- หน้าแรก
- ข้ามมิติมาเปิดคณะงิ้วปราบผี
- บทที่ 5 - ผู้ชม
บทที่ 5 - ผู้ชม
บทที่ 5 - ผู้ชม
บทที่ 5 - ผู้ชม
เมื่อผีร้ายถูกกำจัด ทุกสิ่งก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งราวกับพายุพัดผ่านพ้นไป มีเพียงร่องรอยความเสียหายบนเวทีงิ้วที่ไม่อาจลบเลือนเท่านั้น ที่ยังคงบอกเล่าถึงความดุเดือดของการต่อสู้เมื่อครู่นี้
จู่ๆ โจวเซิงก็หลับตาลง
ภายในห้วงความคิด เมื่อผีร้ายมลายหายไป กระดองเต่าโบราณอันเก่าแก่และหลุดลอกก็เปล่งแสงเรืองรอง รอยแตกร้าวที่ประสานกันอย่างลึกลับบนกระดองเต่านั้น คล้ายกำลังบ่งบอกถึงความลับแห่งสวรรค์ที่ลึกล้ำเกินหยั่งรู้
ที่มุมขวาล่างของกระดองเต่า ปรากฏตัวอักษรโบราณอันล้ำลึกสองตัว ราวกับกฎแห่งสวรรค์อันสว่างไสวถูกบรรจุไว้ในนั้นทั้งหมด
"ลั่วซู"
นี่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา แม้แต่อาจารย์ที่สอนวิชางิ้ววิญญาณให้เขานานถึงสิบหกปีก็ยังไม่รู้
เรื่องราวในอดีตชาติและชาตินี้ ล้วนเริ่มต้นจากกระดองเต่าลึกลับชิ้นนี้
"หวน... ตานซาน—"
เมื่อเห็นฝุ่นควันจางหายไป หัวหน้าคณะอู๋จึงอยากจะเดินออกจากเวทีเพื่อไปพูดคุยกับโจวเซิง ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมาคือสายตาดุดันและเหี้ยมโหด
สายตาอันโกรธเกรี้ยวของหวนโหว รังสีอำมหิตที่รุนแรงทำให้หัวหน้าคณะอู๋ถึงกับขวัญผวา
บนเวทีงิ้ว โจวเซิงยืนตระหง่านดุจหอคอยเหล็กสีดำที่ตั้งตระหง่านเหนือยมโลก ครู่ต่อมาเขาก็ก้าวเดินอย่างมั่นคง ใช้ท่วงท่า 'เตะชายเสื้อคลุมลายมังกร' สะบัดชายเสื้อคลุมอย่างแรง ก่อนจะชูแขนข้างหนึ่งขึ้นฟ้าและปักทวนอสรพิษลงบนพื้น
"ฟ้าดินกระจ่างใส! พลังแห่งความถูกต้องคงอยู่ตลอดกาล!"
"โจรชั่วถูกกำจัด พิธีล้างเวทีสำเร็จลุล่วง!"
ทุกถ้อยคำดังกึกก้องราวกับค้อนทองคำกระแทกแผ่นหิน สั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจของทุกคน
พวกเขารู้ทันทีว่าโจวเซิงกำลังบอกให้พวกเขาช่วยกันแสดงงิ้วล้างเวทีฉากนี้ให้จบ
เริ่มต้นอย่างไร ก็ต้องจบลงอย่างนั้น
เสี่ยวซานผู้รับบทพระบู๊ที่แต่งตัวเป็นเทพเทวาตั้งสติได้เร็วที่สุด เขารีบก้าวเดินในท่วงท่าหยั่งทะเลชมจันทร์ พร้อมเอื้อนเอ่ยบทเจรจาด้วยน้ำเสียงของการแสดงงิ้ว
"ปราบมารไยต้องพึ่งโทสะจินกัง เพียงทวนปักพื้นประชาราษฎร์ก็ร่มเย็น อย่าหาว่าชาวเยียนมีแต่ความมุทะลุ น้อมกายประคองฟ้าให้กระจ่างใส!"
"พิธีล้างเวทีสำเร็จลุล่วง ขอเชิญหวนโหวกลับคืนสู่สรวงสวรรค์!"
นอกจากนางเอกงิ้วที่สลบไศลไปแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ช่วยกันร้องรับส่งคนละประโยคสองประโยค เพียงแต่ทุกคนล้วนแสดงได้ผิดฟอร์ม เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ระดับมาตรฐานปกติของพวกเขา
เมื่อสิ้นสุดกระบวนท่า โจวเซิงจึงหิ้วทวนอสรพิษก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้าสู่หลังเวทีผ่านผ้าม่านฝั่งทางเข้า
ถึงตอนนี้ งิ้วล้างเวทีฉากนี้จึงถือว่าจบลงอย่างสมบูรณ์
ทุกคนพากันถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก แม้จะยังหวาดผวาอยู่บ้าง แต่ก็รีบเข้าไปดูแลนางเอกงิ้วที่สลบอยู่ทันที
ที่หน้ากระจกทองเหลืองหลังเวที โจวเซิงกำลังล้างเครื่องสำอางออก
สายน้ำที่ชะล้างอย่างต่อเนื่องค่อยๆ เผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาหมดจด ร่างกายที่ใหญ่โตราวกับหอคอยเหล็กก็ค่อยๆ หดเล็กลงกลับสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว
พละกำลังมหาศาลที่สามารถฉีกกระชากเสือดาวด้วยมือเปล่า วรยุทธ์ที่ผ่านการฝึกฝนมานับครั้งไม่ถ้วน รวมถึงรังสีอำมหิตที่พวยพุ่งเทียมฟ้า ล้วนสลายหายไปพร้อมกัน
โจวเซิงนวดขมับ ใบหน้าฉายแววเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
ยิ่งดำดิ่งเข้าสู่บทบาทลึกซึ้ง พลังวรยุทธ์ก็ยิ่งสูงส่ง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพลังกายและพลังใจอย่างมหาศาล หากเมื่อครู่นี้ผีสาวยังสามารถทนรับการโจมตีได้อีกสักสองสามกระบวนท่า เกรงว่าคนที่ทนไม่ไหวเป็นคนแรกคงจะเป็นตัวเขาเอง
ตบะของเขายังอ่อนด้อยเกินไป
หากครั้งนี้เขาไม่ได้เริ่มด้วยการสวมบทบาทเปาบุ้นจิ้น แล้วฉวยโอกาสสาดผงธูปในไหใส่ผีสาวจนนางบาดเจ็บสาหัสล่ะก็ ผลแพ้ชนะคงยังเดาได้ยาก
หวังว่าผลตอบแทนในครั้งนี้จะช่วยยกระดับตบะของเขาขึ้นได้บ้างนะ
"ตานซาน ลำบากท่านแล้ว เช็ดหน้าเช็ดตาเสียหน่อยเถิด"
หัวหน้าคณะอู๋รีบยื่นผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมสะอาดๆ ให้ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคารพนบนอบ ทั้งซาบซึ้งและแฝงไปด้วยความยำเกรง
โจวเซิงรับผ้ามาเช็ดหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกทองเหลือง
ในดวงตายังคงมีเส้นเลือดฝอยสีแดงปรากฏให้เห็น ราวกับเส้นเลือดในตาแตกกระจายไปเล็กน้อย สภาพร่างกายและจิตใจโดยรวมดูอ่อนล้าลงมาก
ราวกับคนที่ไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาหลายวันหลายคืน
การสวมบทเป็นหวนโหว หากไม่ระวังเพียงนิดเดียวก็อาจจะล้ำเส้นได้จริงๆ สมกับที่ท่านอาจารย์เคยเตือนไว้ว่า หากตบะยังไม่แกร่งกล้าพอ ทางที่ดีอย่าฝืนปะทะตรงๆ
เมื่อเห็นโจวเซิงเอาแต่จ้องมองกระจกทองเหลืองโดยไม่พูดอะไร หัวหน้าคณะอู๋ก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ เขาเอ่ยถามด้วยความกังวลว่า "ตานซาน หรือว่ากระจกบานนี้มีปัญหาอะไร"
"ตอนที่จินฮวายังมีชีวิตอยู่ ทุกครั้งที่นางขึ้นแสดงก็มักจะมานั่งแต่งหน้าหน้ากระจกบานนี้ เป็นไปได้ไหมว่าอาจจะมีเศษเสี้ยววิญญาณหลงเหลือและซ่อนตัวอยู่ในกระจกบานนี้"
โจวเซิงได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหน้าแล้วยิ้มตอบ "กระจกไม่มีปัญหาอะไรหรอก"
หัวหน้าคณะอู๋พยักหน้ารับ แต่ก็ยังตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะเปลี่ยนกระจกบานใหม่ เพื่อปัดเป่าสิ่งอัปมงคล
โจวเซิงพอจะเดาความคิดของเขาออก ไม่รู้ทำไมจู่ๆ เขาก็รู้สึกสะท้อนใจขึ้นมา
ก่อนหน้านี้เขาดำดิ่งเข้าสู่บทบาทลึกซึ้งเกินไป ความกระหายเลือดและรังสีอำมหิตทำให้เขาไม่ไหวติงต่อสิ่งรอบข้าง แต่เมื่อได้สติกลับคืนมา เขากลับนึกถึงคำพูดก่อนที่วิญญาณของเสิ่นจินฮวาจะแตกสลาย
ในตอนแรกนางเอาแต่ก่นด่าและแผดเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเมื่อไอหยินค่อยๆ สลายหายไป นางกลับสงบลงเรื่อยๆ
ก่อนที่วิญญาณจะสลายไป นางหลั่งน้ำตาและร้องงิ้วออกมาท่อนหนึ่ง
"ท่านว่าข้าร้องงิ้วหลอกลวงบีบน้ำตานกตู้เจวียน ไฉนเลยจะรู้ว่าคมดาบเวทีนี้... เย็นเยียบถึงเพียงใด"
"โอ้ หวนโหวเอ๋ย! ท่านตวัดดาบฟาดฟันลงมา..."
"แยกแยะออกหรือไม่..."
"เส้นผมปอยใดคือเชือกมัดร่างโต้วเอ๋อ"
"หยาดเลือดหยดใดคือวิญญาณข้าที่ถูกแทงทะลุ"
เสิ่นจินฮวาสมแล้วที่เป็นดาวเด่นของคณะงิ้วหยางเฉิง พอมาคิดดูแล้ว แม้แต่โจวเซิงเองก็ยังรู้สึกสะเทือนใจกับน้ำเสียงที่โศกเศร้าอาดูรของนาง และรู้สึกเสียดายต่อการจากไปของนางเอกงิ้วผู้มีพรสวรรค์
นางได้ทิ้งท่วงทำนองสุดท้ายเอาไว้บนโลกใบนี้
"ในเมื่อหิมะเดือนหกไม่อาจปกปิดกระดูกอันบริสุทธิ์ของข้าได้..."
"ไฉนจึงต้องให้ข้าแต่งหน้าทาปากสวมบทเป็นโต้วเอ๋อ... ไปครึ่งค่อนชีวิต..."
นี่ไม่ใช่คำตัดพ้อของโต้วเอ๋อ แต่เป็นการเรียกร้องความเป็นธรรมของเสิ่นจินฮวา
โต้วเอ๋อยังมีเลือดสาดกระเซ็นย้อมผ้าขาว หิมะตกในเดือนหก และภัยแล้งสามปีเป็นพยานยืนยันความบริสุทธิ์ แต่ตัวนางเสิ่นจินฮวาเล่า มีอะไรบ้าง
สำหรับคำถามนี้ โจวเซิงทำได้เพียงเงียบงัน
เรียนงิ้วมาสิบหกปี เขารู้ซึ้งดีว่าเส้นทางสายนี้ยากลำบากเพียงใด คนคนหนึ่งต้องโดนทุบตีมาเท่าไหร่ ต้องกลืนกินความขมขื่นมามากแค่ไหน ถึงจะก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นได้
แต่ถึงแม้จะได้เป็นดาวเด่นแล้ว ในโลกที่ผู้คนพร้อมจะกลืนกินกันเองใบนี้ มันจะมีความหมายอะไร
"ตานซาน นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากข้า หวังว่าท่านจะไม่รังเกียจว่ามันน้อยเกินไป..."
หัวหน้าคณะอู๋หยิบถาดใบหนึ่งออกมา บนนั้นมีเงินตำลึงห้าก้อน ก้อนละสิบตำลึง รวมเป็นห้าสิบตำลึง
นี่ถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่สำหรับคณะงิ้วที่ปิดเวทีมานานและกำลังขัดสน
โจวเซิงเองก็ต้องยอมรับว่าหัวหน้าคณะอู๋ใจป้ำไม่เบา
เงินห้าสิบตำลึงนี้ หากเทียบกับค่าครองชีพในโลกนี้แล้ว ก็น่าจะเทียบเท่ากับเงินแสนกว่าบาทบนโลกเดิมของเขาเลยทีเดียว
"หัวหน้าคณะอู๋ เสิ่นจินฮวา... นางมีญาติพี่น้องไหม"
"มี แต่หลังจากรับเงินชดเชยไปแล้วพวกเขาก็ย้ายออกไปหมด ได้ยินมาว่าย้ายไปหยางโจว"
โจวเซิงพยักหน้ารับ จากนั้นก็เก็บเงินสี่สิบตำลึงเอาไว้ และเหลือทิ้งไว้หนึ่งก้อน
"เงินสิบตำลึงนี้ มอบให้นางเอกงิ้วที่สลบอยู่คนนั้นก็แล้วกัน ช่วยซื้อยาบำรุงเลือดลมให้นางเยอะๆ หน่อย"
หญิงสาวคนนั้นถูกผีสิงจนสูญเสียพลังปราณไปไม่น้อย ประกอบกับการแท้งลูก เกรงว่าคงจะร้องงิ้วไม่ได้ไปอีกพักใหญ่
หากไม่มีเงินสิบตำลึงนี้ นางคงเอาชีวิตรอดได้ยาก
โจวเซิงไม่อาจทนมองดูเฉยๆ ได้ ดังนั้นเขาจึงเหลือเงินไว้สิบตำลึง แต่เขาเองก็ไม่ใช่นักบุญ จึงเหลือไว้ให้แค่นั้น
ไม่มากไม่น้อยไป หากประหยัดหน่อยก็น่าจะพอช่วยให้นางผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้
"ตานซานช่างมีเมตตา สมกับที่เป็นศิษย์เอกของผู้เฒ่าอวี้จริงๆ!"
หัวหน้าคณะอู๋รีบกล่าวชื่นชม
โจวเซิงเพียงแค่มองเขาเงียบๆ รังสีอำมหิตที่ยังหลงเหลืออยู่ในดวงตาวูบไหวเล็กน้อย
"ท่านรู้กฎของวงการงิ้ววิญญาณดี เงินของพวกเรา ไม่มีใครกล้าอม"
รอยยิ้มของหัวหน้าคณะอู๋แข็งค้าง เขารีบพยักหน้ารับรัวๆ
เมื่อครู่นี้เขายังแอบคิดอะไรตุกติกอยู่บ้าง แต่เมื่อถูกโจวเซิงเตือนสติ ความคิดเหล่านั้นก็ปลิวหายไปจนหมดสิ้น
ผีร้ายถูกกำจัดแล้ว รอให้คณะงิ้วเปิดการแสดงก็สามารถหาเงินต่อได้ ไม่มีความจำเป็นต้องไปหาเรื่องกับปรมาจารย์งิ้ววิญญาณเพียงเพราะเงินสิบตำลึง
เขารู้ดีว่าพวกนักแสดงงิ้ววิญญาณเหล่านี้มีความแปลกประหลาดและอันตรายมากแค่ไหน
วันนี้เขามาช่วยจับผีให้คุณ พรุ่งนี้เขาก็อาจจะทำให้คุณกลายเป็นผีเสียเองก็ได้
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่คิดถึงสมัยก่อนตอนที่ผู้เฒ่าอวี้ยังหนุ่มๆ เลือดที่เปื้อนมือของเขา ต่อให้อ่างล้างมือทองคำใหญ่แค่ไหนก็คงล้างไม่ออก
...
ครู่ต่อมา โจวเซิงก็เดินออกจากหลังเวที สายตาของทุกคนที่มองมาเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงและสงสัยใคร่รู้
หลายคนพยายามจะเข้าไปทักทาย แต่โจวเซิงกลับทำหูทวนลมและเดินตรงลงไปจากเวที
ด้านล่างเวทีว่างเปล่าไร้ซึ่งผู้ชม
แต่โจวเซิงกลับหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเก้าอี้ตัวหนึ่งที่อยู่ค่อนไปทางด้านหลังฝั่งขวา เขาประสานมือคารวะไปยังที่นั่งที่ว่างเปล่านั้น
น้ำเสียงที่ราบเรียบแฝงไปด้วยความเคร่งเครียด
และในความเคร่งเครียดนั้น ยังซ่อนความ... ประหม่าที่แม้แต่ตอนเผชิญหน้ากับผีร้ายเขาก็ไม่เคยรู้สึกมาก่อนเอาไว้ด้วย
"ท่านผู้อาวุโส งิ้วจบลงแล้ว แต่ท่านยังไม่กลับ ไม่ทราบว่ามีคำชี้แนะอันใดหรือ"
...
[จบแล้ว]