เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 บังเอิญเจอเจียงเหวินปินอีกครั้ง

บทที่ 8 บังเอิญเจอเจียงเหวินปินอีกครั้ง

บทที่ 8 บังเอิญเจอเจียงเหวินปินอีกครั้ง


บทที่ 8 บังเอิญเจอเจียงเหวินปินอีกครั้ง

หลังจากซื้อนาฬิกาแล้ว เสิ่นจือโหยวเกรงว่ากู้เย่จะอยากซื้อของอย่างอื่นอีก หล่อนจึงรีบเดินออกมาจากสหกรณ์จัดซื้อจัดจ้างทันที

กู้เย่ยังอยู่ข้างในเพื่อรอให้พนักงานห่อนาฬิกาให้เรียบร้อย ส่วนเสิ่นจือโหยวยืนรออยู่ตรงทางเข้าพลางคำนวณเงินที่ใช้ไปในวันนี้อยู่ในใจ

ทันใดนั้น สายตาของหล่อนก็มืดลงเพราะมีคนมาสอดแทรกยืนบังหน้าไว้ หล่อนนึกว่าเป็นกู้เย่ที่เดินออกมาจึงระบายรอยยิ้มกว้าง ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปากพูด หล่อนก็ต้องสบเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนและฉายแววรังเกียจ

เจียงเหวินปินในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวกางเกงสีดำยืนขมวดคิ้วแน่นอยู่ตรงหน้าหล่อน "แผนแสร้งทำเป็นเมินเพื่อเรียกร้องความสนใจแบบนี้ ใช้กับผมไม่ได้ผลหรอกนะ"

เสิ่นจือโหยว: "???"

"ตอนนี้เราถอนหมั้นกันแล้วนะเสิ่นจือโหยว ถ้าคุณยังทำตัวแบบนี้อีก ผมจะดูถูกคุณจริงๆ ด้วย"

แววตารังเกียจของเจียงเหวินปินไม่ได้มีให้แค่เสิ่นจือโหยวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคนในครอบครัวของหล่อนด้วย

ในความคิดของเขา คนบ้านนี้มีปัญหาทางสมองกันไปหมด

ไม่ใช่แค่เขาหรอก แต่เกือบทุกคนที่รู้จักครอบครัวนี้ต่างก็คิดว่าคนบ้านเสิ่นน่ะสติไม่ดี

พวกเขามีลูกชายตั้งสองคน แต่กลับประคบประหงมลูกสาวคนนี้ราวกับยอดดวงใจ

บ้านอื่นเขามักจะให้ลูกสาวแต่งออกเพื่อเอาเงินมาจุนเจือลูกชาย แต่บ้านนี้กลับตรงกันข้าม มีลูกชายอยู่เต็มบ้านแต่กลับอยากจะหาลูกเขยแต่งเข้าบ้านเสียอย่างนั้น

ถ้าครอบครัวหล่อนไม่ทำตัวผิดปกติขนาดนี้ เขาคงไม่ต้องถูกชาวบ้านตราหน้าและหัวเราะเยาะว่าเป็นยุวชนคนแรกที่สร้างตัวได้เพราะเกาะผู้หญิงกินหรอก

เสิ่นจือโหยวกลอกตาขึ้นฟ้าอย่างไม่รักษาอาการ

สำหรับพระเอกนางเอกพวกนี้ สัญชาตญาณบอกให้หล่อนอยู่ห่างจากพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แต่นี่หล่อนมายืนรอคนของหล่อนอยู่ดีๆ เจียงเหวินปินกลับเดินดุ่มๆ เข้ามาพูดจาเพ้อเจ้อพวกนี้ใส่เสียอย่างนั้น

"เจียงเหวินปิน ก่อนออกจากบ้านได้ส่องกระจกบ้างไหม หรือว่ากำลังป่วยเป็นโรคหลงตัวเองอยู่ล่ะนั่น?"

ใบหน้าของเจียงเหวินปินแข็งทื่อ แต่เขาก็ยังขมวดคิ้วแล้วพูดว่า "ปากแข็งไปก็ไม่มีประโยชน์"

"ตลกสิ้นดี"

"มีเรื่องอะไรหรือเปล่า"

กู้เย่เห็นเจียงเหวินปินเดินเข้ามาหาจากด้านในร้านแล้ว หลังจากเก็บนาฬิกาเรียบร้อยเขาก็รีบก้าวมายืนข้างกายเสิ่นจือโหยวทันที

"เขาป่วยน่ะค่ะ ฉันยืนรอคุณอยู่ดีๆ เขาก็เดินเข้ามาบอกว่าอย่าไปหลงรักเขา ฉันเลยบอกให้เขากลับไปส่องกระจกดูตัวเองเสียก่อน"

พอมีกู้เย่อยู่ข้างๆ แผ่นหลังของเสิ่นจือโหยูก็ตั้งตรงขึ้นมาทันที

"ฉันหมายความว่าดูเขาสิคะ ผู้ชายของฉันตัวสูงกว่าเขาตั้งเกือบช่วงหัว แถมยังบึกบึน แข็งแรง และมีความสามารถมากกว่าตั้งเยอะ ทำไมฉันจะต้องไปอาลัยอาวรณ์เขาด้วย!"

กู้เย่: "..."

ในหน่วยทหาร กู้เย่มักจะเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในหมู่ผู้คนเสมอ เขาชินชาต่อคำสรรเสริญเยินยอสารพัดรูปแบบจนรู้สึกเฉยๆ ไปเสียแล้ว

แต่การถูกเด็กสาวเรียกซ้ำๆ ว่า "ผู้ชายของฉัน" แถมยังยกยอว่าเขามีความสามารถเหนือกว่าชายอื่นเช่นนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกจริงๆ

ชายหนุ่มรู้สึกขัดเขินอย่างบอกไม่ถูกเพราะคำชมของใครบางคน

แต่ทว่า... ก้อนเนื้อในอกเขากลับสั่นไหวด้วยความตื่นเต้นอย่างประหลาด และมุมปากก็เริ่มจะควบคุมยากขึ้นมาเสียแล้ว

เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะทำหน้าขรึม แต่พอเสิ่นจือโหยวพูดจบ หล่อนก็เงยหน้าขึ้นถามเขาว่า "ใช่ไหมคะ!"

กู้เย่: "...อืม"

เสิ่นจือโหยวแทบจะกลั้นขำไว้ไม่อยู่!

หล่อนรู้มาตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าผู้ชายคนนี้เป็นพวกปากแข็งใจอ่อน พอมองดูเขาตอนนี้ ถ้าเขามีหางอยู่ข้างหลัง ป่านนี้คงจะส่ายจนหางหลุดลอยไปแล้วแน่ๆ

เมื่อเห็นสีหน้าของหล่อน ใบหูของกู้เย่ก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เขาแอมเบาๆ "หิวหรือยัง ไปหาอะไรกินกันเถอะ"

"ค่ะ!"

วินาทีที่กู้เย่เดินเข้ามา เจียงเหวินปินก็อยากจะมุดดินหนีไปเสียให้พ้น

เมื่อเห็นทั้งคู่ยืนคุยและหยอกล้อกันต่อหน้าต่อตา เจียงเหวินปินรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็เกิดความรู้สึกไม่พอใจและคัดเคืองใจต่อเสิ่นจือโหยวขึ้นมา!

เมื่อวานหล่อนยังอาละวาดเพราะเขาอยู่เลย แต่วันนี้กลับไปทำออดอ้อนใส่ผู้ชายคนอื่นเสียแล้ว

เจียงเหวินปินจ้องมองคนทั้งคู่ตาไม่กะพริบ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง เขาเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาอันนิ่งสงบและดำมืดของกู้เย่

ในวันที่อากาศร้อนจัดเช่นนี้ เขากลับรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

"สหายครับ ไม่ว่าอดีตที่ผ่านมาจะเป็นอย่างไร ตอนนี้เสิ่นจือโหยวคือคู่ชีวิตของผม รบกวนคุณช่วยอยู่ห่างๆ จากหล่อนในอนาคตด้วยครับ"

หากเป็นคนอื่นมาพูดจาเช่นนี้ใส่ เจียงเหวินปินคงจะเมินเฉยอย่างไม่ใส่ใจ

แต่นี่กลับเป็นกู้เย่ สหายชายที่ประสบความสำเร็จที่สุดในคอมมูนของเรา

ถึงแม้จะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ากู้เย่ครองยศระดับไหน

แต่คนที่เข้ากรมทหารพร้อมกับเขาในตอนนั้น ต่างก็ถูกปลดประจำการกลับบ้านกันมาหมดแล้ว คนที่ยังอยู่ต่อได้ล้วนเป็นนายทหารที่มีความสามารถและมีผลงานดีเยี่ยมทั้งสิ้น

ชายหนุ่มที่เคยผ่านสมรภูมิจริงมาแล้ว เพียงแค่ยืนนิ่งๆ โดยไม่พูดอะไร เจียงเหวินปินก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล

ขณะเดียวกัน คำพูดที่เสิ่นจือโหยวพูดเมื่อครู่ว่า "สูงกว่าตั้งเกือบช่วงหัว" ก็ยังคงดังก้องอยู่ในหัวเขา

ความสูงคือจุดอ่อนของผู้ชาย และเสิ่นจือโหยวก็จี้ใจดำเขาเข้าอย่างจัง

นอกจากเรื่องความสูงแล้ว เจียงเหวินปินยังมีนิสัยปกติของผู้ชายทั่วไปอีกอย่าง นั่นคือความดื้อรั้น

เขาเกร็งหมัดแน่นแล้วฝืนหัวเราะออกมาอย่างเย็นชา "วางใจเถอะ ผมไม่ทำแบบนั้นแน่นอน แต่ผมก็หวังว่าคุณจะดูแลคู่ชีวิตของคุณให้ดีๆ ก็แล้วกัน"

"อ้อ งั้นไอ้คนที่รนหาที่วิ่งเข้ามาทักฉันก่อนเมื่อกี้ก็เป็นสุนัขน่ะสิ?"

เจียงเหวินปิน: "..."

เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เหอชิงก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

เมื่อเห็นเจียงเหวินปิน หล่อนก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกและยิ้มให้ "อยู่นี่เองหรือคะ! ทำไมไม่รอฉันที่หน้าไปรษณีย์ล่ะ คุณอยากซื้ออะไรหรือเปล่า?"

พูดจบหล่อนก็สังเกตเห็นสีหน้าของเขาที่ไม่ค่อยสู้ดีนักจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "เป็นอะไรไปหรือคะ?"

เจียงเหวินปินหงุดหงิดเป็นอย่างมาก และน้ำเสียงที่ตอบกลับไปก็ไม่สู้ดีนัก "ผมเจอเสิ่นจือโหยว"

"อ้าว? หล่อนรนหาที่เข้ามาตอแยคุณอีกแล้วหรือคะ? ทำไมถึงได้หน้าด้านขนาดนี้นะ ทั้งหมดเป็นเพราะคุณโดดเด่นเกินไปแท้ๆ เลย!"

เจียงเหวินปินอ้าปากเตรียมจะปฏิเสธ แต่คำพูดกลับติดอยู่ที่ริมฝีปากแล้วเขาก็กลืนมันลงคอไป

ในสายตาของเหอชิง อาการนิ่งเงียบของเขาคือการยอมรับโดยดุษฎี

"หล่อนกำลังจะแต่งงานกับกู้เย่ไม่ใช่หรือคะ? จะแต่งงานอยู่แล้วยังจะมาตอแยคุณอีก หน้าไม่อายจริงๆ ฉันว่างานแต่งของหล่อนกับกู้เย่คงเป็นเรื่องลวงโลกเสียมากกว่า คนอย่างกู้เย่จะไปสนใจหล่อนได้ยังไง!"

————

ส่วนเสิ่นจือโหยวที่ถูกตราหน้าว่ากู้เย่ไม่มีวันสนใจนั้น เพิ่งจะมาถึงร้านอาหารของรัฐและกำลังลังเลใจว่าจะกินอะไรดี

แม้บ้านเสิ่นจะรักลูกสาวมากเพียงใด แต่ฐานะทางบ้านก็มีจำกัด ต่อให้รักแค่ไหนก็ทำได้เพียงเก็บไข่ไก่หรือถั่วเขียวไว้ให้กินเท่านั้น

นี่จึงเป็นครั้งแรกของเสิ่นจือโหยวที่ได้ก้าวเท้าเข้าร้านอาหารของรัฐ

ผนังด้านในทาสีขาวดูสะอาดสะอ้านและสว่างตา

โต๊ะและเก้าอี้ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มีโต๊ะทั้งหมดประมาณหกตัว ทั้งโต๊ะสี่เหลี่ยมสำหรับนั่งสี่ถึงห้าคน และโต๊ะกลมสำหรับนั่งแปดถึงเก้าคน

มีกระดานดำแผ่นเล็กแขวนอยู่บนผนัง เหมือนกับแผ่นที่วางไว้ข้างนอก มีชอล์กสีขาวเขียนข้อความไว้ว่า:

【รายการอาหารวันนี้:

ซาลาเปาไส้หมู, บะหมี่หมูสับผักดอง, หมูสามชั้นน้ำแดง, ผัดมะเขือเทศใส่ไข่, ผัดผักกาดขาว, มันฝรั่งผัดเส้น, ปลาหั่นชิ้นน้ำแดง...】

"อยากกินอะไรครับ?"

เสิ่นจือโยวหันไปมองรอบๆ แล้วถามเขาว่า "คุณจะทานอะไรคะ?"

กู้เย่เดาว่าหล่อนคงจะมาที่นี่เป็นครั้งแรกและไม่รู้วิธีสั่งอาหาร

เขาจึงพูดว่า "สั่งเป็นกับข้าวดีกว่านะ สั่งสักสองอย่างแล้วก็ข้าวสวยสองชาม ดีไหม?"

ในเมื่อเป็นครั้งแรกของเสิ่นจือโหยว ทุกอย่างจึงดูน่ากินไปหมด หล่อนจึงเห็นดีเห็นงามไปกับเขาทุกอย่างแล้วพยักหน้าตกลง

สุดท้ายพวกเขาสั่งหมูสามชั้นน้ำแดงมาหนึ่งจาน และผัดมะเขือเทศใส่ไข่อีกหนึ่งจาน

หมูสามชั้นน้ำแดงราคาสี่สิบหม้อ หรือห้าสิบเซนต์ ส่วนผัดมะเขือเทศใส่ไข่ถือเป็นอาหารกึ่งเนื้อราคายี่สิบเซนต์

ข้าวสวยชามใหญ่สองชาม แต่ละชามมีข้าวสี่เหลี่ยง รวมเป็นคูปองธัญพืชแปดเหลี่ยงและเงินอีกสิบเซนต์

ราคาทั้งหมดคือหนึ่งหยวนและคูปองธัญพืชแปดเหลี่ยง

แต่ทั้งปริมาณและคุณภาพอาหารนั้นถือว่าคุ้มค่าเกินราคาจริงๆ

หมูสามชั้นน้ำแดงทำจากหมูสามชั้นชั้นดี สีแดงสดใสน่ารับประทาน ส่วนมันนั้นเยิ้มแต่ไม่เลี่ยน ส่วนเนื้อแดงก็นุ่มนวลไม่แห้งกระด้าง เนื้อที่ผ่านการเคี่ยวอย่างช้าๆ นั้นรสชาติเข้าเนื้อเป็นอย่างดี

ปกติเสิ่นจือโหยวไม่ชอบกินเนื้อติดมัน แต่ครั้งนี้แม้แต่หล่อนยังกินหมูสามชั้นไปถึงสองชิ้น

ข้าวสวยสีขาวนวลที่หอมนุ่ม ทานคู่กับหมูสามชั้นที่ชุ่มฉ่ำและผัดมะเขือเทศใส่ไข่ที่เข้ากันได้ดี เสิ่นจือโหยวไม่เคยได้ทานของอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย

ทว่ากระเพาะของหล่อนกลับมีขนาดจำกัด

ตามปกติหล่อนทานข้าวเพียงสองเหลี่ยงก็อิ่มแล้ว พอมาเจอข้าวสี่เหลี่ยงแบบนี้ หล่อนจึงทานไปได้เพียงชั้นบนสุดก็รู้สึกอิ่มจนจุก

ขณะที่หล่อนวางตะเกียบลง กู้เย่ก็เหลือบมองมาแล้วขมวดคิ้วอีกครั้ง "ทำไมทานน้อยจังครับ!"

จบบทที่ บทที่ 8 บังเอิญเจอเจียงเหวินปินอีกครั้ง

คัดลอกลิงก์แล้ว