เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 11

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 11

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 11


เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 11

ไปร้านอุปกรณ์เวทย์มนตร์

มันเป็นคำพูดที่ชัดเจนและเข้าใจได้ง่าย ผมสามารถเข้าใจคำแนะนำนี้ได้ในทันที

ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ผมกำลังเผชิญคือเรื่อง :

เงิน

ทันทีที่ผมเห็นคำว่า ร้านอุปกรณ์เวทย์มนตร์ ผมคิดอย่างอื่นนอกจากเรื่องนี้ไม่ได้ ตอนนี้ผมไม่มีอะไรนอกจากเสื้อผ้า ร่างกายและแรงกาย บวกกับม้วนคัมภีร์ที่อยู่ในหนังสือเก็บคัมภีร์

หากผมจะขายคัมภีร์พวกนี้ที่ร้านไอเทมเวทย์มนตร์ อ๋อ แน่ล่ะผมขายแน่ มันคงจะได้เงินมาเป็นจำนวนมาก ยังไงคัมภีร์พวกนี้ก็ราคาแพงอยู่แล้ว

ความตั้งใจแรกที่สุดคิดจะขายมันเพื่อรับเงินก้อนใหญ่กลับดับวูบไปเพราะผมไม่แน่ใจนัก คำแนะนำของนักเขียนนั้นอาจจะดีแต่มักนำไปสู่เหตุการณ์ต่างๆมากมาย มันแนะนำผมว่า ควรจะขายคัมภีร์เพื่อหาเงิน

ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นคือ การที่ผมโดนกดราคา

เนื่องจากผมไม่รู้ราคากลางตลาดดังนั้นพวกเจ้าของร้านก็คงพยายามจะกินหัวผมที่ไม่รู้ราคาที่แท้จริงของคัมภีร์เวทย์

แต่ผมจำคำพูดที่ไดรัสพูดได้อย่างชัดเจนที่บอกว่า :

'ปราสาทจอมมารนี่มันสุดยอดจริงๆ แม้แต่คัมภีร์เวทย์ระดับต่ำก็ยังราคาแพงกว่าเงินเดือนของผมเสียอีก '

คัมภีร์ระดับต่ำนั้นราคาแพงกว่าเงินเดือนของทหารม้ายศร้อยโทแห่งจักรวรรดิ

ว่าแต่ เงินเดือนพวกทหารม้าร้อยโทนี่เท่าไหร่กันนะ ?

ในฐานะ(เคลมตัวเอง)ที่ผมนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง แฟนตาซียุคกลาง ,ผมรู้เรื่องนี้อยู่

โดยมากแล้วก็มักจะนิยามกันว่า กี่เหรียญโกลด์ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อเลี้ยงครอบครัวสี่คน เช่นเดียวกันกับเงินเดือนที่คนธรรมดาได้ในแต่ละเดือนนั่นแหละ

ผมเป็นคนเขียนมันเองแหละ ผมเลยรู้

ในนิยายเรื่องนี้ ผมได้เขียนเอาไว้ว่า หนึ่งโกลด์นั้นเท่ากับค่าอาหารของครอบครัวขนาดสี่คน และสำหรับคนธรรมดาทั่วไปนั้นที่ทำงานก็จะได้เงินมา 2 โกลด์ต่อเดือน

ดังนั้น ผมคิดว่า 1  โกลด์  = 1 ล้านวอน ( 730 $ = 26,000 บาท) เพื่อให้เข้าใจง่ายผมจะแปลงหน่วยแบบนี้ละกัน

แล้วครอบครัวที่มีสี่คนจะใช้ชีวิตด้วยเงินหนึ่งล้านวอนต่อเดือนได้ยังไงกันล่ะ ? เจ้าพวกนั้นไม่ต้องกินข้าวกันหรือยังไง ? บ้านเราใช้อย่างน้อยๆก็เกือบ 400$ ไปกับอาหารแล้วรู้ไหม ?

ผมได้รับความเห็นแบบนั้นเสมอแต่ก็ปล่อยผ่านไป

จำนวนนั้นน่ะมันไม่ใช่ค่าครองชีพ มันเป็นแค่ค่าอาหารเฉยๆไง มันยังไม่นับรวมค่าประกันสังคม ประกันสุขภาพ รวมถึงค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารอื่นๆในโลกใบนี้ด้วยไง๊!

ตัวผม(เคลมตัวเอง)ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ แฟนตาซียุคกลางจึงตอบว่า :

ไอ้พวกที่มันค้นคว้าแบ็คกราวประวัติศาสตร์อย่างจริงจังน่ะมันพวกมือใหม่เฟ้ย !

มันมีอยู่นะเฟ้ย อะไรที่มองไม่เห็นหากไม่ทำหัวให้โล่งไว้ก่อนน่ะ

ผมล่ะเสียใจจริงๆกับคนที่ไม่สามารถเพลิดเพลินไปกับความงดงามของแฟนตาซียุคโลก โลกเวทย์มนตร์ , อัศริว โครงสร้างทางสังคมที่ไม่มีวิทยาศาสตร์เนี่ย

ผมใช้ชีวิตด้วยแนวคิดดังนี้ :

เวลาพูดถึงแฟนตาซียุคกลาง ให้โฟกัสไปที่ ส่วนของแฟนตาซี ไม่ใช่ยุคกลางเฟ้ย !

เข้าใจไหม มันคือ ‘แฟนตาซี’ ในธีมยุคกลาง ไม่ใช่ ยุคกลางในธีมแฟนตาซี !

ทำไมคนส่วนมากไม่เข้าใจนะ ยุคกลางไง! แบบว่า มันคือคำย่อไว้ต่อท้ายไง!

ถึงอย่างนั้นแล้ว เราจะทำยังไงกับ  OO ที่มีเซตติ้งของ  XX ล่ะ, lol?

ก็เจนเร แฟนตาซียุคกลางนะสร้างขึ้นด้วยแนวความคิดผิวเผิน , แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเราตอนนี้น่ะมันเป็นโลกสุดแฟนตาซีที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องนักกับยุคกลางยังไงล่ะ !

…เห็นไหมว่า ความน่าอัศจรรย์มันคนละเรื่องกันเลยน่ะ

เอาเหอะ มาขายคัมภีร์เวทย์แล้วใช้ชีวิตรอดต่อไปดีกว่า

ผมที่ไม่ได้เป็นทั้งพ่อมด ทั้งอัศวินแถมยังมีความสามารถในการสั่งการปีศาจอีก แต่ทว่าผมน่ะเป็นเจ้าชายปีศาจที่หล่นปุลงมาอยู่ในเมืองหลวงจักรวรรดิอย่างกาเดียม ซึ่งไม่มีปีศาจอยู่ที่นี่สักตัว

“….…ขอโทษนะครับ ช่วยบอกทางผมหน่อยได้ไหม ?”

“…หา ? อ๋อ บอกทาง ?”

ผมถามคนที่ผ่านไปผ่านมา ที่ดูจะเขินๆตอนที่ผมคุยด้วย นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้

“อ๋อ ! นายหลงทางสินะ ?”

ไม่หรอก , เอ่อ  ,นิดหน่อยมั้ง

คนไปร้านอุปกรณ์เวทย์มนตร์ก็คือ พ่อมดกับนักผจญภัย

ถึงอย่างนั้นนี่ก็ไม่ใช่นิยายแนวผจญภัยถึงจะมีนักผจญภัยอยู่จริงแต่ก็ไม่ได้อธิบายไปหรอกว่า พวกเขาทำอะไรบ้าง

พวกเขาก็คงมีงานทำมั้ง แต่ผมไม่เคยคิดเรื่องนั้นมาก่อน

…พอลองมาคิดๆดู เจ้าพวกนักผจญภัยนี่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ยังไงกันนะ ? พวกเขาได้เควสมาจากกิลด์นักผจญภัย ให้กำจัดมอนสเตอร์เหรอ ? มันมีสิ่งที่เรียกว่า กิลด์นักผจญภัยจริงๆสินะ ?

ก็ในเมื่อมีนักผจญภัย แต่ผมไม่ได้วางเซตติ้งเลยว่าจะได้อะไรหรือมีไปทำไม

หากใครเอะใจตรงนี้ก็จะรู้ทันทีเลยว่า มันแปลกๆ

ตอนที่ผมมาคิดอยู่ว่า นักผจญภัยหาเงินได้ยังไง ,ก็เห็นจะมีแต่วิธีเดียวนั่นคือ สำรวจดันเจี้ยนและกำจัดมอนสเตอร์

ถ้านั่นเป็นวิธีที่นักผจญภัยหาเงินแล้วล่ะก็ มันก็เป้นปัญหาแล้วล่ะ

ก็ในเมื่อมีกองทัพอยู่แล้ว แล้วทำไมพวกฟรีแลนซ์อย่างนักผจญภัยต้องไปทำอะไรอย่างกำจัดมอนสเตอร์ด้วยล่ะ ? หรือประเทศอย่างที่จะใช้เอ้าท์ซอสส่วนตัวในการรักษาความปลอดภัยให้พ้นจากรังและการบุกเข้ามาของพวกมอนสเตอร์เหรอ ? แล้วประชาชนจะจ่ายภาษีไปเพื่ออะไรกันล่ะ?

แม้แต่นักรบผู้กล้าอย่าง อาร์โทเรียส(Artorius)เองที่เป็นคนฆ่าจอมมาร แต่แล้วพวกจักรวรรดิและกองทัพล่ะ พวกนั้นที่มีกำลังทหารมากเพียงพอที่จะรับมือกับกองทัพปีศาจได้ ใช้กิลด์นักผจญภัยแก้ปัญหามอนสเตอร์แทนงั้นเหรอ ? แล้วพวกทหารจะมีไว้ทำไมกันล่ะนั่น?

แล้วถ้าหากกองทัพนั้นคอยจัดการมอนสเตอร์ให้ มันก็ต้องไม่มีเควสหรือภารกิจส่งมาจากกิลด์นักผจญภัยใช่ไหม แล้วพวกนักผจญภัยจะหาเงินได้ยังไงกัน?

เอาล่ะ ถึงโลกใบนี้จะเต็มไปด้วยดันเจี้ยนให้นักผจญภัยปล้นชิงก็เถอะ แต่แบบนั้นจะไม่แปลกไปหน่อยรึ ? ทำไมพวกไอเทมเวทย์มนตร์หายากแบบนั้นที่นอนกลิ้งอยู่ในดันเจี้ยน ถึงได้ไม่มีประเทศไหนอ้างสิทธิ์เป็นของตัวเองล่ะ ? ปกติแล้วไม่ได้ยึดให้เป็นสมบัติชาติเพื่อไม่ให้นักผจญภัยผูกขาดมันไว้กับตัวเองหรอกเหรอ ?

ไม่ใช่ว่า การมีอยู่ของนักผจญภัยนั้น โดยตัวมันเองเป็นว่าเป็นจุดบั้คในสามัญสำนึกเซตติ้งโลกนี้หรอกรึไง ?

หากจะมีใครใส่ใจในแง่ความแม่นยำทางประวัติศาสตร์สักหน่อยก็จะสะดุดใจเรื่องนี้ เอาเข้าจริงเรื่องนี้มันกวนใจผมชะมัด

แล้วพอคิดมาถึงจุดนี้ มันคือโลกที่ผมต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ผมเลยพยายามเปลี่ยนไปเรื่องอื่น

เลิกคิดเรื่องนี้ดีกว่า ดูเหมือนว่าพวกนักผจญภัยผู้หิวโหยจะกลายเป็นขอโทษ รับเศษเงิน และหากนักผจญภัยไม่มีอาชีพก็อาจไปเป็นโจรปล้นชิงก็ได้

และสิ่งเดียวที่ผมสนใจนั่นก็คือ การที่ผมจะต้องไม่โดนกดราคาจากร้านอุปกรณ์เวทย์ ผมควรจะได้อย่างน้อยก็คัมภีร์ละ 1 โกลด์

ผมวางแผนที่จะสบตาจริงจัง ผมคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาเกินไปก็แค่จะเรียกร้องขอราคาที่เหมาะสม

แต่ทว่าหากเจ้าพวกนั้นมันมาบ่นนู่นบ่นนี่เรื่องคุณภาพ ผมจะไม่ขาย

หลังจากได้เงินแล้วผมว่า จะไปหาอะไรกิน ผมหิวสุดๆไปเลย ต่อจากนั้นก็ไปหาโรงแรม แล้วก็จัดระบบความคิดตัวเองเสียใหม่

มีข้อดีอยู่เหมือนกันกับ คำแนะนำนักเขียนที่เห็นชัดเจนเลยว่า ผมควรจะทำอะไร แม้ว่าคำแนะนำนั้นอาจไม่ถูกต้องก็ตาม

หากคำแนะนำนั้นเป็นคำแนะนำที่ดีอย่างไม่มีเงื่อนไข ผมก็แค่ถอดสมองแล้วก็ปล่อยไหลไปตามที่มันบอก

โอ้ะ นั่นสินะสาเหตุที่ว่าทำไมพวกนั้นถึงใส่กับดักมาด้วย ? พวกนั้นอยากให้ผมรู้จักคิดเองสินะ ? คงอยากให้ผมดิ้นรนกระเสือกกระสนหรืออะไรสักอย่างสินะ ?

ในเนื้อเรื่องบทหลัก ผมใส่รายละเอียดของเมืองหลวงกาเดียมค่อนข้างเยอะ

อ่าไม่แฮะ อันที่จริงมันก็ห่างไกลจากการที่ใส่รายละเอียดหินอิฐทุกก้อนอยู่แหละ แต่ก็เป็นรายละเอียดเฉพาะพื้นที่น่ะนะ

ในเรื่องเซตติ้งของสถานที่ในจินตนาการเนี่ย มันเป็นอะไรที่ยาก ยากมากๆ เพราะมีความเป็นไปได้ที่ผมจะทำพลาดแล้วสร้างออกมาได้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ แล้วอาจจะมางงภายหลังด้วย

ดังนั้นแล้ว ผมจึงบอกไปเลยว่า เมืองหลวงกาเดียมนั้นใกล้เคียงกับกรุงโซล

แล้วมันคล้ายกันยังไงล่ะ ?

เอาล่ะ ผมขอสารภาพละกัน มันคือ โซล ในอีกชื่อหนึ่ง

มันคือ นิยามในรูปแบบจักรวรรดิ

'แม่น้ำสายใหญ่ไอรีน(Irene)ทอดยาวผ่านเมืองหลวงกาเดียม  แบ่งเมืองหลวงออกเป็นส่วนเหนือที่พระราชวังตั้งอยู่ และส่วนใต้ที่มีวิหารตั้งอยู่

แม่น้ำสายนั้นนั้นเป็นพรมแดนกั้น '

เห็นรึยัง ?

กังนัม(Gangnam)กับ กังบุกไง (Gangbuk)

'ใจกลางฝั่งเหนือของกาเดียมนั้นมีพระราชวังเอมเพอราทอสตั้งอยู่ (Imperial Palace Emperatos)'

หรือก็คือ พระราชวังจองโน(Jongno)นั่นแหละ โอเค มันอาจไม่ได้ใหญ่เท่ากับพระราชวังคยองบุกกุก (Gyeongbokgung Palace), ถึงอย่างนั้นจองโนก็ถือว่าเป็นพระราชวังอยู่ดีแหละ

'ในทางตอนใต้ที่เป็นเขตอีเรเดียนนั้น( Eredian district) , มีวิหารหนึ่งในแลนด์มาร์คสำคัญ

รวมถึงมีสถาบันการศึกษาขนาดมหึมาที่คลาคร่ำไปด้วยคนหนุ่มสาวผู้มีความสามารถ '

หรือก็คือ วิหารนั้นก็คือ ย่านกวานัก(Gwanak District)

ส่วนอีเรเดียนก็คือเขตกวานักนั่นแหละ

สุดท้ายผมก็เลยทำให้เมืองหลวงกาเดียมนั้นมีแผนผังพื้นที่เหมือนกันกับโซล ต่างกันแค่ชื่อเฉยๆ เปลี่ยนเขต ย่านพื้นที่ให้กลายเป็นชื่อที่ฟังดูยุคกลาง

ต่อจากนี้จะเป็นประโยคจริงจากในนิยาย

[ปาร์ตี้ตัวละครหลักเร่งฝีเท้าจากเขตเกเฮนน่าไปยังเขตอีเรเดียน  ซึ่งนั่นเป็นผลจากการฝึก ]

แต่ภาพจริงๆที่โผล่ขึ้นมาในหัวผมก็คือ :

'ปาร์ตี้ตัวละครหลักวิ่งจากเขตทงจัก(Dongjak) ไปยังเขตกวานัก '

มันก็เป็นอะไรประมาณนี้แหละ ผมก็เลยไม่ต้องการแผนที่อันอื่น ผมสามารถจินตนาการแผนที่กรุงโซลแล้วเปลี่ยนชื่อเขตแทน

มันก็เลยสะดวกสบาย แถมยังรู้สึกดีกับตัวเองด้วย

หากจะต้องวาดแผนที่ในจินตนาการขึ้น แล้วผู้อ่านไม่ค่อยได้ใส่ใจสนใจนักหรอก  สมัยประถมผมทำนะ แล้วก็ยังไง ไม่มีใครสนใจไงเรื่องนั้นฝังใจผมอยู่

แผนที่ในโลกจินตนาการนั่นน่ะมันสำหรับนักเขียนไม่ใช่นักอ่าน เหตุผลที่กาเดียมนั้นเหมือนโซลเกือบทั้งหมดก็เพราะมันเป็นความต้องการของผม

วิหารที่ว่า ก็อยู่ใน กวานัก ส่วนพระราชวังก็อยู่ใน จองโน

สถานที่ที่ผมเทเลพอร์ทไปก็คือ เขต อัล ไลการ์(Al Ligar District) ต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเขตเป็น อาร์โทเรียส เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้กล้า แล้วก็สร้างรูปปั้นให้เขาด้วย

แล้วเขตอัลไลการ์ที่ต่อมากลายเป็นชื่ออาร์โทเรียสอยู่ที่ไหนน่ะเหรอ ?

ก็เขตยงซาน(Yongsan)ไง

และถึงจะมีภูมิประเทศที่เหมือนกันแต่อาคารบ้านเรือนต่างๆมันเปลี่ยนไปสิ้นเชิงเหมือนกับเป็นย่านที่ผมไม่เคยไปมาก่อน

ผมมาถึงยงซาน แล้วมุ่งหน้าไปที่ย่านการค้า ที่เคยเป็นตลาดการค้าขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก มาก่อน

ถึงจะเป็นสถานที่ในจินตนาการ แต่มันก็ยังคงเป็นสถานที่ขายของอยู่ดี

“พวกคัมภีร์ขยะนี่มันอะไรกันห้ะ ? ไอ้หนู ,ไปได้มาจากไหนกัน ?”

จากคำพูดแรกที่ออกจากปากเจ้าของร้านผมก็กลับออกมาที่ถนนพลางคิดว่า อยู่ๆผมคงไม่สามารถไปซื้อขายกับเจ้าของได้โดยตรง ผมจำภาพของพวกนักเลงได้ขึ้นใจ เขาพูดงึมงัมอะไรสักอย่างที่ผมได้ยิน

ทุกอาคารรอบข้างในย่านนี้ต่างเป็นร้านค้า

มีคนผ่านไปมามากมาย กวาดสายตาดูสิ่งต่างๆ พวกเขาใช่นักผจญภัยหรือเปล่า  ?

ว่าแต่การเป็นนักผจญภัยนี่หาเงินดีกำไรงามไหมนะ ? หรือมันจะมีวิธีการรายได้ที่ผมไม่รู้อยู่ด้วย?

เอาเข้าใจต่อให้มีวิธีนั้นอยู่จริงก็คงมีไม่กี่คนหรอกที่หาเงินได้เยอะ

มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมาก เหมือนกับมีใครบางคนมาเติมเต็มพลอตโฮลให้กับผม

เสียงเจี๊ยวจ้าวดังไปทั่วทุกหัวมุมแห่งนี้

“โอ้ ,นักผจญภัยวัยเยาว์ ! ข้าเปิดร้านแล้วนะ !

เฮ้ มาดูนี่สิ ร้านเปิดแล้ว ข้าขายแค่ครึ่งราคาเองนะสนใจไหม ?”

“โอ้ว , เอ็งจะเอาแต่ดูแล้วจับนู่นจับนี่ไม่ซื้ออะไรเลยงี้รึไง ? ใจคอแกไม่ซื้อสักชิ้นเลยเรอะ ?เหอะ  , แกนี่น่าหัวร่อจริงๆ

มานี่ๆ, ตามข้ามานี่ดิ้ เอ้ย , มาเหอะน่า ,ห้ะ ,ไม่ยอมมาด้วยกันเรอะ ? ไม่ได้โว้ย !

เดี๋ยว่อนดิ ใครทำร้ายแกกัน ? ห้ะ ? อย่ามาทำตัวนักเลงกับข้านะเว้ย  ? โอ้ย  เจ็บเฟ้ย

อยากให้ข้าโชว์ให้ดูใช่ปะ ว่านักเลงของจริงมันยังไง ?หาาา ? อยากให้จัดให้จริงๆใช่ไหม ?!”

“คืนเงินงั้นเรอะ ? ดูไอ้งั่งโน่นดิ้ ขี้รดเกงในยังไม่เช็ดแล้วยังจะคลานมาร้องขอเงินคืนเรอะ ?

หาเรื่องสินะแกน่ะ ,หา ? ไสหัวไปได้แล้วไป๊ !”

“นี่ , พี่ชาย  เมื่อกี้พี่จิกเล็บเป็นรอยเห็นปะ ! แล้วข้าจะขายให้ใครต่อละห้ะ ? มาๆ ข้าจะลดราคาให้ครึ่งนึงแล้วซื้อไปด้วย ! นี่ข้ายอมตัดราคาตัวเองแล้วนะรู้ปะ ?

อะไรยังไม่ยอมซ์้ออีกเรอะ ? นี่จะเอาไง ? จะให้ข้าเรียกยามไหม ? มาดูซิใครจะเข้าคุกกัน หา? แน่ใจแล้วเรอะ? มั่นใจเรอะ ? แกมาจากไหนวะ?

อาแก้น(Argand)เรอะ? รู้จักลูกพี่แรนด์ปะวะเอ็งนะ ? ไม่เคยได้ยินมากน่อรึไง ? เฮ่อ ไอ้ห่านี่แม่ง ! เอ้านี่, เอาไปก่อนที่ข้ายังอารมณ์ดีอยู่ อย่าทำให้ข้าอารมณ์เสียนะเว้ย ”

ไม่อะ นี่มันอะไรกันเนี่ย ?

ที่แบบนี้น่ะเหรอ ยงซาน ?

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมมันคือ ยงซานเวอชั่นยุคกลาง

“นี่ที่นี่ทุกคนเป็นกันแบบนี้เองเหรอ ?”

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเหยื่อตัวหนึ่ง

“เอ่อ เอิ่ม คือ ผมน่ะ … กำลังมองหาสถานที่ ….”

ผมพยายามอย่างมากที่จะไม่ถูกกลืนกิน

– เฮ้ย อย่าไปสบตา พวกนั้น มันมีไอ้ชั่วที่พยายามจะแกะห่อ ไม่ซื้อแล้วยังขโมยไปอีก

– เจ้าพวกนั้นน่ะมันพวกอดีตนักผจญภัย สู้เก่งทั้งนั้น ถ้าจะทะเลาะกับพวกมันมีหวังโดนหักแขนหักขาแน่

แม้แต่คนที่คุ้นเคยที่นี่ก็ยังไม่มาตามลำพัง

พอผมนึกถึงยงซานที่อยู่ในหัวของผม  และที่นี่ผมกลายเป็นเด็กดื้ออายุ 17 ปีที่พยายามจะขายคัมภีร์เวทย์จากดินแดนปีศาจให้กับคนแย่ๆที่นี่

ยงซาน คำเดียวเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่ผมพยายามมา มันไม่น่าประสบผล

จบบทที่ เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 11

คัดลอกลิงก์แล้ว