เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 31 ไล่ตามอัจฉริยะ 2

ตอนที่ 31 ไล่ตามอัจฉริยะ 2

ตอนที่ 31 ไล่ตามอัจฉริยะ 2


หลังจากที่วินซ์ตัดสินใจที่จะใช้เงินเป็นจำนวนมากแล้ว วินซ์ก็ได้นำธีโอดอร์ ออกจากอาคาร Magic Society ทันที พวกร้านค้าต่างๆนั้นถูกห้ามขายบริเวณใกล้เคียงกับ Magic Society เนื่องจากมันเป็นสถาบันวิจัยสิ่งต่างๆจึงต้องเป็นความลับ

ด้วยเหตุนี้ทั้งสองคนจึงรีบเดินไปขึ้นรถม้าลอยฟ้าทันที ไม่มีวิธีใดที่ดีกว่านี้ในการหลีกเลี่ยงฝูงชนในMana-vil ทันทีที่วินซ์นั่งลงที่เบาะนั่งเขาก็บอกจุดหมายปลายทางทันที “ไปที่ย่านการค้าเขตD พื้นที่27-2”

จากนั้นรถก็เริ่มเคลื่อนที่ วินซ์ได้หันไปพูดกับธีโอว่า“ ตอนนี้เธอคิดว่าเธอจะอะไรเป็นอย่างแรก?”

“….เป็นจอมเวทย์ขั้น4ให้ได้”

“แน่นอน” วินซ์พยักหน้าให้กับคำตอบของธีโอ

ขั้นนี้ถือเป็นตัวบ่งขี้ที่สำคัญที่สุด เป็นฐานความแข็งแกร่งของเหล่าจอมเวทย์

จำนวนของวงกลม(วงกลมหรือก็คือขั้นจอมเวทย์นะครับ เวลาเลื่อนขั้นก็จะมีวงกลมเพิ่มขึ้นที่เก็บเวทย์นั่นเองครับ) ไม่ได้เพิ่มแค่จำนวนพลังเวทย์เท่านั้น ยิ่งมีวงกลมหลายวง เวทมนต์นั้นจะทรงพลังขึ้นและการร่ายเวทย์จะเร็วขึ้นอีกด้วย แม้ว่าจะมีการร่ายเวทย์ที่เหมือนกัน แต่แน่นอนคนที่มีวงกลมเยอะกว่าเวทย์นั้นย่อมรุนแรงกว่า

ซิลเวียนั้นเป็นอัจฉริยะของ Blue Tower ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ที่แน่นอนว่าเธอเหนือกว่าเขาในการทำให้เวทมนต์สมบูรณ์แบบและทรงพลังกว่า

แต่ทว่า ธีโอนั้นโชคดีที่เขามี  ความตะกละ อยู่ด้วย หมายความว่าเขาสามารถที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งของเขาได้อย่างรวดเร็ว

‘ถ้าเป็นไปได้ฉันหวังว่าฉันจะไปถึงขั้นที่ 5 แต่....มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปถึงขั้นทที่5 ด้วยวิธีแค่การเพิ่มพลังเวทมนต์’

ถ้าการไปถึงขั้นที่5นั้นง่าย เช่นนั้นทุกคนที่มีเงินคงเป็นจอมเวทย์ขั้น5กันหมดแล้ว

ดังนั้นธีโดอร์ จึงไม่สามารถที่จะหวังพึ่งความตะกละได้ในส่วนนี้

ขณะนั้นวินซ์ก็มองลงไปข้างล่าง มองไปที่Mana-vil และกล่าวด้วยความมั่นใจ “ตอนนี้จะมีสินค้าที่ดีมากมายในย่านการค้า มันจะต้องมีของมากมายที่สามารถช่วยเธอได้”

***

เก๊ง! เสียงของสิ่งของกระทบกันได้ดังไปทั่วร้าน

มันถูกแขวนไว้เหนือประตูเพื่อให้สัญญาณว่ามีผู้เข้าร้านมา

หลังจากที่ได้ยินเสียงนั่น เจ้าของร้าน เฟร็ด ก็ได้รีบลุกขึ้นยืนที่เคาน์เตอร์ทันที นี่เป็นช่วงเวลาที่ยุ่งมากเนื่องจากนักท่องเที่ยวเยอะ แต่สำหรับร้านนี้นั้นก็เหมือนกับวันปกติทั่วไป เนื่องจากมันเป็นร้านสิ่งประดิษฐ์ระดับสูง ดังนั้นราคาของมันจึงแพงมาก

วันนี้มีแต่คนมาดูสินค้าเท่านั้น ไม่มีคนซื้อเลย ดังนั้นเขาจึงทำท่าทางเบื่อหน่าย “ยินดีต้อนรับ-”

อย่างไรก็ตามความเฉื่อยชาของเขานั้นหายไปทันทีเมื่อเขาได้เห็นเครื่องแต่งกายของวินซ์ ตั้งแต่ที่เฟร็ดเปิดร้านมา เขาได้เห็นจอมเวทย์มาหลายพันคน และคนที่อยู่ในชุดคลุมเช่นนี้มักจะมีกลิ่นของเงินอยู่รอบตัว

‘Red Towerและยังเป็น....ระดับปรมาจารย์ ....! เมื่อดูแล้วเขาดูเหมือนจอมเวทย์สงคราม ไม่มีอุปกรณ์เวทย์บนร่างกายของเขาและเขายังมากับลูกศิษย์?’

โดยปกติแล้วรายได้หลักของพวกเขาจะมาจาก Yellow Tower หรือที่ทุกคนรู้จักกันดีกว่า(หอคอยเล่นแร่แปรธาตุ)หรือนักกินเงิน พวกเขานั้นใช้เงินถึง30%ของงบประมาณทั้งปีของอาณาจักร ในการซื้อวัตถุดิบต่างๆ

มันแพงเสียยิ่งกว่างบประมาณที่ให้ White Tower และ Blue Tower รวมกันเสียอีก

อย่างไรก็ตามครั้งนี้ถือเป็นข้อยกเว้น

“เจ้าของร้าน นำสินค้าทั้งหมดของคุณโดยไม่ต้องสนใจราคาออกมา มันไม่สำคัญหรอก แต่ฉันได้รับคำเชิญให้มางานประลองเวทมนต์”

“ครับ!ผมยินดีที่จะทำตามที่คุณพูดทันที!”

เฟร็ดรู้สึกตื่นเต้นกับการขายที่คาดไว้และรีบวิ่งเข้าไปในโกดังเก็บของเขาทันที

‘ตามที่คาดไว้ จอมเวทย์สงครามจาก Red Tower ความสามารถในการใช้จ่ายของพวกเขาแตกต่างกัน’

Red Tower นั้นเป็นหอคอยแห่งเดียวที่ไม่มีการจ่ายเงินก้อนโต ซึ่งRed Tower นั้นเปรียบได้กับศูนย์รวมของจอมเวทย์สงครามที่ใช้เวลาอยู่แต่ในสนามรบมากกว่าในห้องทำงาน

นอกเหนือจากการซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการรบแล้วพวกเขามักจะเก็บเงินอย่างเดียว หากพวกเขานั้นพอใจกับสินค้าชนิดใดละก็พวกเขาจะทุ่มเงินไม่อั้น ดังนั้นจอมเวทย์จาก Red Tower นั้นเปรียบเสมือนแขกวีไอพีของร้านอุปกรณ์เวทย์ต่างๆเลยก็ว่าได้

เฟร็ดนั้นวิ่งไปหยิบของมาด้วยความรวดเร็วและกลับมาที่เคาน์เตอร์

“ขอโทษที่ทำให้รอครับ!”

ตึก!

กล่องเหล็กที่มีอุปกรณ์เวทย์และสิ่งประดิษฐ์จำนวนมากได้ถูกวางลงบนพื้น แม้จะถูกปิดผนึกไว้ด้วยกล่องเวทมนต์แล้ว แต่ทว่าพลังเวทมนต์ที่รั่วไหลออกมาจากกล่องนั้นก็ยังดูน่ากลัวอยู่ดี ขณะที่ธีโอกำลังคิดถึงของต่างๆ กล่องก็ได้เปิดออก

เมื่อเขาได้เห็นของที่อยู่ภายในกล่องเหล็ก ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้น

“โอ้..!”

ธีโอนั้นเคยสัมผัสกับสิ่งประดิษฐ์มาเป็นจำนวนมากจากพ่อค้าตลาดมืดและนั่นเป็นเหตุผลให้เขารู้ทันทีว่า ของที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นเป็นของที่อยู่ในระดับ ‘หายาก’ ทั้งหมด  ถ้าเขาดูดกลืนของทั้งหมดนี้การที่จะเลื่อนเป็นขั้น4ไม่ใช่เรื่องยากเลย

อย่างไรก็ตาม วินซ์นั้นยังคงไม่พอใจ

“เมื่อสักครู่ฉันไม่ได้บอกหรือว่าฉันไม่สนใจราคา?”

“หือ?แต่นี่เป็นสินค้าที่ดีที่สุดในร้านเราแล้ว...?”

“ไม่ มันคงมีดีกว่านี้อยู่”

วินซ์ยิ้มให้กับเฟร็ดและใช้มือเคาะลงที่เคาน์เตอร์ “ระดับ B เอามันออกมา”

“...ผมเข้าใจ” เฟร็ด พยักหน้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด

จอมเวทย์ชั้นยอดจาก Red Tower แน่นอนว่ามีคุณสมบัติที่สามารถซื้อของชิ้นนี้ได้แน่นอน มันเป็นของที่เขาไม่ได้นำออกมาให้คนดูเลยตั้งแต่เปิดร้าน เนื่องจากเขาคิดว่าคงไม่มีใครสามารถซื้อได้ เนื่องจากราคาอันมหาศาลของมัน

กริ้ก! เจ้าของร้านได้หยิบของออกมาจากข้างใต้ของพื้นหลังเคาน์เตอร์ออกมา มันคือถุงมือสีเงิน

“ประเมินมันสิ”

“ครับ”

วินซ์กระซิบ ธีโอก็รีบทำตามทันที ธีโอจับถุงมืออย่างระมัดระวัง จากนั้นเขาก็เรียกควมตะกละ ‘ประเมิน’

[+8 การป้องกันแห่งสายลม(เกราะ)]

[ถุงมือนี้ถูกสร้างจากโลหะผสมมิทธิล โดยช่างฝีมือคนแคระ มันมีการป้องกันที่เยี่ยมยอด แต่วิธีการที่ดีที่สุดในการใช้มันคือการผนึกเวทย์ธาตุลมลงบนถุงมือเมื่อผนึกเวทย์ลงบนถุงมือแล้วเจ้าของจะสามารถสร้างกระแสลมขึ้นได้ทันที สามารถที่จะปัดพวกศรเวทย์และกระสุนเวทย์ได้อย่างง่ายดาย ในอดีตเจ้าของถุงมือคู่นี้เคยฝ่าห่าธนูนับพันได้อย่างง่ายดาย

*ระดับของถุงมือคือ ‘ล้ำค่า’

*เมื่อกินแล้วจะได้รับพลังเวทย์จำนวนมาก

*เมื่อกินแล้วระยะเวลาในการย่อยคือ 1ชั่วโมง 45 นาที

*เมื่อกินแล้ว ความเชี่ยวชาญของเวทย์ป้องกันธาตุลมจะเพิ่มขึ้น

*เมื่อสวมใส่แล้วจะได้รับ ‘คำอวยพรแห่งสายลม’ ]

‘ระดับล้ำค่า!’

ดวงตาของธีโอเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนกเมื่อได้เห็นข้อมูล

ถุงมือนี้อยู่ในระดับเดียวกับ ‘เปลวเพลิงคำราม’ ที่ได้มาจากครอบครัวคาร์เตอร์

ธีโอดอร์นั้นไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับราคาของสิ่งของต่างๆเท่าไร แต่เขาสามารถบอกได้ทันทีว่าราคาของถุงมือคู่นี้ต้องไม่ต่ำกว่า 100 เหรียญทอง มันเป็นราคาที่ครอบครัวมิลเลอร์ของเขาสามารถใช้ได้หลายปีเลยทีเดียว

“ระ-ราคาของมันละ?”

“180 เหรียญทอง แต่ผู้ที่ได้รับเชิญนั้นจะได้รับส่วนลด ดังนั้นมันจึงราคา144เหรียญทอง”

“144 เหรียญทอง….!”

ขณะที่ธีโอดอร์กำลังรู้สึกตื่นตระหนก วินซ์ก็ได้ก้าวไปข้างหน้าและหยิบกระเป๋าตังของเขาออกมา

มันไม่ใช่เหรียญทองที่เขาหยิบออกมา แต่มันเป็นทองคำแท่งที่ประทับสัญลักษณ์ของราชอาณาจักรเอาไว้ วินซ์วางทองคำแท่ง2อันลงบนเคาน์เตอร์และบอกกับเฟร็ดที่กำลังจ้องมันอย่างเลื่อนลอยว่า “ฉันต้องการทั้งหมด มีปัญหาอะไรไหม”

“เอ่อ ไม่ครับ”

“โอเคร งั้นฉันเอามันทั้งหมด”

สิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดที่มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 200 เหรียญทองถูกกวาดใส่กระเป๋ามิติของวินซ์ทันที เฟร็ดผู้ที่ราวกับถูกรางวัลก้อนโตยืนมองพวกเขาเดินออกจากร้านไปด้วยท่าทางเหม่อลอย

“.....ฉันคงไม่ต้องมานั่งขายของเช่นนี้อีก”

จากนั้นเขาก็วางป้ายคำว่าปิดไว้ที่หน้าประตูร้านขณะที่กำลังคิดถึงการดื่มเหล้าราคาแพง

***

วินซ์และธีโอดอร์นั้นไม่ได้จบลงที่แค่เฟร็ดเท่านั้น

แม้แต่ในร้านค้าสุดหรูของMana-vil  ก็สามารถที่จะพบของระดับB ได้อีก1-2ชิ้นเลยทีเดียว หลังจากที่วินซ์เหมาร้านเฟร็ดมาแล้ว วินซ์ก็ได้ซื้อของจากร้านอื่นๆอีกมากมาย ราคาของพวกมันทั้งหมดนั้นสามารถที่จะซื้อคฤหาสน์สุดหรูในMana-vil ได้เลย

ธีโอดอร์นั้นได้มาถึงที่พักของพวกเขา และรีบหยิบสิ่งของทั้งหมดที่ซื้อมาดูทันที

‘ว้าว ทั้งหมดนี่เท่าไรกัน…?’

เขาไม่เคยนึกฝันมาก่อนเลยว่าเขาจะได้เห็นของมากมายเช่นนี้ มีของบางชิ้นในกองภูเขานั้นอยู่ในระดับ ‘สมบัติ’ ขณะที่ธีโอกำลังดูสิ่งของอยู่ ความตะกละ ที่ซึ่งกำลังหลับอยู่ได้ยืดลิ้นออกมาราวกับรู้สึกได้ถึงบางอย่าง คงเป็นเพราะกลิ่นหอมของพลังเวทย์ที่ออกมาจากสิ่งประดิษฐ์จึงทำให้มันเป็นเช่นนี้

วินซ์นั้นผลักของที่อยู่ระดับ ‘หายาก’ มาให้เขา

“ให้ของที่อยู่ในระดับหายากมันกินก่อน ถ้าหากความตะกละเป็นคนละก็ นี่ก็เรียกได้ว่าอาหารเรียกน้ำย่อย”

“ผมเข้าใจครับ”

หลังจากที่เขาสูดหายใจเข้าออกอยู่หลายครั้ง ธีโอดอร์ก็ได้ยกมือซ้ายไปยังสิ่งประดิษฐ์ เขารู้ว่ามันไม่มีปัญหาอะไรถ้าจะให้มันกินพร้อมกันทีเดียว แต่เขาก็ยังอดรู้สึกเสียดายไม่ได้

มันเป็นเงินจำนวนมากเลยทีเดียว

“กินซะ”

ขณะนั้น....

ลิ้นของความตะกละก็ได้พุ่งไปที่อาหารอันโอชะทันที สร้อยคอ กำไล รองเท้า มีดและชุดเกราะ ได้ถูกดูดเข้าไปในหลุมบนฝ่ามือของเขาทันที

[‘สร้อยพิสุทธิ์’ ได้ถูกกินแล้ว ได้รับพลังเวทย์จำนวนปกติ]

[ความชำนาญเวทย์ชั้น2 ‘Clean’ เพิ่มขึ้น]

[‘สนับเวทย์หิน’ได้ถูกกินแล้ว ได้รับพลังเวทย์จำนวนปกติ]

[ความเชี่ยวชาญเวทย์ขั้น3 ‘Stone skin’ ได้เพิ่มขึ้น]

[‘รองเท้าเหนียวหนึบ’ ได้ถูกกินแล้ว ได้รับพลังเวทย์จำนวนปกติ]

[เวทย๋ขั้น1.....]

[…………………]

[ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 58 นาที ในการย่อยอาหารทั้งหมด]

ปล.ป๋าวินซ์อย่างรวยฮ่าๆ

จบบทที่ ตอนที่ 31 ไล่ตามอัจฉริยะ 2

คัดลอกลิงก์แล้ว