- หน้าแรก
- ระบบจอมคนแห่งกลียุค
- บทที่ 36 ท่วงท่าลอบเร้น
บทที่ 36 ท่วงท่าลอบเร้น
บทที่ 36 ท่วงท่าลอบเร้น
บทที่ 36 ท่วงท่าลอบเร้น
เจียงเฉินเลิกชายผ้าห่มขึ้น เซี่ยอวี้เม้มริมฝีปากเบาๆ มองเขาด้วยแววตาขลาดอาย
เมื่อเห็นสายตาที่อ่อนโยนและน่ารักเช่นนี้ หัวใจของเขาก็พลันอ่อนยวบลง วงแขนแกร่งโอบรั้งร่างที่ขาวเนียนนั้นเข้ามา
ราตรีดุจน้ำหมึก เงาเทียนสั่นไหว ภายในห้องอบอวลไปด้วยไอปรารถนาแห่งสัญชาตญาณดิบ...
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ท่านได้ทำภารกิจแต่งงานสำเร็จ ค่าพลังกายเพิ่มขึ้น 10 แต้ม! เพิ่มทักษะใหม่ “ท่วงท่าลอบเร้น (ขั้นต้น)”!]
โฮสต์: เจียงเฉิน
คู่ครอง: ซูเยว่ฉาน, หลิ่วหง, เซี่ยอวิ๋นซู, กู้เนี่ยนเวย, เซี่ยอวี้
พลังกาย: 71
พลังจิต: 68
พละกำลัง: 71
พลังป้องกัน: 67
ความว่องไว: 72
ทักษะ: ดุดันยามราตรี, สัมผัสจิตสังหาร, ศาสตร์แห่งธนู, เนตรอินทรี, ท่วงท่าลอบเร้น (ขั้นต้น)
[ท่วงท่าลอบเร้น (ขั้นต้น): ซ่อนคมเก็บประกาย ไร้รูปไร้เงา เป็นเคล็ดวิชาประเภทเปิดใช้งาน เจ้าสามารถปรับลมหายใจและทำจิตให้สงบเพื่อซ่อนเร้นกลิ่นอายของตนเอง ลดการตรวจจับจากภายนอก ในระดับขั้นต้น มีผลต่อเนื่องหนึ่งเค่อ (15 นาที) และมีระยะหน่วง 10 วัน]
รางวัลมาถึงตามกำหนด
เจียงเฉินมองดูค่าสถานะต่างๆ ของตนในใจด้วยความภาคภูมิใจ
พอดีกับคุณสมบัติทั้งห้าด้าน ภรรยาทั้งห้าคนต่างก็ช่วยเพิ่มให้เขาคนละอย่าง
บัดนี้ ค่าสถานะพื้นฐานของเขานั้นเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปในทุกมิติแล้ว
และทักษะใหม่ที่ได้รับนี้ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง
ทักษะที่เคยได้รับมาก่อนหน้านี้ล้วนเป็นทักษะติดตัว เจียงเฉินไม่จำเป็นต้องควบคุม มันจะทำงานโดยอัตโนมัติภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
แต่ท่วงท่าลอบเร้นที่ได้รับในครั้งนี้กลับเป็น “เคล็ดวิชาประเภทเปิดใช้งาน”
แม้จะมีระยะเวลาต่อเนื่องและระยะหน่วง แต่เจียงเฉินก็ยังคงพึงพอใจอย่างมาก
ผลของการลอบเร้นนาน 15 นาที สามารถทำอะไรได้มากมาย
ไม่ต้องมองไปไกล ในเร็ววันนี้เขาก็วางแผนจะรอให้เรื่องราวซาลงเสียก่อน แล้วค่อยไปจัดการส่งสองพ่อลูกตระกูลจ้าวให้พ้นทาง... ถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก
ตอนนี้เมื่อมีวิชาลอบเร้นนี้แล้ว การลงมือก็จะยิ่งรอบคอบรัดกุมมากขึ้น
…………
ฟ้ารุ่งสาง ไก่เพิ่งขัน หำตั้งโด่
สิ่งที่เจียงเฉินคาดไม่ถึงก็คือ หลังจากผ่านการแลกเปลี่ยนอย่างลึกซึ้งเมื่อคืนวาน เซี่ยอวี้ที่เคยขี้อายและขลาดเขลากลับกลายเป็นฝ่ายรุกอย่างไม่คาดคิด
นางเพิ่งตื่นก็ขยับเข้ามาซุกอกของเจียงเฉิน ขยับกายยุบยิบอยู่ใต้ผ้าห่ม
ราวกับต้องการจะใช้วิธีการที่เรียบง่ายที่สุดนี้ เพื่อแสดงออกถึงความไว้วางใจและความผูกพันที่มีต่อเจียงเฉิน
เจียงเฉินกอดนางไว้แน่นอย่างเอ็นดู
ภายในห้องมีเสียงแปลกๆ ดังขึ้นเป็นระลอก
ไม่นานนัก ด้านนอกก็มีเสียงจอแจดังขึ้น
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำสิบกว่าคนมาถึงลานบ้าน ต่างส่งเสียงตะโกนก้องว่า “พี่น้องทั้งหลาย วันนี้เร่งมือกันหน่อย ทำงานให้มากขึ้นอีกนิด พยายามทำให้พี่ใหญ่และพวกพี่สะใภ้ได้อยู่บ้านใหม่เร็วขึ้น!”
เป็นจ้าวหมิงและคนอื่นๆ นั่นเอง
เมื่อวานพวกเขาให้คำมั่นว่าจะช่วยเจียงเฉินสร้างบ้าน พอกลับไปนอนหลับพักผ่อนก็กลับมาอีกครั้ง กระตือรือร้นยิ่งกว่าเจียงเฉินผู้เป็นเจ้าของบ้านเสียอีก
ทุกคนได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวในห้องแว่วๆ แต่ละคนมีสีหน้าแตกต่างกันไป
ในบรรดาพวกเขามีเด็กหนุ่มที่ยังดูอ่อนเยาว์อยู่คนหนึ่งโพล่งถามเสียงดัง “พี่ใหญ่กำลังทำอะไรอยู่รึ? เหตุใดในห้องถึงมีเสียงดังโครมครามเช่นนี้?”
เจียงเฉินซึ่งอยู่ในห้องได้ยินเข้าพอดี แทบจะสำลักลมหายใจ เขาตอบกลับไปด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง “ตำกระเทียมอยู่!”
“อืม...”
เด็กหนุ่มคนนั้นทำท่าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ
ส่วนชายฉกรรจ์คนอื่นๆ ที่อายุมากกว่า อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาอย่างครื้นเครง
ครู่ต่อมา เจียงเฉินจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วผลักประตูออกไป
“พี่ใหญ่ พวกข้ามาทำงานแล้ว!”
ทุกคนกล่าวทักทายอย่างกระตือรือร้น
เจียงเฉินบ่นในใจ ให้ตายเถอะ ขยันทำงานกันเกินไปแล้ว มากันแต่เช้าตรู่ เกือบจะทำเรื่องสำคัญของข้าเสียแผน!
จากนั้น เขาก็กวาดตามองฝูงชนแล้วถาม “เมื่อครู่ใครเป็นคนถามว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่?”
เด็กหนุ่มคนนั้นรีบก้าวออกมาทันที ยิ้มแหยๆ แล้วกล่าว “พี่ใหญ่ ข้าเอง! เจียงต้าปิน!”
“เจ้าโง่รึ? เรื่องแบบนี้ถามได้ด้วยรึ?” เจียงเฉินถลึงตาใส่เขา
เจียงต้าปินเกาศีรษะ “ข้าไม่ค่อยเข้าใจความหมายของพี่ใหญ่”
“เจ้าก็ถูกเกณฑ์ทหารเหมือนกันนี่ ไม่ได้ภรรยามาด้วยรึ?” เจียงเฉินถามอีก
เจียงต้าปินกล่าว “ได้รับมาแล้วขอรับ”
“ได้รับมาแล้ว แต่ไม่ได้ทำอะไรเลยรึ?” มุมปากของเจียงเฉินกระตุก
เจียงต้าปินไม่เข้าใจ กล่าวว่า “ก็นอนสิขอรับ จะทำอะไรได้อีก?”
เจียงเฉิน “นอนรึ? นอนอย่างเดียว?”
เจียงต้าปินทำหน้าซื่อ “ใช่แล้วขอรับ นอนก็คือนอน จะมีเรื่องอื่นอันใดได้อีก?”
เจียงเฉินยกนิ้วโป้งให้ กล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าก็คือนี่”
เจียงต้าปินหน้าแดงเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกภูมิใจอยู่บ้าง
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของพี่ใหญ่ แต่การที่พี่ใหญ่ยกนิ้วโป้งให้ ก็น่าจะเป็นการชมเชยตนเอง!
“ฮ่าๆๆๆ!”
ทุกคนหัวเราะครื้นเครงขึ้นมาอีกครั้ง เสียงหัวเราะขับไล่ความหนาวเย็นของยามเช้าไปจนหมดสิ้น
จากนั้น พวกเขาก็เริ่มทำงานกันอย่างขะมักเขม้น ทั้งตัดไม้ ตอกดิน ปูพื้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก
ส่วนเจียงเฉินเตรียมตัวจะเดินทางเข้าเมือง
ตอนนี้เขามีเงินมากมายแล้ว ควรจะไปกักตุนเสบียงเพิ่มอีกหน่อย เก็บไว้ให้เหล่าภรรยาใช้หลังจากที่ตนเองเข้ารับราชการทหาร
อีกอย่าง ตอนนี้เสื้อผ้าที่พวกนางสวมใส่ก็เก่าขาดเกินไปแล้ว สามารถซื้อเสื้อผ้าดีๆ มาให้ได้
หลังจากคิดรายการของที่จะซื้อในหัวคร่าวๆ แล้ว เจียงเฉินก็ยืมรถล่อคันหนึ่งแล้วออกเดินทาง
บ้านของเขาไม่มีรถล่อ แต่ตอนนี้ชื่อเสียงของเขาในหมู่บ้านสูงส่งอย่างยิ่ง พอเอ่ยปากว่าอยากจะใช้รถ ชาวบ้านที่มีล่อต่างก็แย่งกันให้เขายืม
เมื่อเข้าเมืองมาแล้ว เจียงเฉินก็ไปที่ร้านขายหนังสัตว์ก่อนเป็นอันดับแรก นำหนังจิ้งจอกหิมะผืนนั้นไปขาย ได้เงินมาเพิ่มอีกหลายตำลึง
จากนั้นก็ซื้อเนื้อสัตว์ ไข่ ผัก น้ำมัน เกลือ ซอส และน้ำส้มสายชูจำนวนหนึ่ง กองไว้เต็มคันรถ
ส่วนธัญพืชหลักนั้นยังไม่จำเป็นในตอนนี้ เพราะเพิ่งจะได้มาจากบ้านของเจ้าที่ดินจ้าวเป็นจำนวนมาก
เขาเดินทางต่อไปยังร้านขายผ้า เลือกผ้าอยู่หลายพับ ซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปสิบชุด ภรรยาคนละสองชุด
เมื่อรวมราคาแล้ว กลับต้องจ่ายถึงยี่สิบตำลึง
มิน่าเล่าเสื้อผ้าหยาบๆ ของชาวบ้านธรรมดาถึงได้ปะแล้วปะอีก ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนใหม่เลย
ผ้าเนื้อดีหน่อย หรือเสื้อผ้าที่ดูสวยงามหน่อย ล้วนเป็นของฟุ่มเฟือยทั้งสิ้น ชุดหนึ่งสามารถแลกข้าวสารได้หนึ่งสือ
คงมีแต่เจียงเฉินในตอนนี้ที่ไม่ขาดแคลนเงิน จึงกล้าใช้จ่ายมือเติบเช่นนี้ได้
สิ่งที่น่าขันก็คือ เงินก้อนนี้ ไม่ใช่เงินที่เขาหามาได้จากการทำนาอย่างขยันขันแข็ง
แต่เป็นเงินที่ท่านจวินโหวเฉาให้มา—ให้มาอย่างง่ายดาย
เศษทรัพยากรที่เล็ดลอดออกมาจากง่ามนิ้วของผู้มีอำนาจ ก็ยังมากกว่าที่ชาวบ้านธรรมดาจะหาได้ทั้งชีวิต... โลกใบนี้จะไม่เข้าสู่กลียุคได้อย่างไรกัน?
…………
เจียงเฉินขับรถที่บรรทุกเสบียงเต็มคัน กำลังจะเดินทางกลับ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากทางแยกข้างหน้า
เสียงนั้นเจือด้วยความอัดอั้นและสะอื้นไห้ ปะปนกับเสียงกระซิบกระซาบของฝูงชน ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง
ป้ายแผ่นหนึ่งปรากฏแก่สายตา— “สำนักนายหน้าอี้ซิง”
ที่หน้าประตูมีชายหญิงเจ็ดแปดคนนั่งคุดคู้อยู่ ทุกคนสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ที่มือและเท้ามีโซ่เหล็กคล้องไว้
ผู้คนที่ผ่านไปมาหลายคนชี้ชวนกันดู และยังมีหญิงนายหน้าท่าทางเจ้าเล่ห์คนหนึ่งกำลังยิ้มแย้มเสนอขายสินค้าให้แก่ลูกค้าผู้หนึ่ง
“เด็กสาวคนนี้อายุแค่สิบห้าปี นิสัยอ่อนโยน เย็บปักถักร้อยเป็น หน้าตาก็ไม่เลว หากท่านลูกค้าจะซื้อไปเป็นสาวใช้ในห้องนอน นับว่ายอดเยี่ยมอย่างยิ่ง”
คิ้วของเจียงเฉินขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
สำนักค้ามนุษย์ ก็คือสถานที่ซื้อขายคนนั่นเอง
ในต้าเฉียน การซื้อขายมนุษย์เดิมทีเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
ต่อมาเมื่อเกิดการรวบที่ดิน ราชสำนักก็ยิ่งเน่าเฟะ คลังหลวงว่างเปล่า การซื้อขายมนุษย์จึงกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายไป โดยเฉพาะในยุคกลียุค เรื่องที่ชาวบ้านขายลูกขายเมียเพื่อความอยู่รอดนั้นยิ่งพบเห็นได้บ่อยครั้ง
เพียงแค่จ่ายภาษีและลงทะเบียน ทางการก็อนุญาตโดยปริยาย
ในอดีตการซื้อขายมนุษย์ทำได้เพียงลับๆ ล่อๆ แต่ตอนนี้กลับสามารถเปิดร้านได้อย่างเปิดเผย
เจียงเฉินค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ เห็นเด็กสาวที่กำลังถูกเสนอขายก้มหน้าต่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิง บนข้อมือมีรอยรัด บนใบหน้ามีบาดแผลทั้งเก่าและใหม่...
“ข้าจะ...ใช้บั๊กเพื่อฟาร์มรางวัลได้หรือไม่นะ?” ในใจของเจียงเฉินพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา