เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 เรื่องน่าตกใจ ชายผู้นี้กลายเป็นมหาปราชญ์ไปเสียแล้ว

บทที่ 11 เรื่องน่าตกใจ ชายผู้นี้กลายเป็นมหาปราชญ์ไปเสียแล้ว

บทที่ 11 เรื่องน่าตกใจ ชายผู้นี้กลายเป็นมหาปราชญ์ไปเสียแล้ว


บทที่ 11 เรื่องน่าตกใจ ชายผู้นี้กลายเป็นมหาปราชญ์ไปเสียแล้ว

"เจ็บนะ ไอ้ระยำตัวไหนมันลอบกัดข้า!"

เฟิ่งซือหานที่กำลังใช้ความคิดอยู่ดีๆ เมื่อถูกขัดจังหวะย่อมรู้สึกหงุดหงิดเป็นธรรมดา เขาจึงรีบเก็บโทรศัพท์และมีดสั้นลงไปทันที ก่อนจะกวาดสายตาไปรอบบริเวณเพื่อหาตัวการ

ทว่าเมื่อเขาเหลียวหน้าไปมอง ก็พบว่าตนเองถูกล้อมไว้อีกครั้งแล้ว

เพียงแต่ครั้งนี้ เป้าหมายเปลี่ยนจากเหล่าทหารมนุษย์มาเป็นพวกครึ่งมนุษย์ที่ดูคล้ายกับ... ผู้อพยพเสียมากกว่า

มันช่วยไม่ได้จริงๆ ในสายตาของเฟิ่งซือหานนั้น พวกครึ่งมนุษย์ที่ถือไม้ไผ่เหลาแหลมและท่อนไม้เป็นอาวุธ ทั้งยังสวมใส่ใบไม้แทนเสื้อผ้าเช่นนี้ ดูแล้วอาจจะมีสภาพย่ำแย่ยิ่งกว่าผู้อพยพเสียอีก ทุกตนต่างมีใบหน้าซูบเซียวเหลืองตอบและผอมแห้งแรงน้อย

โดยเฉพาะมนุษย์ครึ่งวัวที่มีเขาคู่หนึ่งอยู่บนศีรษะ ตนนั้นทำให้ความเข้าใจในคำว่ามิโนทอร์ของเฟิ่งซือหานเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาไม่เคยเห็นมิโนทอร์ที่ผอมโซขนาดนี้มาก่อน แม้ที่เคยเห็นในเกมจะผอมเพียงใด แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรจะซูบจนเห็นซี่โครงชัดเจนปานนี้ พวกเขาไม่ได้กินอาหารดีๆ มานานแค่ไหนกันแล้วนะ

"ข้าคือฉวิน หัวหน้าเผ่าเขาโคแห่งภูเขาเนื้อ มนุษย์เอ๋ย เหตุใดเจ้าจึงบุกรุกเข้ามาในเขตแดนของเผ่าเรา แล้วเหตุใดจึงลักขโมยอาหารที่พวกเราเลี้ยงไว้กินเล่า"

ขณะที่เฟิ่งซือหานกำลังวิจารณ์อยู่ในใจ มนุษย์ครึ่งวัวร่างสูงราวสองเมตรที่ผอมกะหร่องตนนี้ก็ก้าวออกมาข้างหน้า พร้อมกับชี้หอกหินมาทางเขาและเอ่ยปากถาม

จากคำพูดนั้น เฟิ่งซือหานจับใจความสำคัญได้สามประการ

ประการแรก หุบเขาใหญ่แห่งนี้ไม่ใช่ดินแดนไร้ผู้คนอย่างที่เขาจินตนาการไว้ ในทางตรงกันข้าม กลับมีเผ่าพันธุ์ที่ใช้ชีวิตแบบย้อนยุคอาศัยอยู่ที่นี่ และในเมื่อพวกเขามีแนวคิดเรื่องเขตแดน นั่นย่อมหมายความว่าน่าจะมีเผ่าเช่นนี้อยู่อีกมาก แม้ดูเหมือนว่าทั้งหมดจะเป็นเผ่าครึ่งมนุษย์ก็ตาม

ประการที่สอง ดูเหมือนว่าพวกครึ่งมนุษย์เหล่านี้จะไม่ได้แบ่งแยกเผ่าตามสายพันธุ์ เพราะในกลุ่มที่ล้อมเขาอยู่นี้ มีทั้งมนุษย์ครึ่งวัว มนุษย์หัวสุนัข มนุษย์งู มนุษย์กิ้งก่า มนุษย์แมงมุม และมนุษย์หูกระต่าย เรียกได้ว่าเป็นส่วนผสมที่ปนเปกันไปหมด ทว่าเมื่อนึกถึงเผ่าพันธุ์นับร้อยที่เขาเห็นตอนเลือกเผ่าพันธุ์ของตนเอง เฟิ่งซือหานก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผลขึ้นมา เพราะโลกนี้เดิมทีก็มีเผ่าพันธุ์มากมายอยู่แล้ว การจะอยู่รวมกันจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ประการที่สาม หอยกาบน้ำจืดที่เขาเพิ่งกินไปนั้นเป็นสิ่งที่เผ่าภูเขาเนื้อเลี้ยงเอาไว้ ซึ่งช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงมีหอยกาบอยู่มากมายบนหาดทรายแห่งนี้

"เดี๋ยวก่อน"

เฟิ่งซือหานเอ่ยด้วยท่าทางสงบนิ่ง เพราะเขามั่นใจว่าสามารถเจรจากับคนเหล่านี้ได้

"ข้าอยากจะขอแก้ต่างอะไรบางอย่าง ประการแรก ข้าไม่ใช่มนุษย์ ประการที่สอง ข้าไม่ได้มีเจตนาจะขโมยพวกมันมากิน"

นั่นคือความจริง แม้จะมีหอยกาบอยู่บนหาดนี้มากมายจนผิดปกติ แต่หากบอกว่าพวกมันถูกเลี้ยงไว้ เฟิ่งซือหานก็ไม่ได้สังเกตเห็นจริงๆ ดังคำกล่าวที่ว่า ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด แม้เขาจะรู้สึกสงสารพวกครึ่งมนุษย์ที่ผอมโซเหล่านี้อยู่บ้าง แต่นี่ก็ไม่ใช่ความผิดที่เขาตั้งใจทำ

"หึ ช่างเป็นเรื่องตลกที่ฟังดูดีเสียจริง ลองดูสภาพตัวเองเสียก่อน แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าไม่ใช่มนุษย์อีกอย่างนั้นหรือ"

ฉวินที่เป็นมนุษย์ครึ่งวัวจะเชื่อคำลวงของเฟิ่งซือหานได้อย่างไร มองตั้งแต่หัวจรดเท้าไม่มีทั้งเขาหรือหูของครึ่งมนุษย์ ไม่มีหางหรือกีบเท้า เช่นนี้จะไม่ใช่มนุษย์ได้อย่างไรกัน

"เอ่อ..."

เฟิ่งซือหานก้มลงมองตัวเองจึงเพิ่งเห็นว่าเขายังคงอยู่ในร่างมนุษย์ เขาจึงยกเลิกการแปลงกายทันที

เสียงดังวูบหนึ่ง ร่างกายของเฟิ่งซือหานเริ่มบิดเบี้ยวและเปลี่ยนรูปไป

ภาพที่เห็นทำให้พวกครึ่งมนุษย์รอบข้างต่างตื่นตัวและกระชับอาวุธในมือแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ เมื่อการเปลี่ยนรูปสิ้นสุดลง เฟิ่งซือหานก็เปลี่ยนจากมนุษย์กลายเป็นมนุษย์งูที่สวมชุดคลุมยาว

"เหอะ ข้านึกว่าเจ้าเป็นมนุษย์ ที่แท้ก็เป็นปีศาจที่รู้จักมนตราแปลงกาย เจ้าคิดว่าเจ้าจะหลอกข้าได้ด้วยวิธีนี้อย่างนั้นหรือ"

ฉวินมองเฟิ่งซือหานด้วยสายตาดูหมิ่นขณะพูด

พับผ่าสิ! ข้าไม่นึกเลยว่ามนุษย์ครึ่งวัวที่ดูหัวอ่อนอย่างเจ้าจะมีความระแวดระวังสูงขนาดนี้

พูดตามตรง นี่เป็นสิ่งที่เฟิ่งซือหานไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาจากช่องเก็บของ

การเสกของออกมาจากความว่างเปล่าต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ ควรจะถือว่าเป็นวิชาเทพได้แล้วใช่ไหม

"เขามีของวิเศษมิติด้วยหรือนี่! แม้ของวิเศษมิติจะเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง ข้าเคยได้ยินแต่เพียงคำบอกเล่าจากบรรพบุรุษ ไม่นึกเลยว่ามันจะมีอยู่จริง!"

ฉวินมองเฟิ่งซือหานด้วยความอยากรู้อยากเห็นราวกับกำลังดูลิงก็ไม่ปาน

"อา..."

เมื่อได้ยินฉวินกล่าวเช่นนั้น เฟิ่งซือหานรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพังทลาย มนุษย์ครึ่งวัวตนนี้เป็นศัตรูตามธรรมชาติของเขาหรืออย่างไรกัน พล็อตเรื่องในนิยายที่แค่แสดงฝีมือเล็กน้อยแล้วอีกฝ่ายจะก้มกราบกรานบูชานั้นไม่ได้เขียนไว้แบบนี้เลย

ระแวงเกินไปแล้ว!

"ช่างเถอะ เจ้าจะคิดอย่างไรก็ชามมันเถอะ ข้าพอแล้ว"

เมื่อเห็นว่าทำอย่างไรก็ไม่ได้ผล เฟิ่งซือหานจึงตัดสินใจยอมแพ้อย่างสิ้นเชิง จะเป็นใครก็ช่าง อย่างมากที่สุดเขาก็แค่ถูกขังอีกรอบ ตอนนี้ด้วยความสามารถของตะกละและฟื้นฟูรวมกัน เฟิ่งซือหานรู้สึกว่าต่อให้ถูกคุมขังเขาก็คงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานนัก อย่างมากก็แค่หนีออกมาทีหลัง ถือเสียว่าหาที่สงบสติอารมณ์ เพิ่มระดับ และเพิ่มพลังต้านทานไปในตัว

"ถ้าเจ้าบอกแบบนี้แต่แรกก็สิ้นเรื่อง ไม่เห็นต้องเล่นลวดลายพวกนั้นเลย"

เมื่อเห็นเฟิ่งซือหานยอมจำนนต่อโชคชะตา ฉวินกลับเผยรอยยิ้มจนเห็นฟัน

ส่วนเฟิ่งซือหานน่ะหรือ มุมปากของเขากระตุกอยู่สองสามครั้งและไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก

ทว่าถึงเขาจะไม่พูด แต่ฉวินก็ยังต้องการให้เขาพูดอยู่ดี

"เจ้ายังไม่ได้ตอบข้าเลย เหตุใดเจ้าจึงขโมยหอยกาบของเผ่าเรากิน"

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตื๊อไม่เลิก เฟิ่งซือหานจึงไม่มีทางเลือก เขาจึงเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องที่เขาถูกขุมขัง ถูกทารุณ จนถึงตอนที่เขาตรัสรู้ในทุ่งมังกร ได้รับโองการจากพระเจ้า และได้รับพลังมาอย่างไร

เมื่อถึงตอนที่ต้องบีบคั้นอารมณ์ เขาก็เลิกชุดคลุมขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นบาดแผลที่น่าสยดสยองตามร่างกาย ซึ่งเริ่มตกสะเก็ดและลอกออกมาแล้ว

เรื่องที่เฟิ่งซือหานเล่าไม่มีคำโกหกเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่สลับลำดับเหตุการณ์ระหว่างการได้รับพลังกับการถูกทารุณ และเปลี่ยนคำว่าระบบให้กลายเป็นพระเจ้าเท่านั้น

แม้ว่าเมื่อนึกถึงเทพโครงกระดูกที่ดูพึ่งพาได้ตนนั้น เฟิ่งซือหานจะรู้สึกว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ใช่แค่เทพธรรมดาก็ตาม แต่หากมองในมุมหนึ่ง ระบบก็ถือว่าเป็นตัวตนที่คล้ายคลึงกับเทพเจ้าได้เช่นกัน

หลังจากที่เขาเล่าจบอย่างคล่องแคล่วและมองไปยังมนุษย์ครึ่งวัวอีกครั้ง เขาก็พบว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องมองเขาด้วยอาการอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ

ไม่สิ ไม่ใช่แค่ฉวินที่เป็นผู้นำเท่านั้น

แม้แต่ครึ่งมนุษย์ตนอื่นๆ ก็มีอาการเดียวกัน พวกเขามองเขาด้วยสายตาที่เฟิ่งซือหานบรรยายไม่ถูก หากจะเปรียบเทียบก็คงเหมือนกับคนที่ไม่ได้กินข้าวมาสามถึงห้าวันแล้วเห็นข้าวสวยร้อนๆ วางอยู่ตรงหน้า

หรือว่าพวกนี้ เพราะเขาแย่งอาหารกิน เลยจะเอาเขาไปกินแทนอย่างนั้นหรือ

เฟิ่งซือหานคิดถึงความเป็นไปได้ที่น่าสยดสยองยิ่งนัก มันช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะสายตาของพวกครึ่งมนุษย์นั้นดูรุนแรงเกินไปจนทำให้เขาอดคิดไปในทางนั้นไม่ได้

เคร้ง เคร้ง เคร้ง... เสียงอาวุธในมือของพวกครึ่งมนุษย์ร่วงลงสู่พื้นทีละชิ้น

จากนั้น พวกครึ่งมนุษย์เหล่านี้ก็คุกเข่าลง

ภาพนี้ทำให้เฟิ่งซือหานตกใจแทบแย่!

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!?

เขาเพียงแค่เล่าเรื่องจริงให้ฟัง ทำไมคนพวกนี้ถึงต้องคุกเข่าด้วย หรือว่าในสายตาของพวกเขา พลังความสามารถสู้เรื่องเล่าดีๆ เรื่องหนึ่งไม่ได้?

เฟิ่งซือหานมองพวกครึ่งมนุษย์เหล่านั้นด้วยความงุนงงสับสนอย่างถึงที่สุด โดยที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดอย่างไรดี

"ตำนานกล่าวไว้ว่า เมื่อพวกเราครึ่งมนุษย์ตกอยู่ในที่นั่งลำบากจนถึงขีดสุด พระเจ้าจะส่งมหาปราชญ์มาเพื่อช่วยชีวิตพวกเรา เดิมทีข้านึกว่าเป็นเพียงนิทานที่ปู่ย่าตายายเล่าให้ฟัง ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะได้พบเจอจริงๆ!"

ฉวินคุกเข่าลงบนพื้นและมองขึ้นมาที่เฟิ่งซือหานด้วยความตื่นเต้น

"ท่านคือมหาปราชญ์ที่ได้รับการชี้แนะจากพระเจ้า! ท่านต้องสามารถนำพาพวกเราครึ่งมนุษย์ให้พ้นจากสภาพการถูกมนุษย์และปีศาจกดขี่เป็นทาส และดิ้นรนเอาชีวิตรอดในหุบเขาใหญ่โหยวเซียงแห่งนี้ได้อย่างแน่นอน!"

จบบทที่ บทที่ 11 เรื่องน่าตกใจ ชายผู้นี้กลายเป็นมหาปราชญ์ไปเสียแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว