เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 6

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 6

เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 6


เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 6

ความน่าเชื่อถือของผมมันอาจจะมาจากเสื้อผ้าที่ผมสวมอยู่ก็ได้ ทำให้มีเจ้าหน้าที่ที่ผมไม่ทราบชื่อจับผมขึ้นม้าด้วย

ที่นี่เป็นกองรักษาการณ์ห่างไกลจากปราสาทจอมมาร

มันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไงเนี่ย ? ผมน่ะพยายามอย่างหนักที่จะออกมาจากปราสาทแต่สุดท้ายตอนนี้ก็กลายเป็นว่าผมพยายามกลับไปเข้าปราสาท

ผมไม่เคยนั่งหลังม้ามาก่อน

เจ้าหน้าที่ที่ขี่ม้าก็คอยจับตัวผมไว้แน่นจนผมแน่ใจแล้วว่าจะสามารถทดแรงสั่นบนหลังม้าไหว

“บอกรายละเอียดหน่อยได้ไหม ?

ตอนนี้ปราสาทก็ถูกยึดแล้ว ทำไมอัศวินคนนั้นถึงตกอยู่ในอันตรายได้ !?”

ผมเองก็ไม่รู้ว่าบุคคลนี้น่ะจะเป็นลูกน้องของเบอตัสหรือเปล่า แต่ดูๆไปคนๆนี้น่ะยังดูหนุ่มอยู่เลย

ไม่รู้ว่าอำนาจของเบอตัสนั้นจะมาถึงพวกทหารชั้นผู้น้อยด้วยหรือเปล่านะ ?

ผมคิดอยู่สักครู่แต่ต่อจากนี้ชายคนนี้จะเป็นคนที่ช่วยผม

“ผมจะบอก คุณตอนที่เราพบเซอร์ฟรานซิส!”

“เข้าใจละ !”

ผมไม่จำเป็นที่ต้องโน้มน้าวอะไรเขา เขาก็ยังคงเต็มใจช่วยผม

อาจเพราะนี่เป็นการขึ้นขี่ม้าครั้งแรกของผมก็ได้มั้ง สะโพกผมแทบจะหัก แต่มันไม่ใช่เวลามากังวลเรื่องนั้นแล้ว

สภาพของปราสาทจอมมารนั้นเละเทะอันเป็นผลมาจากสงคราม และรอบที่ราบก็มีแต่ปีศาจที่โดนจับเรียงรายกันเหมือนเป็นปลากัลบิ(Gulbi)

ปีศาจพวกนั้นไม่ใช่ว่าตายกันหมด บางส่วนก็ยอมแพ้และกลายเป็นนักโทษ

ผมโล่งใจขึ้นมาที่พวกนั้นไม่ได้ตายกันทุกคน

ถึงอย่างนั้นผมก็แอบรู้สึกผิดที่ทรยศพวกเขา  ทั้งที่ตัวเองก็เป็นเจ้าชายของพวกเขาแท้ๆ

“จะเกิดอะไรขึ้นกับปีศาจพวกนั้น ?”

แม้สถานการณ์จะเร่งด่วนอยู่ แต่ผมก็ยังคงถามเรื่องที่ไม่เกี่ยวออกไป

“หากเป็นสงครามระหว่างมนุษย์ ก็คงจะเรียกค่าไถ่นั่นแหละ แต่พวกนั้นมันเป็นปีศาจ”

เขาพูดเหมือนกับจะบอกว่า ผมน่ะถามอะไรแปลกๆ

“ถึงตอนนี้เราจะจับพวกนั้นเป็นเชลยศึกแต่จะมีอะไรอย่างอื่นให้เราทำอีกนอกจากฆ่าทิ้ง ?”

การตกลงเจรจากันนั้นไร้ความหมายเพราะเป็นคนละเผ่าพันธุ์กัน

มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะเดิมทีมันก็เป็นสงครามแห่งการฆ่าล้างบางกันอยู่แล้ว

เป็นธรรมดาที่จะบดทำลายเมล็ดพันธุ์อีกฝ่ายก่อนมันจะเติบใหญ่ขึ้น

มันทำให้ผมหนักใจ แม้ผมจะเป็นคนธรรมดาๆที่มาอยู่ในร่างกายของเจ้าชายปีศาจ แต่ผมก็ไม่สามารถขจัดความรู้สึกแย่ๆออกไปได้

ผมกับเจ้าหน้าที่ทหารคนนั้นผ่านขบวนแห่นักโทษที่ยาวเหยียด

กำแพงขนาดใหญ่โดนทำลายลง เต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณมากมาย ผมรู้สึกแย่ที่ได้เห็นศพของทั้งมนุษย์และปีศาจเรียงราย

“มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กคนนึงสมควรเห็น”

เขาแสดงความใจดีออกมาด้วยการเอามือของเขาปิดตาผมไว้ขณะที่ขี่ม้า

ผมบอกจำนวนไม่ได้เลยว่า มีมนุษย์และปีศาจกี่คนแล้วที่ตายไป

พวกเราผ่านประตูที่ถูกทำลายไป มีรถม้าจำนวนมากเรียงแถวอยู่

พวกเขาขนข้าวของมากมายที่พบเจอในปราสาทจอมมาร

อาณาจักรปีศาจถูกทำลายอันเนื่องจากสงครามโลกปีศาจ ปัญหาความขัดแย้งที่ยาวนานในที่สุดก็คลี่คลายได้ด้วยมือมนุษย์…

แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ คุณค่าของทรัพย์สินข้าวของต่างๆ

ทุกประเทศที่เข้าร่วมสงครามโลกปีศาจจะได้รับความมั่งคั่งมากมายจากการขายสินค้าจากดินแดนปีศาจ

นั่นคือ ยุคทองคำที่ยาวนานเริ่มต้นในดินแดนของมนุษย์

จะบอกว่า สันติสุขอันยาวนานนั้นแลกมาด้วยเลือดก็ว่าได้

แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่เคยได้จินตนาการถึง เรื่องราวนั้นในมุมมองของฝ่ายปีศาจเลย

สุดท้ายมันก็เป็นแค่ข้ออ้างที่จะทำให้สงครามกลายเป็นการปล้นชิง โดยใช้กำลังทหารจำนวนมากกวาดทรัพย์สินเงินทองไปจากปราสาทจอมมาร

รถเกวียนที่เต็มไปด้วยข้าวของนาๆ เคลื่อนออกจากพื้นที่ แล้วก็มีรถเกวียนเปล่าๆคันใหม่เข้ามาแทนที่

เจ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้นพาผมไปส่งที่ศูนย์บัญชาการด้านในตัวปราสาทที่ทำหน้าที่ส่งคนและตรวจค้น

เจ้าหน้าที่คนนั้นทำการวัทยหัตถ์เมื่อเห็นผู้บัญชาการ

“ร้อยโท ไดรัส (Dyrus), ผู้บัญชาการ หมวดที่ 3  , กองร้อยที่ 11 , หน่วยทหารม้าที่ 4 , กองพลจักรพรรดิที่ 1  !”

เขาตะโกนชื่อตำแหน่งตัวเองด้วยใบหน้าเคร่ง

ร้อยโท ไดรัส ในที่สุดผมก็ได้รู้ชื่อเขาเสียที

เขาสังกัดกองทหารม้านี่เอง มิน่าล่ะทำไมเขาถึงขี่ม้าส่งตัวผมมาอยู่ที่นี่

ผู้บัญชาการที่ยืนตรงข้ามกับเขาไม่รู้ว่าเขานั้นเป็นใคร ซึ่งก็พอเดาได้ เพราะดูจากตำแหน่งแล้ว ไดรัสก็น่าจะมียศต่ำกว่า

“แล้วนั่นอะไร ?”

เจ้าหน้าที่คนที่ดูจะมียศสูงกว่า ขมวดคิ้วขณะที่มองหน้าผมสลับกับเจ้าหน้าที่ผู้น้อย

เหมือนเขากำลังจะตำหนิอยู่กลายๆเรื่องที่ อีกฝ่ายไม่ยอมอธิบายให้ชัดเจนว่า ทำไมถึงได้เอาคนที่ไม่ใช่ทหารมาอยู่ที่นี่ด้วย

“ผมพาเด็กชายคนนี้มาก็เพราะเขาบอกว่า เขามีข้อความเร่งด่วนที่ส่งตรงมาจากท่านผู้บัญชาการถึงเซอร์ฟรานซิสครับ

ผมเชื่อว่ามันเป็นข่าวลับ จึงไม่ได้ถามเขาว่า คือข่าวอะไร ”

“หืม ?”

ดูเหมือนคำโกหกน้อยๆของผมจะกลายเป็นโกหกคำโตไปเสียแล้ว ทำเอาผมเสียววาบ

ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ถามผมว่าทำไมผู้บัญชาการถึงได้ส่งข้อความเร่งด่วนผ่านคนอย่างผม

“อ่า ….”

สีหน้าของเขาตึงเคร่งราวกับรู้อะไรบางอย่าง

“เซอร์ฟรานซิสน่ะ …. ผมเพิ่งได้รับรายงานว่า เขาตายระหว่างการต่อสู้ระหว่างที่ทำการค้นหาสิ่งของในปราสาท ...”

เบอตัสลงมือก่อนแล้ว ไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่หน้าเครียด ร้อยโทไดรัสเองก็เช่นกัน

“มีข้อความอะไรที่ผมสมควรรู้ไหม ?”

“มะ ,ไม่มีครับ ! ผมหมายถึงมันเป็นข้อความส่งตรงถึงเซอร์ฟรานซิสเท่านั้น!”

“น่าสงสารเหลือเกิน เจ้าพวกปีศาจนั่นสมควรตายๆไปซะให้หมด”

สีหน้าผู้บัญชาการคนนั้นหมองเศร้า เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะเสียดายที่ต้องสูญเสียอัศวินผู้ยิ่งใหญ่ไปให้กับปีศาจ

มันไม่ใช่เลย เซอร์ฟรานซิสน่ะถูกมนุษย์ฆ่าไม่ใช่ปีศาจ

“ท่านครับ , นี่ที่ไม่ใช่สถานที่สำหรับเด็ก ผมจะพารีบเขากลับไปส่ง”

“อืม !”

นับเป็นโชคดีที่ผู้บัญชาการคนนั้นไม่ได้ไต่ถามผมเรื่องข้อความที่ส่งให้หรือตัวตนของผม

ดูเหมือนเขากำลังวุ่นยุ่งอยู่กับการพลิกแผ่นดินหาทุกจุดในปราสาท

หลังจากออกฐานบัญชาการ ร้อยโทไดรัสก็จับไหล่ผม

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? ทำไมท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดถึงได้รู้ว่า เซอร์ฟรานซิสตกอยู่ในอันตราย ?”

ผมบอกว่า ชีวิตของเซอร์ฟรานซิสตกอยู่ในอันตรายแล้วเขาก็ตายไปจริงๆ ผมมองร้อยโทที่อยู่ตรงหน้าผม เห็นได้ชัดเลยว่า เขามีอำนาจน้อยมากที่นี่

แต่ตอนนี้เซอร์ฟรานซิสก็โดนฆ่าไปแล้ว ผมต้องการใครก็ได้มาช่วยผม

“อันที่จริงไม่ใช่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดหรอกครับ”

“อะไรนะ ?”

หวังว่า การดึงคนๆนี้เข้ามาร่วมด้วยจะไม่ใช่ความผิดพลาดนะ

“เจ้าหญิงส่งผมมาครับ”

ผมบอกเขาตามความจริง

ผมอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้เขาฟัง ในพื้นที่แยกส่วนในตัวปราสาทที่พวกทหารไม่ผ่านกัน

ผมเริ่มเล่าตั้งแต่จุดที่ เจ้าหญิงโดนขังและได้รับความช่วยเหลือออกมา

“แปลว่า เซอร์ฟรานซิสถูกใครบางคนในกองทัพฆ่า ไม่ใช่ปีศาจอย่างนั้นเหรอ ?”

“ครับ , น่าจะเป็นอย่างนั้น….”

“บ้าเอ้ย นึกไม่ออกเลยว่ามันต้องเจ็บปวดขนาดไหนกับการที่พวกมันพยายามจะทำร้ายองค์หญิงทันทีหลังจากเธอถูกช่วยออกมาแล้ว ?”

เขากัดฟันแน่น ดูเหมือนเขาจะตะลึงกับการที่ได้ยินว่า มีใครบางคนวางแผนการแบบนั้น

“แล้วนายก็มาช่วยองค์หญิงสินะ ?”

“ใช่ครับ”

“เอาล่ะ ผมนับถือความกล้าหาญของนายเลย เจ้าหนู”

เขาแตะไหล่ผมด้วยท่าทางที่ภาคภูมิใจในตัวผม ที่พยายามจะช่วยเหลือเจ้าหญิงแม้ผมจะไม่มีพลังอะไรเลย

แถมเขายังดูตกใจกับความจริงที่มีการห้ำหั่นกันอยู่ในฝ่ายของตัวเอง ทั้งที่คิดว่า เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะแล้วแท้ๆ

“ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น

ไม่ว่ายังไงผมจะเป็นพลังให้องค์หญิง ”

แม้ที่นี่จะมีคนรู้คนเห็นเยอะ แต่ก็ยังมีพวกเดียวกันถูกฆ่าอีก

นั่นก็แปลว่า ลูกน้องของเจ้าชายเบอตัสนั้นมีอยู่ทั่วกองทัพจักรวรรดิแล้ว

“ผมต้องไปหาองค์หญิงให้เร็วที่สุด ถึงผมจะไม่เก่งกาจอย่างเซอร์ฟรานซิส แต่แค่มีอีกคนมาช่วยก็มีความหมายมากเกินพอแล้ว”

“ใช่แล้วครับ”

นับเป็นโชคดีที่ ไดรัสนั้นเป็นคนรักความยุติธรรมและไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไป ผม ไม่ได้บอก ว่า เขาอาจต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงด้วย

แต่ดูเหมือนเขาจะเข้าใจดีอยู่แล้วว่า เขาอาจจะต้องทุ่มเทชีวิตเพื่อปกป้องเธอ

ตอนที่เขากำลังจะรีบกลับไปให้เร็วที่สุด ก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวผม

“ร้อยโทครับ เดี๋ยวก่อนครับ”

“อะไรล่ะ ? ผมต้องรีบกลับไปให้เร็วที่สุด”

ผมชี้ไปที่พวกรถเกวียนจำนวนมาก

“ตอนนี้มีวิธีช่วยเจ้าหญิงแล้วครับ”

ใช่แล้วล่ะ ผมต้องกล้ากลับไปที่ปราสาทจอมมารอีกรอบ

“ที่นี่คือปราสาทจอมมาร”

“ใช่ แล้วมันยังไง ?”

“ผมเห็นสิ่งที่อยู่ในห้องไอเทมเวทย์มนตร์ ตอนที่ผมถูกช่วยออกมาครับ”

ผมมาไกลถึงขนาดนี้ ผมไม่มีทางยอมกลับไปมือเปล่าแน่

“ทำไมเราถึงไม่ลองไปค้นหาคัมภีร์เทเลพอร์ทดูที่นั่นล่ะครับ ?”

ถึงคัมภีร์วาร์ป เคลื่อนย้ายอาจใช้ที่นี่ไม่ได้ แต่ในค่ายทหารน่ะใช้ได้แน่ๆ

ด้วยการใช้เวทย์นั้น เจ้าหญิงก็สามารถหนีพ้นจากสถานที่อันตรายได้

ผมได้แต่หวังว่า คลังเก็บม้วนคัมภีร์จะไม่โดนปล้นไปซะก่อนนะ และถ้าไม่มีใครไปปล้นคัมภีร์เทเลพอร์ทคงต้องอยู่ที่นั่นแน่ๆ

เราไม่สามารถขอให้พวกพ่อมดช่วยเทเลพอร์ทเราไปได้ เพราะพวกนั้นตั้งใจจะขังเราไว้

ไดรัสดูจะลังเล เขาไม่แน่ใจว่า เป็นทางเลือกที่ถูกไหมในการหาคัมภีร์เทเลพอร์ทที่ยังไม่แน่เลยว่า มันมีอยู่จริงหรือเปล่า

แต่ผมน่ะรู้ดีถึงตำแหน่งของคัมภีร์เทเลพอร์ท แล้วถ้าผมยืนยันได้แล้วว่า มันโดนคนอื่นฉกไปแล้ว เราก็ออกมาเลยทันที

“ให้ตายเถอะ ก็ได้ ดูเหมือนผมจะช่วยอะไรไม่ได้มากเท่าไหร่ต่อให้อยู่กับองค์หญิงก็เถอะ ….”

เขาพยักหน้าด้วยความที่รับรู้ขีดกำจัดในความสามารถของตัวเอง

ผมไม่ค่อยแน่ใจนักถึงแผนที่ของปราสาทจอมมาร ถึงอย่างนั้นผมก็พอจำอะไรบางอย่างได้ตอนที่ออกมาจากคุก

เนื่องจากมีทหารเข้าๆออกปราสาทอยู่เยอะ จึงไม่มีใครหยุดหรือห้ามเราไว้

“ทางนี้”

อาจมีหลายคนที่มองผมด้วยความสงสัยเพราะผมเดินตัวเปล่าไร้อาวุธ แต่ผมไม่ว่างพอจะไปอธิบายให้พวกเขาฟัง

ถือว่า โชคดีที่ผมสามารถเดินย้อนรอยแกะเส้นทางกลับไปได้ถูก

ปราสาทจอมมารน่ะกว้างขวางมาก และคุกที่ผมอยู่ กับห้องเก็บไอเทมเวทย์มนตร์นั้นอยู่ลึกเข้าไป มันจึงเป็นไปได้สูงมากที่มันจะยังไม่โดนปล้น

“นี่มันกว้างเกินไปละ !”

ทำเอาผมเหนื่อยเสียจนต้องขึ้นขี่หลังไดรัส  ผมพยายามขุดค้นความจำตัวเอง แล้วชี้ทิศทางที่ผมนึกออ

ถือว่าดีมากที่เราไปถึงโดยไม่หลง

“นี่แหละ ยังอยู่ดีอยู่!”

โชคดีสุดๆ ทุกอย่างสภาพยังดีอยู่ดูเหมือนไม่มีใครมาเจอที่นี่

“…ดูแล้ว มันไม่ได้อยู่ดีตรงไหนเลย ผมว่ามีใครบางคนมาถึงที่นี่แล้วไม่ใช่รึ ?”

โอ้ะ คนๆนั้นมันผมเองแหละ

“อ่า , เรื่อง , เรื่องนั้น …… ผม, ผมหมายความว่า คัมภีร์มันยังอยู่ดีอยู่เลย !”

“โอเค ถ้าอย่างนั้นมาหากัน”

ผมแทบจะหยิบคว้าคัมภีร์เทเพอร์ทที่กระจายอยู่บนพื้น

“ผมเจอแล้ว  !”

“เจอแล้วเหรอ ?”

“ใช่ฮะ,ดูนี่สิ”

ชื่อของเวทย์มนตร์ที่เขียนไว้บนคัมภีร์นั้นใช้ภาษาทั่วไป เขาไม่ถามผมด้วยซ้ำว่า ผมไปเจอมันได้ยังไงบ

ถ้าบนนั้นเขียนด้วยภาษาปีศาจ เขาคงสงสัยผมแหงๆ

กับการที่ผมรู้ทั้งสองภาษาทั้งที่ก่อนหน้าไม่เคยเรียนมาก่อน

มันเหมือนสูตรโกงที่แถมมาด้วยสำหรับคนที่มาจากต่างโลก ผมเก็บคัมภีร์กลับไปโดยที่ไม่เปิดใช้งานมัน และแน่นอนการเทเลพอร์ทนั้นใช้ได้ผลกับแค่คนๆเดียว

ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ม้วนคัมภีร์เทเลพอร์ทหมู่น่ะมีไหม แต่ผมต้องหามันเพิ่มอีก

ไม่ใช่แค่ชาร์ล็อตคนเดียว แต่ผมก็ต้องออกไปจากที่นี่ด้วยเหมือนกัน อ้อ ไดรัสเองก็ด้วย เขาก็ตกอยู่ในอันตรายเช่นเดียวกัน

“ผมอยากได้มากกว่านี้อีก เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เราต้องการคัมภีร์เพิ่มอีกเผื่อมันช่วยเราได้ ”

“เจ้าหนู , เอานี่ไปสิ”

“นะ , นี่มัน …?”

“หนังสือเก็บคัมภีร์, นี่เป็นครั้งแรกที่นายเห็นสินะ ? มันอยู่ตรงนั้นน่ะ”

เขาส่งหนังสือเปล่าให้ผม

“มะ , ไม่ใช่แบบนั้น ผมรู้ว่าใช้ยังไง”

“แบบนั้นก็ดี ใช้มันสิ”

ผมรู้ว่า หนังสือคัมภีร์คืออะไร

มันไม่ใช่ไอเทมเวทย์ด้วยซ้ำ ,ก็แค่หนังสือที่สามารถใส่คัมภีร์ลงไป แล้วดึงออกมาใช้ได้ด้วยการฉีกหน้ากระดาษหน้าที่ต้องการใช้

มันเป็นของที่คนที่ไม่ใช่พ่อมดใช้กัน แต่อยากจะใช้เวทย์ในสนามรบ

มันเป็นไอเทมที่ผมคิดขึ้นมาเองไม่มีทางที่ผมจะไม่รู้จักมันหรอก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็รู้สึกแปลกๆที่มีของที่ผมจินตนาการมาอยู่ในมือแบบนี้

นับเป็นเรื่องดีที่ผมไม่ต้องหอบคัมภีร์เข้ากระเป๋า

ผมเริ่มใส่เวทย์ที่มีประโยชน์ลงในหนังสือคัมภีร์ ขณะที่ไดรัสเองก็หาหนังสือคัมภีร์แล้วเติมเวทย์ลงไปด้วยเช่นกัน

“ปราสาทจอมมารนี่สุดยอดจริงนะ ผมได้ยินมาว่า แค่คัมภีร์ระดับต่ำเล่มเดียวก็มีราคาสูงกว่าเงินเดือนผมแล้ว”

ดูเหมือนเขาจะนับถือกับกองคัมภีร์ที่มีมากมาย

“ได้ยินมาว่า คัมภีร์เวทย์ส่วนมากใช้ไปหมดแล้วในสงคราม แต่ถ้าเราเอาพวกคัมภีร์ระดับล่างไปหมดก็ถือว่าชดเชยเพียงพอเลยล่ะ”

ไดรัสพูดไปขณะที่ค้นหาคัมภีร์ไปด้วย

ถึงจะไม่มีเวทย์โจมตีหมู่ แต่พวกเราก็รวบๆคัมภีร์ที่มีประโยชน์

ก่อนหน้านี้ผมไม่สามารถเอามาด้วยได้เพราะต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อปลอมตัวแต่ตอนนี้ผมสามารถเก็บมันทุกเล่มได้

ได้ คัมภีร์มีประโยชน์มาแล้ว ไปเล้ยย ตัวผม

แล้วผมก็ถึงกับตาโตขึ้นมาเพราะเจออะไรบางอย่าง

“เดี๋ยว !”

“อะ, อะไร ?”

[เทเลพอร์ทหมู่] [Mass Teleportation]

สามารถเคลื่อนย้ายคนไปหลายคนพร้อมกันได้

คราวนี้ไม่จำเป็นต้องหาคัมภีร์เทเลพอร์ทเพิ่มอีกแล้ว

“ไปกันเถอะ ร้อยโท !”

“ใช่ รีบไปเถอะ”

และตอนที่เราจะก้าวเท้าออกจากห้อง พวกเราก็ถึงกับตัวแข็งทื่อไป

“ห้ะ ?”

“เอ้ะ”

ดวงตาของพวกเราสบเข้ากับทหารที่แบกห่อผ้า

ไม่สิ  ,ถ้าลองคิดดูดีๆ จะมองมุมไหนพวกเราก็แค่คนที่ลักลอบขโมยของที่ควรจะเป็นของกองทัพไม่ใช่รึไง ? และมันเป็นความผิดอาญาด้วยในการลักขโมยแบบนี้

แล้วถ้าเจ้าพวกนั้นไม่ยอมให้เราไปง่ายๆล่ะ ?

ผม ไดรัส และทหารอีกคนนั้นมองจ้องกันอยู่เงียบๆ

ไดลัสขบฟัน เป็นไปได้ว่า เขาอาจเตรียมตัวสำหรับสถานการณ์ที่เลวร้ายไว้แล้ว

เพื่อภารกิจปกป้องเจ้าหญิง เขาเตรียมใจจะทำทุกอย่าง

แม้มันจะหมายถึงการกำจัดพวกพ้องของตัวเองก็ตามที

“คืองี้นะ ร้อยโท”

ทหารคนนั้นพูดขึ้นอย่างระวังหลังจากตรวจดูยศของไดรัสดีแล้ว

“ว่าไงดีล่ะ ทั้งสองฝ่ายมา ปิดตาไปข้างนึงดีไหม ?”

…..…เอ้ะ นายก็ด้วยเหรอ ?

จบบทที่ เจ้าชายปีศาจไปสถานศึกษา ตอนที่ 6

คัดลอกลิงก์แล้ว