- หน้าแรก
- จอมปราชญ์พลิกคัมภีร์
- บทที่ 16 - ผู้ใดยืนริมกำแพงผุ
บทที่ 16 - ผู้ใดยืนริมกำแพงผุ
บทที่ 16 - ผู้ใดยืนริมกำแพงผุ
บทที่ 16 - ผู้ใดยืนริมกำแพงผุ
ในขณะที่เซิ่งหยวนเหยาขวางหลิ่วฉิงชางไว้นั้น ที่ประตูหลังของสมาคมการค้า มีเงาร่างลึกลับไม่กี่ร่างกระโดดข้ามกำแพงเข้ามาอย่างเงียบเชียบ
พวกเขาก็คือหน่วยกล้าตายที่สวีปิ่งคุนส่งมาเพิ่มนั่นเอง
คนภายในสำนักดาบเทียนสิง พรรคตันเสีย และหน่วยกล้าตายของท่านเจ้าเมือง ทั้งสามฝ่ายประสานงานกันทั้งภายในและภายนอก ต่อให้จะมีลูกน้องที่จงรักภักดีคอยคุ้มกันเสิ่นถังคนพิการนั่นอยู่ แต่คราวนี้ย่อมต้องเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
ทันทีที่เข้ามาถึงลานหลังบ้าน ก็เห็นเด็กรับใช้น้อยคนหนึ่งนั่งอยู่ริมสระน้ำเพียงลำพัง กำลังผิงไฟและถูมือไปมา
กลิ่นหอมของมันเทศเผาลอยโชยมาตามลม
เหล่าหน่วยกล้าตายมองหน้ากัน แต่ละคนต่างก็เห็นแววตาเหี้ยมเกรียมของอีกฝ่าย
จะโทษก็ต้องโทษที่เจ้าเด็กนี่โชคร้ายเอง ใครใช้ให้ออกมาเผามันเทศกลางดึกเช่นนี้!
"เฟี้ยว เฟี้ยว เฟี้ยว!" ทุกคนพุ่งผ่านตัวเด็กน้อยไปอย่างรวดเร็ว หัวหน้าหน่วยกล้าตายถือโอกาสใช้ดาบปาดคอของนางทันที
ทว่าเมื่อดาบตวัดออกไป เขากลับต้องอุทาน "เอ๊ะ" ออกมา เพราะปลายดาบไม่ได้สัมผัสกับสิ่งใดเลย
เขาหันกลับไปมองด้วยความตกตะลึง เด็กน้อยที่นั่งเผามันเทศอยู่เมื่อครู่กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ควันไฟจากเตาลอยกรุ่นปกคลุมไปทั่วลานบ้าน น้ำในสระที่ขุ่นมัวดูเหมือนจะบิดเบี้ยวไปมา จนแยกไม่ออกว่าที่ใดคือราตรี และที่ใดคือสายน้ำ
แม้แต่คนข้างกายก็หายไปหมด เหลือเพียงความมืดมิดที่ไร้ขอบเขต
"แย่แล้ว ค่ายกลลวงตา!" หัวหน้าหน่วยกล้าตายตะโกนก้อง "หยุดเดิน! รวมกลุ่มป้องกันตัว!"
สิ้นเสียงตะโกน เบื้องหน้าเขาก็ปรากฏใบหน้ากลมโตของเด็กน้อยขึ้นอีกครั้ง ในมือหนึ่งถือกินมันเทศ ส่วนอีกมือถือธงขนาดเล็ก ดวงตากลมโตจ้องมองเขาเขม็ง
บนธงนั้นยังมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า "ทำนายดวงชะตา" เสียด้วย
หัวหน้าหน่วยกล้าตายตวาดลั่น "เจ้าเป็นใครกันแน่ ถึงได้มาเล่นตลกหลอกผีอยู่ที่นี่!"
"พวกเจ้าไม่กลัวเลยหรือ?" อาโน่วดูจะสับสนนัก นางหันไปมองธงน้อยของตนเอง ก่อนจะถึงบางอ้อแล้วยื่นมือไปพลิกธงอีกด้านหนึ่ง
เมื่อด้านนั้นพลิกกลับมา ในที่สุดก็ไม่ใช่คำว่า "ทำนายดวงชะตา" แล้ว ทว่ากลับเขียนไว้ว่า "ธงเรียกวิญญาณ" (ว่านหุนฟาน)
อาโน่วยิ้มจนเห็นฟัน "คราวนี้กลัวหรือยัง?"
ในใจของเหล่าหน่วยกล้าตายเริ่มมีความหวาดกลัวที่ยากจะอธิบายผุดขึ้นมา แต่นั่นไม่ใช่เพราะชื่อธงบ้าบออะไรนั่นหรอก ทว่าพฤติกรรมของเด็กคนนี้ต่างหากที่ประหลาดสุดขีด ความหวาดกลัวเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดพวกเขาก็ทนไม่ไหว พากันร้องตะโกนแล้วแทงดาบเข้าใส่ทันที
ธงสีขาวขยับเพียงแผ่วเบา
เสียงโหยหวนของภูตผีพลันดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วราตรี
เหล่าหน่วยกล้าตายรู้สึกเหมือนสมองกำลังถูกบดขยี้ ปวดศีรษะอย่างรุนแรงจนแทบจะแตกสลาย และจากนั้นก็ไม่มี "จากนั้น" อีกต่อไป
เสียงภูตผีเงียบลง ลานบ้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง บนพื้นมีร่างไร้วิญญาณนอนระเกะระกะอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละคนต่างเบิกตาโพลง ราวกับว่าก่อนตายได้พบเห็นฝันร้ายที่น่าหวาดกลัวที่สุด
"ข้าบอกแล้วว่าพวกเจ้าจะไม่กลัวได้อย่างไร ขนาดท่านอาจารย์ใช้ไม้เท้าอันนี้ตีบุตรของข้า ข้ายังกลัวแทบตายเลย" อาโน่วเก็บธงน้อยแล้วเดินกินมันเทศกลับไปยังเรือนปีกตะวันตก
ลู่สิงโจวนั่งหลับตาอยู่กลางลานบ้าน ในตอนนั้นเขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองดูอาโน่วที่เดินกระโดดโลดเต้นกลับมาด้วยสายตาที่เอ็นดูยิ่งนัก
อาโน่วยื่นธงน้อยส่งให้ "ท่านอาจารย์ ที่นี่มีไอปีศาจด้วยเจ้าค่ะ"
ลู่สิงโจวรับธงมาจ้องมองอยู่ครู่หนึ่ง พลางขมวดคิ้วกระซิบเสียงเบา "พวกเขาไม่ใช่ปีศาจ ทว่ามีการแปดเปื้อน... แสดงว่ามีปีศาจมารซ่อนตัวอยู่แถวเซี่ยโจว และได้ติดต่อกับคนพวกนี้ เรื่องนี้สวีปิ่งคุนจะรู้หรือไม่นะ?"
............
ราตรีเย็นยะเยียบดุจสายน้ำ ตูกูชิงหลีเข็นรถเข็นของเสิ่นถังมาที่ลานเรือนปีกตะวันตกของลู่สิงโจว
ลู่สิงโจวมิได้กลับเข้าห้องพักผ่อน และไม่ได้ปรุงโอสถอย่างไม่จบไม่สิ้นเหมือนปกติ
เขานั่งนิ่งอยู่กลางลานบ้าน จ้องมองแสงจันทร์ที่เย็นชากลางนภากาศอย่างเงียบเชียบ โดยมีอาโน่วนั่งม้านั่งตัวเล็กอยู่ข้าง ๆ เงยหน้ามองดวงจันทร์เช่นกัน
ทั้งคนโตและคนเล็กนิ่งงันดุจรูปปั้น
เสิ่นถังเห็นแล้วก็นึกขำ นางแอบกระซิบถามอาโน่ว "อาโน่วกำลังมองหาอะไรอยู่หรือ?"
อาโน่วบ่นพึมพำ "ท่านอาจารย์บอกว่าในดวงจันทร์มีกระต่าย มีต้นกุ้ย และมีคนกำลังตัดต้นไม้ด้วย แต่ข้ามองอย่างไรก็ไม่เห็นเลย ท่านอาจารย์ก็แค่ไม่อยากให้ข้าคิดว่าดวงจันทร์เหมือนเม็ดโอสถ เลยหลอกข้าว่ามีคนอยู่ข้างใน จะได้กินไม่ได้"
ลู่สิงโจวกล่าวอย่างจนใจ "ถ้าข้าไม่หลอกว่ามีคนอยู่ เจ้าจะกินดวงจันทร์ได้งั้นหรือ?"
อาโน่วน้ำลายไหลย้อย "แต่มันดูน่ากินจริง ๆ นะเจ้าคะ!"
ลู่สิงโจวหยิบลูกกวาดใส่ปากนางไปหนึ่งเม็ด "กินเสร็จแล้วอย่าลืมแปรงฟันบ้วนปาก แล้วไปนอนเสีย ข้ามีธุระจะคุยกับแม่นางเสิ่น"
อาโน่วเคี้ยวลูกกวาดแก้มตุ่ย พลางทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง
"เจ้าจะบอกอีกแล้วใช่ไหมว่าเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรฟันไม่ผุ ไม่ต้องบ้วนปากก็ได้? ข้าไม่อยากรู้จักเด็กที่สกปรกซกมกเช่นนั้นหรอกนะ"
"เปล่าเจ้าค่ะ..." อาโน่วจมูกฟึดฟัด "พูดถึงดวงจันทร์แล้ว ท่านอาจารย์ไม่ได้เล่านิทานให้ข้าฟังตั้งนานแล้วนะเจ้าคะ..."
"เด็กดี" ลู่สิงโจูลูบหัวนาง "พวกเราคุยกันไม่กี่ประโยคหรอก เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟังแน่นอน ตกลงไหม?"
"ก็ได้เจ้าค่ะ" สีหน้าของอาโน่วดูสดใสขึ้นเล็กน้อย นางหันมามองเสิ่นถังและชิงหลีแวบหนึ่ง ก่อนจะวิ่งตึ๊ก ๆ เข้าห้องไป
ผ่านไปไม่นาน นางก็ยกโต๊ะน้ำชาตัวเล็กออกมา บนโต๊ะมีถ้วยชาและกาชา นางช่วยชงชาต้อนรับแขกอย่างว่าง่าย
เสิ่นถังรู้สึกว่าเจ้าเด็กอ้วนคนนี้ตอนแรกดูจะไม่ต้อนรับนางเลย เพราะคิดว่านางมาขัดจังหวะการฟังนิทานจากอาจารย์ แต่พอได้รับคำสัญญาว่าจะเล่าให้ฟังแน่ ๆ ก็กลับมาร่าเริงต้อนรับแขกเสียอย่างนั้น
ที่จริงเด็กคนนี้ในใจก็คงจะโดดเดี่ยวไม่น้อย
นางมีเพียงท่านอาจารย์เท่านั้น
ทุกคนเงียบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงรินน้ำชาดังซ่านอยู่ในลานบ้าน ยิ่งทำให้ค่ำคืนนี้ดูเงียบสงัดขึ้นไปอีก
ลู่สิงโจวเอ่ยปากขึ้นในที่สุด "วันนี้แม่นางเสิ่นกวาดล้างสำนักจนมีอำนาจล้นพ้น แทนที่จะถือโอกาสนี้แต่งตั้งคนสนิทและจัดการศัตรูที่เหลือ กลับมาหาข้าถึงที่นี่ มีธุระอันใดหรือ?"
"เจ้ามองดวงจันทร์อยู่ในลานบ้าน มิใช่ว่ารอให้ข้ามาหาหรอกหรือ?"
"นั่นก็ไม่แน่เสมอไป" ลู่สิงโจวยิ้มบาง ๆ "นักปรุงโอสถย่อมไม่อาจอุดอู้อยู่แต่หน้าเตาปรุงยาได้ตลอดทั้งวัน ชีวิตแบบนั้นคงอยู่ไม่ไหวหรอก การพาลูกน้อยชมจันทร์เล่านิทานต่างหากคือการใช้ชีวิต"
"ถ้าอย่างนั้นข้าคงคิดผิดไปเอง" เสิ่นถังยิ้มออกมาอย่างเปิดเผย "ข้าเพียงแค่มาขอบคุณเจ้า นอกจากเจ้าจะช่วยคุ้มกันลานหลังบ้านให้แล้ว ยังดึงตัวเซิ่งหยวนเหยามาร่วมด้วยอีก เจ้าตั้งใจช่วยปกป้องข้าให้ปลอดภัยในคืนนี้อย่างเต็มที่จริง ๆ"
"ในเมื่อเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ย่อมต้องทำให้สมบูรณ์แบบ ทว่าภายหลังข้ากลับรู้สึกว่าข้าทำเกินกว่าเหตุไปเสียหน่อย" ลู่สิงโจวมองไปที่ตูกูชิงหลีพลางถอนหายใจ "ข้าเดาว่าแม่นางชิงหลีแข็งแกร่งมาก แต่ไม่นึกว่าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หากรู้เช่นนี้ สู้ปล่อยให้พวกมันบุกเข้ามาตายเองยังจะดีกว่า โดยเฉพาะหลิ่วฉิงชาง จะได้ไม่ต้องให้ข้าลงมือในภายหลัง"
"นั่นไม่ดีแน่ ข้าไม่อาจปล่อยให้พลังของชิงหลีถูกเปิดเผยต่อภายนอกมากเกินไป และไม่อยากถูกกรมปราบมารจับตามองเหมือนอาชญากรสำคัญ การจัดการเหมือนคืนนี้ย่อมดีที่สุดแล้ว"
"อืม" ลู่สิงโจวขานรับในลำคอเพียงคำเดียว แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ
บรรยากาศดูจะเย็นชลง เสิ่นถังลังเลอยู่นานก่อนจะถามเสียงเบา "ท่านมีความเห็นอย่างไรกับการฆ่าฟันของข้าในครั้งนี้?"
ตูกูชิงหลีอดไม่ได้ที่จะชายตามองนางแวบหนึ่ง
เจ้าเป็นอะไรไปหรือ? ทั้งที่รู้ดีว่าคนผู้นี้น่าจะมีที่มาจากนิกายมารถึงเก้าส่วน เจ้ายังจะไปกลัวว่าเขาจะมีความเห็นกับการฆ่าฟันเพียงเล็กน้อยของเจ้าอีกงั้นหรือ?
ลูกศิษย์ของเขาที่ฆ่าคนอยู่ลานหลังบ้านเมื่อครู่น่าจะฆ่าไปมากกว่าพวกเราเสียอีก
ลู่สิงโจวยิ้มออกมา "แม่นางเสิ่นคงกังวลว่าข้าจะคิดว่าความอ่อนโยนก่อนหน้านี้ของเจ้าคือการเสแสร้ง และความเหี้ยมโหดในคืนนี้คือธาตุแท้ จากนั้นก็จะระแวงว่าเจ้ากำลังแสดงละครตบตาข้า จนต้องระแวดระวังและตีตัวออกห่างใช่หรือไม่?"
เสิ่นถังเงียบไป
ตูกูชิงหลีอึ้งไปเล็กน้อย ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เองหรือ
ผู้ชายคนนี้ช่างมีใจที่เฉียบแหลมยิ่งนัก
ลู่สิงโจวยกถ้วยชาขึ้นส่งให้ "ความอ่อนโยนในใจคนย่อมมอบให้เพียงสิ่งพิเศษบางอย่างเท่านั้น ข้ากลับรู้สึกยินดีเสียอีกที่แม่นางมิใช่ดวงตะวันน้อย ๆ ที่มอบความอ่อนโยนให้กับทุกคนไปทั่ว ขอบคุณแม่นางสำหรับการปฏิบัติที่พิเศษนี้ ข้าขอคารวะ"
เสิ่นถังถอนหายใจยาว ก่อนจะเผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง นางยกจอกขึ้นชนเบา ๆ
ทั้งคู่ดื่มจนหมดจอก ลู่สิงโจววางจอกลงแล้วกล่าวต่อ "ทว่าแม่นางเสิ่น ในเมื่อการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในครั้งนี้เสร็จสิ้นลงด้วยดี และร่วมมือกันได้อย่างราบรื่น จากนี้ไปพวกเราต่างคนต่างอยู่เถิด ไม่จำเป็นต้องคิดว่าเราทั้งคู่ต่างนั่งรถเข็นเหมือนกันแล้วจะต้องมีการปฏิบัติต่อกันเป็นพิเศษอันใด"
เสิ่นถังจ้องมองเขาอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้า "ตกลง"
การสนทนาจบลงเพียงเท่านี้
ลู่สิงโจวมองตูกูชิงหลีเพิ่มอีกไม่กี่แวบ เจ้าเด็กผมขาวคนนี้ยังคงไม่พูดไม่จาตั้งแต่ต้นจนจบเหมือนตุ๊กตาไม่มีผิด
ใช้ได้ ผมขาวก็ควรเป็นเช่นนี้แหละ ลู่สิงโจวไหวไหล่ "อาโน่ว พวกเรากลับไปเล่านิทานกันเถอะ"
อาโน่วดีใจสุดขีด กระโดดตัวลอยทันที
ตูกูชิงหลีเข็นรถเข็นของเสิ่นถังห่างออกมาไกลแล้ว จึงได้กล่าวเสียงเบาว่า "เขารู้เห็นความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่ คงเป็นผลมาจากค่ายกลของเขา วันนั้นข้ายังนึกแปลกใจว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าข้าแอบซุ่มดูอยู่..."
"อืม"
ตูกูชิงหลีทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง
การถูกจับตามองมาตลอดเช่นนี้ เจ้ากลับไม่รู้สึกอะไรเลยงั้นหรือ?
แล้วตอนพวกเราอาบน้ำจะทำอย่างไรเล่า?
สุดท้ายนางก็ไม่ได้ถามออกไป เพียงแต่กล่าวว่า "เจ้ากลัวว่าเขาจะมีความเห็นต่อเจ้าจริง ๆ ถึงขั้นต้องมาอธิบายเลยหรือ?"
เสิ่นถังดูเหมือนจะใจลอย นางเพียงแต่ตอบ "อืม" ออกมาคำเดียว
"เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?"
ในที่สุดเสิ่นถังก็กล่าวว่า "เขาเป็นยอดฝีมือที่หาได้ยาก... และดูเหมือนว่าเขาจะใช้สติปัญญาที่เย็นชาเป็นเกราะป้องกันตนเอง ทว่าในความจริง หากเจ้าดีต่อเขาหนึ่งคืบ เขาก็จะตอบแทนเจ้าหนึ่งศอก"
ตูกูชิงหลีลองนึกถึงการกระทำของลู่สิงโจวในเหตุการณ์นี้ดู แล้วพยักหน้าเห็นด้วย "ดังนั้นเจ้าจึงคิดว่าควรจะผูกมิตรกับคนผู้นี้ไว้ เพียงเท่านี้งั้นหรือ?"
เสิ่นถังเม้มปาก ก่อนจะตอบว่า "เพียงเท่านี้"
ตูกูชิงหลีถามต่อ "ตอนนี้พวกเจ้าได้ช่วยเหลือกันแล้ว และเขาก็เชื่อว่าความพิเศษที่เจ้ามอบให้คือเรื่องจริง ตามหลักการแล้วควรจะเริ่มสนิทสนมกันสิ เหตุใดจู่ ๆ กลับกลายเป็นห่างเหินกันยิ่งกว่าเดิม และบอกว่าต่างคนต่างอยู่เล่า? ทั้งที่เจ้าตั้งใจจะผูกมิตรแท้ ๆ แต่เหตุใดถึงยอมจบเรื่องอย่างง่ายดายเช่นนี้?"
เสิ่นถังหัวเราะออกมา "ท่านราชครูให้เจ้าลงเขามา เพื่อให้เจ้ามาเรียนรู้เรื่องโลกธรรมใช่หรือไม่?"
ตูกูชิงหลีส่ายหน้า "ข้าก็ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์คิดอย่างไร และข้าคิดว่าการดูเรื่องพวกนี้ไม่มีความหมายอันใด"
"ในเมื่อไม่มีความหมาย แล้วเหตุใดเจ้าถึงถามทุกเรื่องราวกับเด็กขี้สงสัยเช่นนี้เล่า?"
"ในเมื่อข้าต้องปกป้องความปลอดภัยของเจ้า ทุกเรื่องราวรอบตัวเจ้าข้าต้องรับรู้ให้หมด คนผู้นี้คือตัวแปรที่ยังหาคำตอบไม่ได้ที่สุดรอบตัวเจ้า ข้าจึงต้องรู้ซึ้งถึงใจเขาให้ได้"
เสิ่นถังเงยหน้ามองแสงจันทร์ที่อ่อนโยน นานครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "ข้าคือกำแพงที่กำลังจะพังทลาย แล้วตัวเขาเองเล่าจะไม่ใช่กำแพงผุพังเหมือนกันหรือ? ตอนนี้เป็นเขาเองที่ไม่อยากดึงเจ้าและข้าไปพัวพัน และพวกเราเองก็ทำให้ท่านเจ้าเมืองขุ่นเคือง ศัตรูภายนอกก็ยังอยู่ ปัญหารุมเร้าเช่นนี้ ไยต้องไปดึงเขามาลำบากด้วยเล่า?"
ตูกูชิงหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูจะเข้าใจยากนัก แต่สุดท้ายก็นิ่งเงียบไม่ถามต่อ
เพื่อไม่ให้ถูกมองว่าเป็นเด็กขี้สงสัย
แม้ในใจนางจะรู้สึกว่าชายหญิงคู่นี้ดูไม่ปกติเอาเสียเลย จะมีความคิดอ่านที่รู้ใจกันไปถึงไหน
ทว่าเสิ่นถังกลับหัวเราะออกมา "แม้จะเป็นเพียงเพื่อให้ทำงานได้สำเร็จลุล่วงยิ่งขึ้น แต่ในเมื่อเจ้ายอมพูดคุยกับข้ามากถึงเพียงนี้ แสดงว่าเจ้ามิใช่ก้อนน้ำแข็งที่ไร้ความรู้สึกเสียทีเดียว ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ไปถามเขาตรง ๆ เลยก็ได้ ข้าว่าเขาคงจะชอบมาก... เพราะในการสนทนาเพียงไม่กี่ประโยคเมื่อครู่ เขาแอบมองเจ้าถึงแปดครั้งเชียวนะ"
ตูกูชิงหลีเริ่มมีอาการหงุดหงิดแบบเด็กสาวขึ้นมาบ้าง "ข้าไม่ใช่เด็กขี้สงสัย และไม่มีความจำเป็นต้องให้เขามอง"
(จบแล้ว)