
ฮั่วอวี๋ที่อยู่บนพื้นได้แต่มองดูผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดทั้งสองคนตกลงไปในกับดักแห่งความตาย การปะทะกันเพียงไม่กี่อึดใจก็จบลง ทั้งคู่สิ้นชีพโดยที่ไม่มีโอกาสได้ขัดขืน
ในถิ่นของตัวเองแท้ๆ กลับถูกล่อมาฆ่าจนตายอย่างง่ายดายเช่นนี้
นักฆ่าตำหนักยมราชก้มศีรษะคำนับลู่สิงโจวด้วยความยินดี "นึกไม่ถึงว่าในชีวิตนี้ยังจะได้ลงมือตามแผนการภายใต้การบัญชาการของท่านตุลาการ คู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันกลับไม่เหลือรอดแม้แต่คนเดียว ฆ่าได้โดยแทบไม่ต้องออกแรง ความสะใจแบบนี้ ข้าน้อยไม่ได้สัมผัสมานานแล้ว ช่างน่าคิดถึงยิ่งนัก"
ตุลาการ... ฮั่วอวี๋ไม่มีแม้แต่แรงจะค่อนแคะ
นึกว่ากำลังรับมือกับคนขาพิการ แต่คู่ต่อสู้กลับเป็นมันสมองรุ่นบุกเบิกของตำหนักยมราช ผู้สร้างโครงสร้างองค์กรตำหนักยมราช แขนซ้ายขวาของจ้าวแห่งยมโลก แล้วใครกันแน่ที่เป็นเพียงมดปลวกที่คิดจะงัดข้อกับต้นไม้ใหญ่?
ลู่สิงโจวโบกมือ "ระวังคำพูดด้วย ข้าไม่ใช่ตุลาการแล้ว ไปเถอะ เรื่องหลังจากนี้พวกเจ้าไม่สะดวกจะออกหน้า ภารกิจสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ จำไว้ว่ากลับไปแล้วอย่าบอกเบื้องบนว่าเจอข้า"
"ขอรับ พวกเราเองก็ไม่มีความจำเป็นต้องรายงานข้อมูลของผู้จ้างวาน" นักฆ่าคำนับอย่างนอบน้อมอีกครั้งแล้วหายวูบไปทันที
อาโน่วกำลังค้นศพอย่างมีความสุขเพื่อเก็บเกี่ยวสิ่งที่ได้มาจากการต่อสู้ เมื่อค้นเสร็จเธอก็จ้องมองฮั่วอวี๋ด้วยตาเป็นมัน "ท่านอาจารย์ เหยื่อล่อถูกใช้งานจนคุ้มแล้ว จะฆ่าตอนนี้เลยไหมเจ้าคะ? เขาบังอาจด่าข้า"
ลู่สิงโจวส่ายหน้า "คลายจุดใบ้เขา มีประโยชน์อยู่"
ฮั่วอวี๋ที่ถูกใช้เป็นเหยื่อล่อจนผู้คุ้มกันตายหมด ได้ยินว่ากำลังจะถูกใช้ล่อคนอีกครั้งก็โกรธจัด "ฮั่วชิง! มีดีก็ฆ่าข้าซะ ถ้าข้าขมวดคิ้วแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ใช่ลูกผู้ชาย!"
ลู่สิงโจวยิ้มอย่างสดใส พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "คุณชายหก ข้าจะให้โอกาสเจ้ามีชีวิตรอดดีไหม?"
ฮั่วอวี๋ทั้งที่รู้ดีว่าโอกาสแทบจะเป็นศูนย์ แต่ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดก็ทำให้เขาถามออกมาจนได้ "เจ้าต้องการอะไร?"
ลู่สิงโจวเงยหน้าขึ้นมองไปยังจวนเจ้าเมืองที่มีกลิ่นอายปีศาจพุ่งพล่าน ราวกับจะได้ยินเสียงการต่อสู้จากที่นั่นลอยมาแต่ไกล "ปีศาจออกอาละวาด นั่นคือศัตรูร่วมของมวลมนุษย์นะ ถ้าเจ้าสามารถสั่งให้สวีปิ่งคุนควบคุมปีศาจที่เขาเลี้ยงไว้ได้ ความดีความชอบขนาดนี้ย่อมแลกกับชีวิตได้แน่ ต่อให้ข้าจะฆ่าเจ้า พวกเสิ้นหยวนเหยาก็ต้องห้ามข้าแน่ ใช่ไหมล่ะ?"
ฮั่วอวี๋ชะงักไป ในใจนึกถึงท่าทางที่มีพิรุธของสวีปิ่งคุนก่อนหน้านี้... ปีศาจที่นั่นเป็นของที่สวีปิ่งคุนเลี้ยงไว้จริงๆ หรือ?
(จบแล้ว)