- หน้าแรก
- คนงามผู้โชคดีในยุค เจ็ดศูนย์ นายทหารหนุ่มคลั่งรักภรรยาหลังสลับตัวแต่งงาน
- บทที่ 7 มือมันเขี้ยวนัก อยากจะบีบเสียจริง
บทที่ 7 มือมันเขี้ยวนัก อยากจะบีบเสียจริง
บทที่ 7 มือมันเขี้ยวนัก อยากจะบีบเสียจริง
บทที่ 7 มือมันเขี้ยวนัก อยากจะบีบเสียจริง
ถนนในชนบทนั้นเดินทางลำบากเหลือแสน
แทบทั้งหมดเป็นถนนดินลูกรัง
ยิ่งในช่วงฤดูร้อนที่มักจะมีฝนตกลงมาบ่อยครั้ง ถนนที่เป็นโคลนเลนพอถูกล้อรถบดทับจนแห้ง ก็จะกลายเป็นหลุมเป็นบ่อขรุขระในทันที
รถประจำทางทั้งโยกทั้งส่ายไปมาตลอดทาง
พอถึงตอนลงรถ เสิ่นจือโหยูก็ถึงกับขาอ่อนแรง
กู้เย่ลงรถไปก่อนเขา ราวกับว่าชายหนุ่มมีตาหลัง พอหันกลับมาก็ยื่นมือมาประคองหล่อนได้ทันท่วงทีในจังหวะที่ขาหล่อนพับจนเกือบจะหน้าคว่ำลงพื้น
ด้วยแรงพยุงจากเขา เสิ่นจือโหยวจึงก้าวลงจากรถมาได้อย่างทุลักทุเล หล่อนเกาะแขนเขาไว้แน่น ท่าทางดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรงราวกับผักเหี่ยวๆ พลางเอ่ยขอบคุณเสียงแผ่ว "ขอบคุณนะคะสำหรับเมื่อครู่"
"อืม"
อากาศทั้งร้อนทั้งอบอ้าว ประกอบกับหล่อนเป็นคนเมารถง่ายอยู่แล้ว
ผ่านการเดินทางมาหยกๆ เสิ่นจือโหยวจึงตกอยู่ในอาการมึนงง ปฏิกิริยาตอบสนองช้าไปครึ่งจังหวะ หล่อนไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ายังคงเกาะแขนเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
หล่อนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่อนแขนอันแข็งแกร่งของเขาถูกเบียดชิดเข้ากับความนุ่มนิ่มของตนเองจนแทบจะจมหายเข้าไปหากออกแรงมากกว่านี้อีกนิด
สภาพอากาศร้อนจัดเช่นนี้
กู้เย่เองก็รู้สึกกระสับกระส่ายอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเห็นหล่อนอยู่ในสภาพที่ดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ชายหนุ่มก็ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า "คุณอ่อนแอเกินไปแล้ว ต้องออกกำลังกายบ้าง!"
เวลาฝึกซ้อมปกติ เขามักจะประลองฝีมือกับเหล่าสหายทหารด้วยกัน
ร่างกายของทุกคนต่างก็บึกบึนและแข็งแกร่ง จะมีใครเหมือนหล่อนที่มีเนื้อนิ่มราวกับเต้าหู้ เพียงแค่สะกิดเบาๆ ก็บุ๋มลงไปแล้ว แบบนี้มันใช้ไม่ได้เด็ดขาด
แม้ว่าทั้งคู่จะหมั้นหมายกันแล้ว แต่ความจริงเพิ่งรู้จักกันได้เพียงสองวัน ความคิดบางอย่างอยู่ในใจแต่เขาก็ไม่กล้าโพล่งออกมา
เสิ่นจือโหยว: "...เรากำลังจะแต่งงานกันนะคะ ไม่ได้จะไปสาบานเป็นพี่น้องร่วมสาบานกันเสียหน่อย"
กู้เย่ยังคงปักใจเชื่ออย่างดื้อรั้นว่าความอ่อนแอของหล่อนในตอนนี้เกิดจากการขาดการออกกำลังกาย
หากเนื้อหนังในร่างกายได้รับการฝึกฝนจนแน่นกระชับ ย่อมไม่มีทางนุ่มนิ่มเหมือนตอนนี้เป็นแน่
จะว่าไป เขาไม่เคยเห็นใครที่มีเนื้อนิ่มขนาดนี้มาก่อนเลย หล่อนต้องไม่เคยออกแรงทำอะไรเลยแน่ๆ
ต้องขอบอกว่าปกติแล้วกู้เย่เป็นคนหลับลึกเหลือเกิน
ยามที่เพื่อนร่วมห้องนอนกระสับกระส่ายหรือละเมอพูดจาเลอะเทอะ เขาก็ชิงหลับปุ๋ยไปก่อนแล้ว
เขาจึงไม่รู้เลยว่าการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีรูปร่างที่บอบบางแต่อวบอิ่มได้สัดส่วน กระชับและมีความยืดหยุ่น มีส่วนเว้าส่วนโค้งในจุดที่ควรมีและมีเอวที่คอดกิ่วในจุดที่ควรเป็นนั้น มันวิเศษยอดเยี่ยมเพียงใด
หรือจะพูดอีกอย่าง
ในความฝันอันรุ่มร้อนและดุดันเมื่อคืนนี้ เขาควรจะได้เรียนรู้ถึงความมหัศจรรย์นั้นไปแล้ว
เพียงแต่ว่าเขายังไม่ค่อยประสีประสาในเรื่องทำนองนี้เท่าใดนัก มันยังคงเหมือนมีม่านบางๆ บดบังอยู่ ทำให้เขารู้แจ้งเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น
เสิ่นจือโหยวคร้านจะเถียงกับเขาในเรื่องนี้แล้ว
หล่อนกำลังคำนวณสิ่งที่ต้องซื้อในวันนี้อยู่ในใจ
ตอนออกจากบ้าน เฉินชุ่ยเจวียนได้ยัดเงินสามสิบหยวนพร้อมกับคูปองผ้าจำนวนหนึ่งใส่มือหล่อน
เงินและคูปองเหล่านั้นยับย่น เห็นได้ชัดว่าถูกเก็บสะสมมาเป็นเวลานาน
แม้เสิ่นต้าเหอจะเป็นถึงหัวหน้ากองผลิต และฐานะทางบ้านจะดีกว่าสมาชิกคอมมูนทั่วไปอยู่บ้าง
แต่เพราะหล่อนร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก เงินทองเพียงเล็กน้อยที่ครอบครัวพอจะหาได้จึงถูกนำไปใช้ดูแลหล่อนเสียหมด
แม้เฉินชุ่ยเจวียนจะบอกว่าให้หล่อนนำเงินสินสอดทั้งหมดติดตัวไปตอนแต่งงาน แต่เสิ่นจือโหยูก็ตั้งใจจะเหลือไว้ให้พ่อกับแม่ครึ่งหนึ่ง
แม้แรงจูงใจในการแต่งงานกับกู้เย่ของหล่อนจะไม่บริสุทธิ์นัก แต่เสิ่นจือโหยูก็ตั้งใจจะใช้ชีวิตกับเขาให้ดี
ในเมื่อเป็นสามีภรรยากันแล้ว ก็ควรจะมีความซื่อสัตย์ต่อกัน
หล่อนจึงได้เตรียมคำอธิบายไว้ล่วงหน้าเพื่อจะบอกสิ่งที่หล่อนคิดออกมาอย่างตรงไปตรงมา
แต่ใครจะรู้ว่ามันกลับไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด
ทันทีที่หล่อนพูดจบ กู้เย่ก็พยักหน้าเห็นด้วย "เงินสินสอดนั่นเป็นของครอบครัวคุณ คุณจะจัดการอย่างไรก็สุดแท้แต่คุณ ไม่จำเป็นต้องมาปรึกษาผม อีกอย่าง พ่อแม่เลี้ยงดูคุณมาและปฏิบัติกับคุณอย่างดี การที่คุณจะกตัญญูต่อท่านก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว"
เสิ่นจือโหยวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หล่อนเพิ่งค้นพบเป็นครั้งแรกว่าความจริงกู้เย่ก็ไม่ได้แย่นี่นา?
จะว่าอย่างไรดี คนที่กตัญญูและให้เกียรติครอบครัวฝ่ายหญิงย่อมไม่ใช่คนเลวร้ายแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ หล่อนจึงตั้งใจเลือกซื้อของใช้ที่จำเป็นสำหรับงานแต่งงานในภายหลังอย่างขะมักเขม้นยิ่งขึ้น
ก่อนมา เฉินชุ่ยเจวียนได้ย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าลืมซื้อเสื้อท่อนบนสีแดง ดังนั้นทันทีที่มาถึงสหกรณ์จัดซื้อจัดจ้าง พวกเขาจึงตรงดิ่งไปยังแผนกเสื้อผ้าและผ้าพับทันที
เสื้อผ้าสำเร็จรูปถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยในสหกรณ์แห่งนี้
แบบที่มีวางขายจะถูกแขวนโชว์ไว้ให้เห็น
ในยุคสมัยนี้ทุกคนยังยากจน คูปองผ้าที่ได้รับต่อปีนั้นน้อยนิดเหลือเกิน เสื้อผ้าหนึ่งชิ้นจึงควรใส่ให้ได้นานแปดถึงสิบปี และเมื่อใส่ไม่ได้แล้วก็ยังส่งต่อให้ลูกชาย ลูกสาว หรือแม้กระทั่งหลานๆ ได้อีก
ดังนั้นเวลาคนซื้อเสื้อผ้า พวกเขาจึงเน้นความทนทานและไม่สกปรกง่ายเป็นหลัก
สำหรับเสื้อผ้าสีสันสดใสอย่างสีแดงซึ่งไม่ค่อยได้ใส่ในชีวิตประจำวัน ทางร้านจึงมีเพียงตัวเดียวและเป็นขนาดเล็ก
กู้เย่ขอให้พนักงานหยิบมันลงมา และเสิ่นจือโหยวก็ลองสวมทับเสื้อผ้าที่หล่อนใส่อยู่ทันที
เนื้อผ้าเป็นผ้าใยสังเคราะห์ และขนาดก็พอดีตัวจนถึงขั้นหลวมช่วงเอวเสียด้วยซ้ำ
เพียงแต่มันคับแน่นช่วงหน้าอกจนเกินไป กระดุมแทบจะกลัดไม่ได้ หล่อนรู้สึกราวกับว่ามันจะปริกระเด็นออกมาได้ทุกวินาที
กู้เย่เหลือบมองแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีราวกับถูกไฟช็อต เขาขยับกายไปบังหล่อนไว้ด้านหลัง ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลงขณะพยายามระงับอารมณ์บางอย่างพลางเอ่ยถามพนักงานว่า "มีขนาดที่ใหญ่กว่านี้ไหมครับ?"
"มีตัวนี้ตัวเดียวค่ะ เสื้อสีแดงผ้าใยสังเคราะห์แบบนี้ขายดีมาก ส่งตรงมาจากเซี่ยงไฮ้เลยนะคะ ถ้าคุณมาพรุ่งนี้ก็คงถูกขายไปแล้วล่ะค่ะ"
กู้เย่ขมวดคิ้วแน่น บางทีเขาควรจะลองเข้าไปดูในห้างสรรพสินค้าประจำอำเภอตอนนี้เลย
เสื้อตัวนี้ใส่เดินออกไปข้างนอกไม่ได้เด็ดขาด
เขาเกรงว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว กระดุมคงจะกระเด็นหลุดออกมาหมดเสียก่อน
กู้เย่: "..."
"ไม่เป็นไรค่ะ"
เสิ่นจือโหยวชินกับรูปร่างของตนเองมานานแล้ว "เอาตัวนี้แหละค่ะ เดี๋ยวฉันแค่หาผ้ามาพันตัวให้แน่นๆ สักหน่อยก็พอ"
กู้เย่: "มันจะไม่เจ็บหรือ?"
เสิ่นจือโหยว: "...ถ้าอย่างนั้นจะให้ทำอย่างไรเล่าคะ?!"
สุดท้ายพวกเขาก็ตัดสินใจซื้อเสื้อตัวนั้น
เสิ่นจือโหยวหยิบเงินและคูปองผ้าที่เฉินชุ่ยเจวียนให้มาเพื่อนับ แต่ก่อนที่หล่อนจะยื่นมันส่งไป เงาร่างหนึ่งก็มาบังข้างหน้าไว้ กู้เย่เป็นฝ่ายจ่ายเงินไปก่อนที่หล่อนจะทันได้ขยับตัว
"ฉันพกเงินมานะคะ"
"อืม"
กู้เย่รับเสื้อที่ห่อเรียบร้อยแล้วมาไว้ในมือ "ใครจ่ายก็เหมือนกันนั่นแหละ"
เสิ่นจือโหยวลองคิดทบทวนดูแล้วก็เห็นว่ามีเหตุผลดี ในเมื่อพวกเขากำลังจะแต่งงานกันอยู่แล้วนี่นา
"คุณควรจะซื้ออะไรให้ตัวเองบ้างนะคะ"
เสิ่นจือโหยวลองมองไปรอบๆ เห็นเสื้อเชิ้ตผู้ชายมีให้เลือกอยู่หลายแบบ
"ผมมีแล้วครับ"
กู้เย่กล่าวว่า "ผมนำชุดทหารกลับมาด้วย ถึงตอนนั้นผมใส่ชุดทหารก็พอแล้ว"
ในยุคนี้ อาชีพทหารถือเป็นอาชีพที่ศักดิ์สิทธิ์และน่าเคารพยิ่ง หากครอบครัวไหนมีคนได้เข้ากรมทหารย่อมถือเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งหมู่บ้าน
ไม่ต้องพูดถึงสหายชายเลย แม้แต่สหายหญิงหากมีชุดทหารสักชุดใส่เดินออกไปก็นับว่าช่วยเสริมบารมีได้อย่างยิ่งใหญ่
ผู้คนถึงขั้นมาขอยืมชุดทหารเพื่อใส่ถ่ายรูปกันเลยทีเดียว
ในเมื่อกู้เย่เป็นทหารอยู่แล้ว การสวมชุดทหารในวันแต่งงานจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด
เหตุผลของเขานั้นฟังดูดี เสิ่นจือโหยวจึงพยักหน้าเห็นด้วย "ถ้าอย่างนั้นหลังจากแต่งงานกันแล้ว ฉันจะตัดชุดใหม่ให้นะคะ"
"ไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันครับ"
แม้ว่าจะเป็นการมาซื้อของสำหรับงานแต่งงาน แต่สินค้าหลายอย่างในตอนนี้จำเป็นต้องใช้ใบทะเบียนสมรสประกอบการซื้อด้วย
พวกเขายังไม่ได้จดทะเบียนกัน สิ่งที่ซื้อได้จึงมีจำกัด และพวกเขาก็ไม่สามารถนำของติดตัวไปที่หน่วยทหารได้มากนัก ดังนั้นของที่ซื้อจึงมีแต่ของของหล่อนเป็นหลัก
นอกจากเสื้อแล้ว พวกเขายังซื้อรองเท้าให้หล่อนอีกหนึ่งคู่ เป็นรองเท้าหนัง
รวมทั้งหมดนี้ก็ใช้เงินไปหลายสิบหยวนแล้ว
ขณะที่ถือรองเท้าไว้ เสิ่นจือโหยวเห็นว่าเขายังไม่มีทีท่าจะกลับ จึงดึงเสื้อเขาเบาๆ "พอเถอะค่ะ อย่าซื้ออะไรให้ฉันอีกเลย"
"รอก่อนครับ"
ชายหนุ่มพาหล่อนเดินไปยังตู้กระจกที่สะอาดที่สุด เขาชี้ไปที่นาฬิกาข้อมือเรือนหนึ่งด้านในแล้วกล่าวว่า "ช่วยหยิบเรือนนี้ออกมาให้ดูหน่อยครับ"
นี่เป็นนาฬิกาสตรีเพียงเรือนเดียวในตู้ที่ดูค่อนข้างประณีต สายและหน้าปัดเป็นสีเงินดูหรูหรามาก
"ชอบไหม?"
จากการสนทนาก่อนหน้านี้ พนักงานขายย่อมรู้ว่าพวกเขากำลังจะแต่งงานกัน
ฝ่ายชายเป็นทหาร ย่อมไม่ใช่คนขัดสนเรื่องเงินทองแน่นอน
หล่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "นาฬิกาเรือนนี้ส่งมาจากเซี่ยงไฮ้เลยนะคะ เป็นรุ่นล่าสุดที่กำลังเป็นที่นิยมในเมืองตอนนี้เลยค่ะ"
จะไม่ชอบได้อย่างไรเล่า!
มันเป็นนาฬิกาที่ดูดีและเป็นประกายระยิบระยับ เสิ่นจือโหยูกะพริบตาปริบๆ มองนาฬิกาสลับกับมองกู้เย่ แล้วเอ่ยถามพนักงานด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจว่า "ราคาเท่าไหร่หรือคะ?"
"ไม่แพงค่ะ แปดสิบหยวน"
แปดสิบหยวนไม่แพงงั้นหรือ!
พอได้ยินราคา เสิ่นจือโหยวก็แทบจะลืมหายใจ
จากปฏิกิริยาของหล่อน เห็นได้ชัดว่าหล่อนชอบมันมาก
กู้เย่หยิบเงินและคูปองอุตสาหกรรมออกมา "สหายครับ เราเอานาฬิกาเรือนนี้แหละ"
เสิ่นจือโหยวเบิกตากว้าง ด้วยความรีบร้อนหล่อนจึงลืมเรื่องมารยาทแล้วยื่นมือไปคว้าแขนเขาไว้โดยตรง "วันนี้เราใช้เงินไปเยอะมากแล้วนะคะ อย่าซื้อนาฬิกาเลยค่ะ"
ผู้หญิงนี่ช่างนุ่มนิ่มไปเสียทุกส่วนจริงๆ
แม้แต่ฝ่ามือก็ยังนุ่มนิ่ม ฝ่ามืออันเย็นเฉียบและนุ่มนวลของหล่อนทาบทับลงบนแขนเขา ปลายนิ้วเรียวบางราวกับไร้กระดูกบีบกระชับที่ท่อนแขน ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า:
"สำหรับของมีค่าสี่อย่าง อย่างน้อยเราควรจะมีสักอย่างหนึ่งนะ"
พนักงานขายรีบรับเงินและห่อนาฬิกาให้อย่างรวดเร็วพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม "นั่นสิคะสหาย คุณช่างโชคดีจริงๆ ที่คู่ชีวิตของคุณรู้จักทะนุถนอมคุณขนาดนี้"
"ขอให้มีความสุขในวันแต่งงานนะคะ!"
ใบหน้าของเสิ่นจือโหยวร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย "ขอบคุณค่ะ"
กู้เย่ลดสายตาลง มองเห็นสีแดงระเรื่อที่ลามไปถึงลำคอที่ขาวจัดจนแสบตาและใบหูของหล่อน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด จู่ๆ เขาก็รู้สึกมือมันเขี้ยวนัก อยากจะยื่นมือไปบีบดูเสียจริง