- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปปีแปดห้า ทิ้งเมียเก่าไปแต่งงานกับหญิงดวงกินผัว
- บทที่ 12 แผนแบ่งปันผลประโยชน์จากการทำประมง
บทที่ 12 แผนแบ่งปันผลประโยชน์จากการทำประมง
บทที่ 12 แผนแบ่งปันผลประโยชน์จากการทำประมง
บทที่ 12 แผนแบ่งปันผลประโยชน์จากการทำประมง
"แกอยากจะซื้อเรือออกทะเลเหรอ?"
"ครับ ผมอยากหาเงิน"
"พ่อแกก็มีเรือไม่ใช่เหรอ?"
"พ่อทำร่วมกับพี่รองน่ะครับ ผมไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วย ผมอยากทำของผมเอง"
เฉินนั่วตอบยิ้มๆ
"มีความคิดดีนี่!"
หวังเจี้ยนกั๋วพยักหน้าชื่นชม แล้วพูดต่อว่า "ลุงไม่ได้ตามข่าวเรื่องพวกนี้เลย เอาแบบนี้ละกัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ลุงจะลองไปถามๆ ดูให้ น่าจะมีคนอยากขายอยู่นะ ช่วงสองสามปีมานี้ คนทำประมงรวยกันเยอะ เลยหันไปเล่นพวกเรือเหล็กกันหมดแล้ว"
"เยี่ยมเลยครับ ขอบคุณล่วงหน้านะครับลุง ขอชนแก้วหน่อย"
เฉินนั่วกล่าวขอบคุณยิ้มๆ แล้วยกขวดเบียร์ขึ้นชนอีกครั้ง
หลังจากทั้งสองคนกระดกเบียร์ไปอีกอึก หวังเจี้ยนกั๋วก็หันไปมองลูกชายที่กำลังก้มหน้าก้มตากินอย่างเอาเป็นเอาตาย หน้าบานหูใหญ่ แล้วก็หันกลับมามองเฉินนั่วที่ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ดูมีชีวิตชีวาผิดหูผิดตา แกก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่ายใจ
หวังเจี้ยนกั๋วโยนถั่วลิสงเข้าปาก แล้วพูดเรียบๆ ว่า "ฟู่กุ้ย ดูอาหยั่วสิ มันวางแผนจะซื้อเรือออกทะเลแล้วนะ แล้วแกล่ะ? มีแผนจะทำอะไรบ้างไหม?"
"ไม่มีหรอกพ่อ!"
เจ้าอ้วนกุ๊กตอบโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาจากชาม
คิ้วของหวังเจี้ยนกั๋วกระตุกยิกๆ แกด่าหน้าดำหน้าแดง "วันๆ รู้จักแต่แดก อายุยี่สิบหกเข้าไปแล้วนะเว้ย อาหยั่วมันมีคนที่ชอบแล้ว เผลอๆ อาจจะแต่งงานเร็วๆ นี้ด้วยซ้ำ แล้วแกล่ะ? จะทำตัวลอยไปลอยมาผลาญชีวิตไปวันๆ แบบนี้หรือไง?"
เฉินเฉียงหดคอ พยายามทำตัวให้ลีบที่สุดเท่าที่จะทำได้
เขารู้ว่าหวังเจี้ยนกั๋วไม่ได้ด่าเขา แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเองกำลังโดนลูกหลงไปด้วย
"งั้นพ่อก็ซื้อเรือให้ข้าสักลำสิ ข้าจะได้ออกไปหาปลาเหมือนกัน?"
เจ้าอ้วนกุ๊กเงยหน้าขึ้นมาเถียง
หน้าของหวังเจี้ยนกั๋วทะมึนหนักกว่าเดิม แกสวนกลับทันควัน "สภาพอ้วนฉุอย่างแกเนี่ยนะจะไปทำประมง? แกคิดว่ามันเหนื่อยขนาดไหนวะ?"
"อ้าว แล้วพ่อจะพูดหาพระแสงอะไรเนี่ย!"
"ข้า..."
"ที่จริงข้าก็อยากจะทำอาชีพเดียวกับพ่อนะ แต่ข้ากลัวจะไปแย่งชามข้าวพ่อไง อีกอย่าง ตอนนี้พ่อก็กำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ขยันทำงานไปก่อนเถอะน่า อย่าเพิ่งอู้ ปล่อยให้ข้าสบายไปอีกสักสองสามปี แล้วค่อยมารับช่วงต่อจากพ่อ ไม่ดีกว่าเหรอ?"
เจ้าอ้วนกุ๊กพูดหน้าตาเฉย
ได้ยินแบบนั้น เฉินนั่วกับอีกสองคนถึงกับอึ้งไปเลย
หวังเจี้ยนกั๋วกับเฉินเฉียงอึ้งที่เจ้าอ้วนกุ๊กมันกล้าหน้าด้านบอกหน้าตาเฉยว่าจะขอเกาะพ่อกินต่อไป
ส่วนเฉินนั่วกลับอึ้งในทัศนคติการใช้ชีวิตที่ล้ำยุคของไอ้อ้วนเพื่อนรัก
รู้ไหมว่าในอนาคต พวกลูกเศรษฐีรุ่นสองหลายคนหยิ่งยโสเกินไป ไม่ยอมสืบทอดกิจการพ่อแม่ แล้วก็ไม่ยอมนอนกินผลาญเงินเล่นๆ เฉยๆ ด้วย พวกนี้ชอบไปจับนู่นทำนี่แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ สุดท้ายก็ผลาญสมบัติที่พ่อแม่สร้างมากับมือจนพินาศย่อยยับ
"แก..."
จู่ๆ หวังเจี้ยนกั๋วก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
"ฮ่าๆ... ลุงหวัง ผมว่าความคิดของพี่อ้วนก็ไม่เลวนะครับ"
เฉินนั่วหัวเราะลั่น
หวังเจี้ยนกั๋วเอามือกุมขมับ มองลูกชายผ่านไรฟันที่ขบกันแน่น "ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป แกต้องไปทำงานเป็นลูกมือข้า ข้าจะหาเมียให้แกภายในสองปี แล้วข้าก็จะเกษียณ ให้แกรับช่วงต่อ"
"เฮ้ย ไม่เอานะพ่อ!"
"หุบปาก! ตกลงตามนี้แหละ ไม่งั้นแกก็ไสหัวออกไปหางานทำซะ ถ้าแกยังเอาแต่นั่งกินนอนกินรอวันตาย ข้า... ข้าจะหนีออกจากบ้าน! ยังไงซะฝีมืออย่างข้า ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่อดตายหรอก"
พอเจอคำขาดนี้เข้าไป เจ้าอ้วนกุ๊กก็ถึงกับใบ้รับประทาน
"พรืดดด!"
เฉินนั่วหลุดขำออกมาจนได้
เฉินเฉียงก้มหน้ามุด ไหล่สั่นระริก เห็นได้ชัดว่ากำลังกลั้นขำสุดขีด
"พ่อ พ่อทำแบบนี้ไม่ได้นะ ข้าเป็นลูกชายแท้ๆ คนเดียวของพ่อนะ พ่อจะหวังพึ่งใครตอนแก่ล่ะถ้าไม่ใช่ข้า?"
"ไสหัวไปเลย สภาพอย่างแก วันๆ เอาแต่นั่งกินนอนกิน ข้าจะไปหวังพึ่งอะไรแกได้วะ?"
"งั้นพ่อก็ทำงานต่อไปอีกสักสองสามปี แล้วค่อยให้ข้ามารับช่วงต่อเลี้ยงดูพ่อ ไม่ดีกว่าเหรอ?"
"ข้าไม่ไหวแล้วโว้ย ข้าบอกว่าสองปีก็คือสองปี แกต้องมาทำงานกับข้า"
เมื่อเห็นว่าพูดหว่านล้อมไม่สำเร็จแน่แล้ว เจ้าอ้วนกุ๊กก็ตวัดสายตาอาฆาตไปที่เฉินนั่ว
เห็นชัดๆ เลยว่าพ่อเขาโดนเฉินนั่วเป่าหูมาแน่ๆ
เฉินนั่วส่งยิ้มกวนๆ ทำหน้าซื่อตาใสกลับไป
"ลูกพี่ ตอนที่พี่ซื้อเรือแล้ว ให้ข้าไปทำงานด้วยคนได้ไหม?"
จู่ๆ เฉินเฉียงก็โพล่งขึ้นมา
เมื่อก่อน พวกเขาสามคนก็ชอบจับกลุ่มเถลไถลไปด้วยกัน ตอนนี้ทั้งเฉินนั่วและเจ้าอ้วนกุ๊กต่างก็มีเรื่องเป็นชิ้นเป็นอันให้ทำแล้ว ถ้าปล่อยให้เขาต้องไปเตร็ดเตร่คนเดียวมันก็คงน่าเบื่อแย่
แถมผู้ใหญ่ที่บ้านก็บ่นหูชาให้เขาไปหาอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอันตั้งนานแล้วด้วย
"ได้สิ งั้นเอ็งก็ออกทะเลไปกับข้า"
เฉินนั่วพยักหน้ารับคำยิ้มๆ โดยไม่ลังเล
การทำประมง ต่อให้เป็นแค่เรือไม้ลำเล็กๆ ก็ไม่มีทางทำคนเดียวไหวหรอก
เดิมทีเขาก็กะว่าจะจ้างคนมาช่วยอยู่แล้ว ในเมื่อเฉินเฉียงเสนอตัวมาเอง เขาจะปฏิเสธได้ยังไงล่ะ
ถึงลูกพี่ลูกน้องคนนี้จะมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่ข้อดีคือมันเชื่อฟังเขามาตั้งแต่เด็กๆ
แค่นี้ก็เกินพอแล้ว
แถมยังเป็นคนในครอบครัว ไว้ใจได้มากกว่าคนนอกตั้งเยอะ
ทะเลมันกว้างใหญ่ไพศาล เรื่องดำมืดใต้ดินก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ
สมมติว่ามีคนกลุ่มนึงที่ไม่ค่อยไว้ใจกันออกทะเลไปด้วยกัน ถ้าบังเอิญจับปลาหรือเจอของมีค่าราคาแพงเข้า ก็ไม่แปลกหรอกที่จะมีใครสักคนเกิดความโลภขึ้นมา
ฆ่าคนปิดปาก ทิ้งศพลงทะเล พอกลับมาถึงฝั่งก็โกหกว่าเกิดอุบัติเหตุกลางทะเล แต่งเรื่องหลอกๆ ไปงั้นๆ ขนาดตำรวจยังสืบสวนยากเลย
"ในเมื่อเราจะทำงานด้วยกัน ถึงจะเป็นพี่น้องกัน เรื่องเงินทองก็ต้องชัดเจน เรามาตกลงกันให้เคลียร์ก่อนดีกว่า ข้าให้เอ็งเลือกสองทาง"
เฉินนั่วปรับสีหน้าจริงจัง
"ว่ามาเลยลูกพี่"
เฉินเฉียงพยักหน้า
เฉินนั่วชูนิ้วชี้ขวาขึ้นมา
"ทางเลือกแรก ข้าจะจ่ายค่าจ้างให้เอ็งแบบลูกจ้างทั่วไป ให้เที่ยวละห้าหยวน!"
งานบนเรือมันเหนื่อยกว่างานทั่วไปเยอะ แถมการออกทะเลก็มีความเสี่ยงสูง ค่าแรงก็เลยต้องแพงกว่าปกติเป็นธรรมดา
แต่ค่าแรงวันละห้าหยวนนี่ ถือว่าหรูสุดๆ ในยุคนี้แล้วนะ
"แล้วทางเลือกที่สองล่ะ?"
เฉินเฉียงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เขาคิดว่าห้าหยวนต่อวันนี่ก็เยอะมากๆ แล้วนะ
แต่เขาก็ไม่ได้โง่ เขารู้ว่าทางเลือกที่สองมักจะดีกว่าทางเลือกแรกเสมอ
"ทางเลือกที่สอง เอ็งต้องกลับไปปรึกษาพ่อแม่ก่อน เอ็งต้องออกเงินช่วยซื้อเรือสิบเปอร์เซ็นต์ แล้วหลังจากนั้น เอ็งก็จะได้ส่วนแบ่งสิบเปอร์เซ็นต์จากรายได้ทุกครั้งที่ออกทะเล"
เฉินนั่วหยิบหอยหลอดขึ้นมากินเนื้อข้างใน แล้วอธิบายต่อ "ถ้าเอ็งเลือกทางที่สอง ข้าจะทำสัญญาลายลักษณ์อักษรกับเอ็ง จนกว่าจะถึงวันที่เอ็งได้ทุนคืนครบ ข้าจะขอซื้อหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ของเอ็งคืน"
"พูดง่ายๆ ก็คือ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป กรรมสิทธิ์ของเรือลำนี้จะตกเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว แต่ตราบใดที่เอ็งยังออกทะเลไปกับข้า เอ็งก็ยังคงได้ส่วนแบ่งสิบเปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม เพียงแต่เรือลำนี้จะเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของข้า เข้าใจไหม?"
เปรียบเทียบง่ายๆ เรือลำนี้ก็เหมือนบริษัทสตาร์ทอัพเล็กๆ เขาและเฉินเฉียงเป็นหุ้นส่วนกัน เขาถือหุ้นเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ เฉินเฉียงถือสิบเปอร์เซ็นต์
พอบริษัททำกำไรได้ เขาจะซื้อหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์นั่นคืน เฉินเฉียงจะมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลแค่สิบเปอร์เซ็นต์ และจะได้ก็ต่อเมื่อลงเรือไปทำงานด้วยเท่านั้น จากนั้นบริษัทนี้ก็จะกลายเป็นของเฉินนั่วแต่เพียงผู้เดียว
ไม่แปลกหรอกที่เขาจะจริงจังกับเรื่องนี้ขนาดนี้
เขาเคยเห็นมาเยอะแล้ว พวกเพื่อนร่วมงาน เพื่อนซี้ เพื่อนรัก หรือแม้แต่พี่น้องสายเลือดเดียวกัน ต้องมาหมางใจตัดขาดกันเพราะเรื่องผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว
เขาหวงแหนมิตรภาพระหว่างเขากับเฉินเฉียงและเจ้าอ้วนกุ๊กมาก เขาเลยอยากจะตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ไม่อยากให้มิตรภาพต้องมาพังทลายเพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ ในวันข้างหน้า
ต่อให้เขาไว้ใจเฉินเฉียง แต่ถ้าผลประโยชน์มันก้อนใหญ่พอ ครอบครัวของเฉินเฉียงก็อาจจะเกิดความโลภขึ้นมาได้
เงินปันผลสิบเปอร์เซ็นต์นี่ ก็เท่ากับว่าเขาพาน้องชายคนนี้ไปสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกันนั่นแหละ
ในอนาคต พอพวกเขาทำเงินได้และขยับขยายไปซื้อเรือลำใหญ่ขึ้น เรือลำเล็กนี้ก็จะยกให้น้องชายดูแลต่อ ก็เปรียบเหมือนให้เป็นผู้จัดการใหญ่ของบริษัทลูก ส่วนเขาก็จะก้าวขึ้นไปเป็นประธานกรรมการของเครือบริษัทใหญ่
"เข้าใจแล้วครับ เดี๋ยวกลับไปข้าจะลองคุยกับที่บ้านดู"
เฉินเฉียงพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
เขาไม่คิดว่าแผนที่สองของเฉินนั่วมีอะไรผิดปกติหรอก กลับมองว่ามันยุติธรรมดีซะอีก
"อาหยั่ว ดูเหมือนแกจะไม่เคยเป็นหุ้นส่วนทำธุรกิจกับใครมาก่อนเลยนะเนี่ย!"
หวังเจี้ยนกั๋วมองเฉินนั่วด้วยความทึ่ง
เจ้าอ้วนกุ๊กเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน
อย่าดูถูกความตะกละและความไม่เอาไหนของมันเชียว สมองมันก็ไวเอาเรื่องอยู่นะ
แผนสองแผนที่เฉินนั่วเพิ่งเสนอไป มันมีรายละเอียดครบถ้วน แถมยังย้ำว่าต้องทำสัญญาให้เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งมันช่วยอุดช่องโหว่ปัญหาที่จะตามมาในอนาคตได้มิดชิดเลยทีเดียว
จบบท