- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งที ยังต้องไปเรียนเมืองนอกอีกเหรอ
- บทที่ 5 - อยากสำเร็จต้องบ้าบิ่น พุ่งชนเงินตราไม่คิดชีวิต
บทที่ 5 - อยากสำเร็จต้องบ้าบิ่น พุ่งชนเงินตราไม่คิดชีวิต
บทที่ 5 - อยากสำเร็จต้องบ้าบิ่น พุ่งชนเงินตราไม่คิดชีวิต
ตามความทรงจำของเฉินซี ในช่วงแรกที่โก่วจื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ เขาเริ่มจากการซื้อรถตู้มือสองมาทำอาชีพรับจ้างย้ายบ้าน จนสามารถคว้าเงินก้อนแรกมานอนกอดได้สำเร็จ
บริษัทรับจ้างย้ายบ้านของคนท้องถิ่นคิดค่าบริการแพงหูฉี่ ในขณะที่บริษัทของคนจีนคิดราคาถูกกว่ากันมาก แถมยังสื่อสารกันได้ง่ายกว่าอีกด้วย
แต่เอาเข้าจริง อาชีพรับจ้างย้ายบ้านมันต้องใช้แรงงานคนล้วนๆ เหนื่อยสายตัวแทบขาด
ที่จริงงานรับจ้างย้ายบ้านก็ทำได้แหละ แต่ตัวทำเงินจริงๆ มันอยู่ที่พวกเครื่องใช้ไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์ที่คนอื่นโละทิ้งแล้วต่างหาก
นักศึกษาต่างชาติบางคนพอเรียนจบแล้วต้องกลับประเทศ ก็มักจะขี้เกียจขนเครื่องใช้ไฟฟ้ากลับไปด้วย เลยทิ้งเอาไว้แบบนั้น
เครื่องใช้ไฟฟ้าพวกนี้ ขอแค่ลงทุนซ่อมแซมนิดหน่อยก็เอาไปขายต่อได้สบายๆ
พอเอาไปโพสต์ขายต่อ ก็ฟันกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ
แถมยังอาจจะได้เจอของดีราคาแพงอีกด้วยนะ อย่างเช่นกระเป๋าเป้ทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ถ้าสภาพยังดีอยู่ก็เอาไปปล่อยขายได้ราคาแพงลิบลิ่ว
เขาเคยเห็นกระเป๋าเป้รุ่นนี้ประมูลขายในอีเบย์ ราคาพุ่งไปถึงสามพันกว่าดอลลาร์ออสเตรเลียเชียวนะ
แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักของมีค่าพวกนี้หรอก เลยปล่อยให้มันกลายเป็นขยะกองทิ้งไว้ในโกดังมาตลอด
เฉินซีเองก็เป็นคนชอบศึกษาเรื่องพวกนี้อยู่แล้วถึงได้รู้
ทั่วโลกมีนักสะสมของเก่าทางทหารที่ชอบสะสมของพวกนี้อยู่มากมาย รวมไปถึงพวกนาฬิกาพกโบราณอะไรพวกนี้ด้วย
ของพวกนี้ในออสเตรเลียมีเยอะแยะไปหมด แต่มันตกไปอยู่ในมือของคนท้องถิ่นซะส่วนใหญ่ ถึงตอนนั้นเขาแค่ใช้ฝีปากหว่านล้อมนิดหน่อย ก็คงกว้านซื้อของพวกนี้มาได้สบายๆ
ก็เหมือนกับพวกพ่อค้าของเก่าที่ไปตะเวนรับซื้อของเก่าจากชาวบ้านตามชนบทนั่นแหละ
"ดูเหมือนว่าฉันต้องรีบดึงตัวเสี่ยวหมิงกับตงตงมาร่วมวงด้วยซะแล้ว ไม่งั้นปัญหาเรื่องรถตู้กับแรงงานคนคงจะแก้ไขได้ยาก"
เขาลูบคางพลางใช้ความคิด หาวิธีตะล่อมให้ไอ้สองคนนั้นมาร่วมหัวจมท้ายสร้างธุรกิจไปด้วยกัน
โบราณว่าไว้ หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว ต้องรวบรวมขุมกำลังทั้งหมดที่มีมาให้ได้
"เอาล่ะ วันนี้ฉันจะมาเปิดคอร์สสอนพวกนาย หัวข้อก็คือ ทายาทเศรษฐีจะเริ่มสร้างธุรกิจได้ยังไง..."
พอกลับถึงบ้าน เฉินซีก็เรียกตงตงกับเสี่ยวหมิงมารวมตัวกัน ทั้งสองคนนั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะเพื่อรอฟังเขาบรรยาย
"นายเลิกเพ้อเจ้อเถอะ เป็นปลาเค็มใช้ชีวิตไปวันๆ แบบนี้ไม่ดีตรงไหน" เสี่ยวหมิงนั่งไขว่ห้างพลางเอ่ยขัด
"นั่นสิ เอาเวลาไปนั่งเล่นเกมไม่ดีกว่าเหรอ" ตงตงก็พยักหน้าเห็นด้วย
เขาเดาไว้อยู่แล้วว่าไอ้สองคนนี้จะต้องพูดแบบนี้ เขาเลยงัดไม้ตายก้นหีบออกมาใช้
"อยากสำเร็จต้องบ้าบิ่น พุ่งชนเงินตราไม่คิดชีวิต สู้สักตั้งรวยยันรุ่นหลาน ถ้าเอาชีวิตเข้าแลกก็ไม่มีวันพ่ายแพ้"
เฉินซียกเท้าขึ้นพาดบนเก้าอี้ พร้อมกับตะโกนสโลแกนล้างสมองสุดคลาสสิกออกมาดังลั่น
"พวกเราก็เป็นทายาทเศรษฐีกันอยู่แล้วนะเว้ย ขอแค่ไม่ผลาญเงินเล่น ลูกหลานในอนาคตก็เป็นเศรษฐีรุ่นที่สามได้สบายๆ อยู่แล้วปะ"
"อืม ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน"
เสี่ยวหมิงกับตงตงยักไหล่ด้วยท่าทีไม่ยี่หระ
เชี่ย พูดได้มีเหตุผลจนฉันเถียงไม่ออกเลยว่ะ
ไอ้บ๊องสองคนนี้มันฉลาดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
ไม่ได้การละ ต้องหาทางจี้จุดอ่อนทางอื่น
สมองของเฉินซีประมวลผลอย่างรวดเร็ว ไอ้สองคนที่อยู่ตรงหน้ามันหัวแข็งยิ่งกว่าอะไรดี จะเกลี้ยกล่อมให้คล้อยตามคงไม่ใช่เรื่องง่าย
"พวกเราต้องหาเงินทุนมาก่อน แล้วค่อยเอาไปเปิดร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ นั่งเล่นเกมอุดอู้อยู่แต่ในบ้านมันจะไปสนุกอะไร คนเยอะๆ สิถึงจะได้ฟีล"
เสี่ยวหมิงกับตงตงไม่ได้สนใจเรื่องการรับจ้างย้ายบ้านเท่าไหร่นัก แต่พอพูดถึงเรื่องเปิดร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ทั้งสองคนกลับหูผึ่งขึ้นมาทันที
ถ้าอยากจะมัดใจสองคนนี้ เขาต้องเริ่มจากสิ่งที่พวกมันชอบก่อน
"ชอบกินไก่แต่ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องเปิดฟาร์มไก่นี่นา"
ไม่รู้ว่าวันนี้เสี่ยวหมิงองค์ประทับหรือยังไง คำพูดของเขาทำเอาเฉินซีถึงกับไปไม่เป็น
"เอ่อ... นายลองจินตนาการดูสิ ถ้านายเป็นเจ้าของร้านเน็ต อำนาจเด็ดขาดในร้านก็จะเป็นของนายคนเดียว นายจะจัดแข่งทัวร์นาเมนต์โดต้าก็ได้ เผลอๆ อาจจะตกสาวๆ เกมเมอร์มาได้เป็นพรวนเลยนะ..."
เฉินซียอมทุ่มสุดตัว เขาเริ่มร่ายยาวถึงข้อดีของการเป็นเจ้าของร้านเน็ตจากมุมมองต่างๆ สีหน้าของทั้งสองคนเริ่มเปลี่ยนจากความเมินเฉยกลายเป็นความตื่นเต้น
"เพื่อทัวร์นาเมนต์"
"เพื่อสาวๆ"
หลังจากที่เฉินซีเสนอไอเดียว่าถ้ามีเงินทุนมากพอในอนาคตก็จะเอาไปเปิดร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ทั้งสองคนก็ชูมือสนับสนุนอย่างเต็มที่
การบรรยายครั้งนี้กินเวลาไปถึงสองชั่วโมงเต็ม ในที่สุดพวกเขาก็ตกลงที่จะร่วมหุ้นและลงเรือลำเดียวกันเพื่อสร้างธุรกิจ
เพื่อนร่วมชั้นในอดีตหลายคนก็คลั่งไคล้การเปิดร้านเน็ตกันทั้งนั้น ช่างเป็นแก๊งเด็กติดเกมกันจริงๆ เลยนะเนี่ย
เสี่ยวหมิงรูปร่างผอมแห้งแรงน้อย คงจะรับงานแบกหามไม่ไหว แต่หมอนี่หัวไวและเรียนรู้ได้เร็วมาก
เสี่ยวหมิงเลยเสนอตัวรับหน้าที่ดูแลเรื่องการซื้อขายของมือสองแทน
แบบนี้ก็ช่วยแบ่งเบาภาระของเฉินซีไปได้เยอะเลย เพราะการเจรจาต่อรองกับลูกค้านั้นค่อนข้างกินเวลาและสูบพลังงานเอาเรื่อง
เฉินซีคิดทบทวนดูแล้วก็เห็นว่ามีความเป็นไปได้ แต่ธุรกิจรับจ้างย้ายบ้านของพวกเขามันเป็นการทำงานแบบไม่มีใบอนุญาต มีแค่การซื้อขายของมือสองเท่านั้นที่ถูกกฎหมาย
ทางที่ดีควรจะเอาชื่อไปพ่วงกับบริษัทของคนอื่นไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย
คุณอาของเสี่ยวหมิงเปิดบริษัทรับจ้างย้ายบ้านอยู่ เป็นบริษัทที่เปิดไว้เพื่อขอวีซ่าย้ายถิ่นฐานเท่านั้น คุณอาของเขาไม่เคยเข้ามาดูแลกิจการเลย บริษัทก็เลยขาดทุนย่อยยับมาตลอด หรือจะพูดอีกอย่างก็คือแทบจะไม่มีลูกค้าเลยด้วยซ้ำ
ยังไงซะขอแค่หาเงินมาหมุนได้ก่อน ถึงเวลาค่อยเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่นก็ยังไม่สาย
เฉินซีลองเข้าไปส่องดูราคารถตู้มือสองในเน็ต รถตู้สภาพพอใช้ได้ราคาถูกสุดก็ปาเข้าไปเกือบหมื่นดอลลาร์ออสเตรเลียแล้ว แถมยังเป็นรถอายุเกินสิบสองปีอีกต่างหาก แค่ขับไปเฉยๆ ก็คงจะอืดเป็นเต่าคลาน อย่าว่าแต่จะเอาไปบรรทุกของเลย
รถที่พอจะดูเข้าตาหน่อย ราคาก็สตาร์ทที่สองหมื่นดอลลาร์ออสเตรเลียขึ้นไปทั้งนั้น แต่ราคานี้ก็ยังพอจะต่อรองกับเจ้าของรถได้อยู่บ้าง
อีกไม่กี่วันเงินค่าขนมของเขาก็จะโอนเข้าบัญชีแล้ว
แต่คำนวณดูแล้ว ต่อให้จะซื้อรถมือสองยังไงก็ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่าสองหมื่นดอลลาร์ออสเตรเลียอยู่ดี
ถ้าพวกเขาสามคนลงขันกัน อย่างมากก็คงรวบรวมเงินได้แค่หมื่นเดียว ส่วนโก่วจื่อก็น่าจะควักเนื้อมาได้อีกแค่ไม่กี่พัน คำนวณเบ็ดเสร็จแล้ว เงินก้อนนี้ก็ยังห่างไกลจากราคาซื้อรถอยู่ดี
"อืม คงต้องใช้วิธีนั้นแล้วแหละ"
เฉินซีจุดบุหรี่ขึ้นสูบ นิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น
การขอทำบัตรเครดิตในออสเตรเลียนั้นค่อนข้างง่ายดายและสะดวกรวดเร็ว แถมการจ่ายเงินคืนก็มีความยืดหยุ่นสูงมาก
ที่จริงคุณจะเลือกผ่อนจ่ายตอนไหนก็ได้ ต่อให้จะดองหนี้ไว้สักสองปีแล้วค่อยจ่ายทีเดียว ก็แค่เสียค่าธรรมเนียมเพิ่มนิดหน่อยเท่านั้นเอง
นี่เป็นเพราะระบบเครดิตของออสเตรเลียนั้นมีความน่าเชื่อถือสูงมาก ธนาคารจึงแทบจะไม่ต้องกังวลเลยว่าลูกค้าจะเบี้ยวหนี้
สำหรับนักเรียนต่างชาติอย่างพวกเขา การจะขอทำบัตรเครดิตก็แค่ยื่นสเตทเมนต์บัญชีธนาคารเพื่อเป็นหลักฐานแสดงรายได้เท่านั้น
ซึ่งสเตทเมนต์ของเขาผ่านเกณฑ์สบายๆ อยู่แล้ว
"พวกรวยเละแน่"
เฉินซีนอนแผ่หลาอยู่บนเตียง ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ในหัวเอาแต่วาดฝันถึงอนาคตอันสดใสที่กำลังรออยู่
เขาไม่อยากกลับไปเผชิญกับอดีตอันแสนขมขื่นเหมือนในชีวิตก่อนอีกแล้ว ในเมื่อได้รับโอกาสให้กลับมาเกิดใหม่ เขาก็จะขอคว้ามันไว้ให้แน่นที่สุด
ลูกผู้ชายที่ไม่มีเงิน ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
แฟนทิ้ง ครอบครัวรังเกียจ เพื่อนฝูงดูถูก ต้องใช้ชีวิตแบบคลานเข่าให้คนอื่นชี้นิ้วด่าไปตลอดชีวิต
เฉินซีหลับตาลง ภาพของหลี่อวี่ฉิงและพ่อที่เคยเย้ยหยันเขาลอยเข้ามาในหัวอีกครั้ง
เขารู้สึกเหนื่อยล้าจับใจ เปลือกตาเริ่มหนักอึ้ง ก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด
ธนาคารเอนแซด เป็นหนึ่งในสี่ธนาคารยักษ์ใหญ่ของออสเตรเลีย และมีชื่อเสียงโด่งดังในระดับสากล
เจ้าของบัตรสามารถนำบัตรใบนี้ไปกดเงินสดตามตู้เอทีเอ็มที่กำหนดในประเทศจีนได้เลย
วันรุ่งขึ้น เฉินซีก็พาเพื่อนทั้งสองคนมาที่ธนาคารเอนแซดเพื่อยื่นเรื่องขอทำบัตรเครดิต
ถ้าพวกเขามีบัตรเครดิตสามใบ สภาพคล่องทางการเงินของพวกเขาก็จะลื่นไหลขึ้นเยอะ
"เป็นนักศึกษาเหรอคะ"
"ใช่ครับ"
"แล้วรายได้มาจากทางไหนคะ"
"เงินค่าขนมครับ..."
"กรุณารอสักครู่นะคะ"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาแปลกๆ ของพนักงานสาวธนาคาร เฉินซีก็ตอบกลับไปด้วยความเก้อเขิน
เขารู้อยู่เต็มอกว่า นักศึกษาที่มาขอทำบัตรเครดิตแบบเขาน่าจะมีน้อยซะยิ่งกว่าน้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องรายได้หลักที่มาจากเงินค่าขนมของพ่อแม่อีก
"ยอดเงินเข้าบัญชีของคุณในแต่ละเดือนไม่ใช่น้อยๆ เลยนะคะเนี่ย..."
เมื่อเห็นสายตาที่เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจของพนักงานสาว เขาก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ
ถ้าขืนพนักงานรู้ว่าปีหน้าเงินค่าขนมของเขาจะเพิ่มขึ้นอีก มีหวังคงได้อ้าปากค้างจนคางหลุดแน่ๆ
"ไม่มีปัญหาค่ะ วงเงินอนุมัติเบื้องต้นอยู่ที่สี่หมื่นดอลลาร์ออสเตรเลียนะคะ ส่วนวงเงินในอนาคตจะปรับเปลี่ยนตามประวัติการใช้งานของคุณลูกค้าค่ะ..."
"ตกลงครับ ขอบคุณมากครับ"
หลังจากทำบัตรเครดิตเสร็จ เฉินซีก็พาเสี่ยวหมิงกับตงตงเดินยิ้มร่าออกจากธนาคารไป
"คนจีนนี่รวยจังเลยนะ"
พนักงานสาวธนาคารมองตามแผ่นหลังของเฉินซีและเพื่อนๆ ที่เดินจากไปอย่างมาดมั่นด้วยสายตาอิจฉา
แม้ว่าเธอจะทำงานในธนาคารและได้เงินเดือนไม่น้อย แต่เธอกลับพบว่าเงินเดือนของเธอแทบจะไม่ต่างอะไรกับเงินค่าขนมของนักศึกษาคนนี้เลย
(จบแล้ว)