เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 76 - ความทรงจำของฝูงแมลง

บทที่ 76 - ความทรงจำของฝูงแมลง

บทที่ 76 - ความทรงจำของฝูงแมลง


บทที่ 76 - ความทรงจำของฝูงแมลง

เวลาผ่านไปสิบห้าปีนับตั้งแต่เหตุการณ์ในหมู่บ้านปี้โหยว

หลังจากที่แดน เล่ยพาหม่าเซียนหงและเฉนตั่วหนีออกมาจากหมู่บ้านปี้โหยว เขาได้จัดเตรียมที่พักในพื้นที่ที่ปลอดภัยให้แก่ทั้งสองคน และพยายามเพิกเฉยต่อสายตาเว้าวอนของเฉนตั่วก่อนจะเลิกยุ่งกับพวกเขาไปในที่สุด

ยังไงเสียด้วยนิสัยของหม่าเซียนหง ประกอบกับความสามารถของฉวี่ถง การจะให้เฉนตั่วเปลี่ยนตัวตนใหม่และใช้ชีวิตแบบคนปกติไปตลอดชีวิตย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

หลังจากนั้น แดน เล่ยอาศัยถุงเก็บสมบัติเพื่อบรรจุหุ่นเชิดขนาดใหญ่ของตนไว้ และลอบเดินทางไปยังชายแดน จากนั้นก็เดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตรงดิ่งไปยังออสเตรเลียทันที

ช่วยไม่ได้ ทันทีที่เรื่องของเฉนตั่วถูกเปิดเผย เขาคงอยู่ในจีนต่อไปไม่ได้แล้ว ไม่ว่าหลังจากนี้เขาจะเลือกเดินเส้นทางความร่วมมือหรือเส้นทางแห่งการต่อต้าน ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไปดึงดูดความสนใจจากอำนาจที่ไม่อาจเอ่ยถึงได้แน่นอน

และที่สำคัญ จุดประสงค์หลักที่แดน เล่ยมาที่โลกนี้คือการสร้างกองทัพหุ่นเชิด การจะทำเรื่องแบบนี้ในจีน แถมยังอยากทำเพียงลำพัง ถือเป็นการหาเรื่องใส่ตัวโดยแท้

ส่วนเรื่องความร่วมมือนั้น ลองคิดดูสิว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเขาข้ามมิติกลับไปจักรวาลเซียนโจวแล้วหอบเอาหุ่นเชิดทั้งหมดหนีไปด้วย การรนหาที่ตายแบบนั้นเขาไม่ทำแน่นอน

ดังนั้น ประเทศที่กำลังไม่แข็งแกร่งนัก มีการคานอำนาจกันระหว่างกองทัพ รัฐบาล และตระกูลใหญ่ พื้นที่กว้างขวางแต่ประชากรเบาบาง แถมยังมีทรัพยากรโลหะมากมายอย่างออสเตรเลีย จึงกลายเป็นเป้าหมายของแดน เล่ย

ยังไงเสียที่นั่นก็ไม่มีผู้มีพลังพิเศษหรือจอมเวทที่เก่งกาจอะไร แดน เล่ยจึงสามารถควบคุมตัวแทนได้หลายคนอย่างง่ายดายเพื่อช่วยเขารวบรวมโลหะระดับสูง

ในช่วงสิบกว่าปีมานี้ แดน เล่ยทำตัวเงียบเชียบมาก เพราะทางจีนย่อมต้องกำลังตามหาเขาอยู่แน่นอน

ดังนั้น แดน เล่ยจึงหาจุดรวมของชีพจรปฐพีขนาดใหญ่ในออสเตรเลีย ขุดหลุมและมุดเข้าไปอยู่ข้างใน จากนั้นเขาก็เก็บตัวเงียบเชียบอยู่ที่นั่นถึงสิบห้าปีเต็ม

ทว่า สิบห้าปีนี้ แดน เล่ยไม่ได้อยู่เฉยๆ หลังจากศึกษาจนเข้าใจวิชาสรรค์สร้างเทพจักรกลอย่างทะลุปรุโปร่ง ประสิทธิภาพในการสร้างหุ่นเชิดของเขาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

หลังจากตัดฟังก์ชันที่ซับซ้อนและไม่จำเป็นออกไป เพื่อเตรียมรับมือกับฝูงแมลง แดน เล่ยจึงออกแบบหุ่นเชิดรุ่นผลิตจำนวนมากให้มีความสูงสองเมตร โดยมีอาวุธหลักคือเครื่องยิงพลังงานอุปนัยที่แขนและปืนต่อสู้อากาศยานที่หลัง แถมยังมีฟังก์ชันระเบิดตัวเองติดมาด้วย โดยตั้งชื่อว่าหุ่นเชิดวานร

หุ่นเชิดประเภทนี้ ในช่วงเวลาสิบห้าปี แดน เล่ยได้ผลิตออกมาถึงหนึ่งแสนตัว แม้จะถูกจำกัดด้วยวัสดุบนโลก ซึ่งคาดว่าประสิทธิภาพของมันน่าจะสูสีกับอสุรกายแมลงวันดาราสยองขวัญระดับทั่วไปเท่านั้น

แต่ทว่า เมื่อพวกมันมีจำนวนมากจนสามารถสร้างม่านกระสุนถล่มใส่ได้ แดน เล่ยก็เชื่อว่าการจะจัดการกับฝูงแมลงสักแสนกว่าตัวคงไม่มีปัญหา

แน่นอนว่า นั่นคือกรณีที่สู้กับแมลงระดับต่ำอย่างพวกตัวอ่อนหรือระดับทั่วไปเท่านั้น แมลงระดับสูงย่อมไม่ใช่สิ่งที่หุ่นเชิดที่ผลิตจากวัสดุบนโลกจะสามารถต่อกรด้วยได้

โชคดีที่ในช่วงสิบห้าปีนี้ แดน เล่ยยังได้ฝึกฝนวิชาที่ได้รับมาทั้งหมด ยกเว้นวิชาค่ายกลแปดทิศจอมราชันย์ จนเริ่มเข้าสู่ระดับพื้นฐานแล้ว

สำหรับวิชาค่ายกลแปดทิศจอมราชันย์นั้น แดน เล่ยจนปัญญาจริงๆ เพราะพื้นฐานความรู้ด้านค่ายกลแปดทิศของเขานั้นแทบจะเป็นศูนย์ และเขาไม่อยากเสียเวลามากมายไปกับการพยายามพิชิตมัน คาดว่าวิชานี้คงต้องรอให้เขากลับไปที่หลัวฟูแล้วค่อยไปขอคำชี้แนะจากเหล่านักพยากรณ์ในแผนกพยากรณ์ดู ถึงจะพอมีโอกาสเริ่มต้นฝึกได้

อย่างไรก็ตาม การจะมีหรือไม่มีวิชาค่ายกลแปดทิศจอมราชันย์ก็ไม่ได้สำคัญสำหรับแดน เล่ยมากนัก สิ่งที่สำคัญกว่าคือวิชาคืนกำเนิดสามสถาน

วิชานี้ความจริงเรียนรู้ไม่ยากนัก จุดที่ยากจริงๆ คือการฝึกย้อนกลับเพื่อเปลี่ยนปราณให้กลายเป็นมานาบริสุทธิ์

ต้องรู้ว่า แดน เล่ยมีร่างกายของเผ่าวิทยาธร ไม่ว่าตอนนี้สายเลือดวิทยาธรในตัวจะยังหลงเหลือพลังของมังกรอมตะอยู่เท่าไหร่ แต่เผ่าวิทยาธรก็เป็นเผ่าพันธุ์ที่ได้รับพรแห่งความอมตะมาแต่อดีต

เส้นทางแห่งความเป็นอมตะ ในความหมายโดยทั่วไปนั้นได้สาบสูญไปแล้ว เพราะเส้นทางนี้ก็เหมือนกับเส้นทางแห่งระเบียบ นอกจากจะมีการสืบทอดพิเศษหรือการสกัดพลังงานพิเศษออกมา ตามปกติแล้วจะไม่มีใครสามารถย่างกรายเข้าสู่เส้นทางนี้ได้อีก

เรียกได้ว่า เส้นทางของเทพดาราที่เสียชีวิตไปแล้วก็มีความแตกต่างกันไป หากเทียบกับพวกแมลงแห่งการแพร่พันธุ์ที่ยังคงมีอยู่มากมายมหาศาล หรือนักเดินทางนิรนามที่ยังคงสืบทอดเส้นทางแห่งการบุกเบิก และอัศวินแห่งความงามที่ยังคงเคลื่อนไหวอยู่จนถึงทุกวันนี้ เส้นทางแห่งความเป็นอมตะและระเบียบช่างเป็นสองเส้นทางโบราณที่น่าเวทนาจริงๆ

ทว่า การจะฝึกย้อนกลับกับร่างกายของเผ่าพันธุ์ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับพรแห่งความอมตะนั้น ถือเป็นการประเมินวิชาคืนกำเนิดสามสถานสูงเกินไปหน่อย

ดังนั้น ในความหมายที่เคร่งครัด แดน เล่ยจึงยังฝึกไม่ถึงระดับขั้นที่หนึ่งของวิชาคืนกำเนิดสามสถานเลยด้วยซ้ำ

แต่ทว่า วิชาคืนกำเนิดสามสถานกลับส่งผลกระตุ้นร่างกายเผ่าวิทยาธรของแดน เล่ยอย่างเห็นได้ชัด แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนเส้นชีพจรให้กลายเป็นปราณได้ทั้งหมด แต่มันกลับขับดันพลังชีวิตความเข้มข้นสูงสีขาวออกมาจากเซลล์ได้สำเร็จ

และพลังนี้ ขอเพียงแค่เปิดใช้งาน มันก็จะปกคลุมไปทั่วร่างของแดน เล่ยในทันที กลายเป็นชุดเกราะพลังงาน พร้อมกับมอบเขามังกรสีขาวหมอกให้แก่แดน เล่ยหนึ่งคู่ ราวกับว่าแดน เล่ยกำลังใช้วิชาแปลงร่างมังกรอยู่เลยทีเดียว

ทว่า แดน เล่ยมีเพียงเขามังกรแต่ไม่มีหางมังกร การแปลงร่างในครั้งนี้จึงดูไม่สมบูรณ์ยิ่งกว่าแดนเฮิงเสียอีก

ยิ่งไปกว่านั้น พลังนี้ไม่ได้ช่วยในเรื่องพลังป้องกันมากนัก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวเขาคือการเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับพลังงานภายนอกอย่างมหาศาล

ซึ่งรวมถึงพลังงานอุปนัยจากเส้นทางด้วย หากจะพูดให้ถูกต้อง วิชาคืนกำเนิดสามวันที่กลายพันธุ์นี้ มีความสามารถหลักคือการเสริมความเข้มข้นในการสื่อสารกับพลังงานอุปนัย ทำให้แดน เล่ยสามารถโคจรพลังแห่งเส้นทางได้เร็วขึ้นกว่าเดิมถึงสามเท่าตัวในพริบตา

สรุปแล้ว แดน เล่ยในตอนนี้รู้สึกว่าหากเขาได้พบกับตัวเองในตอนที่เพิ่งมาถึงโลกนี้ใหม่ๆ เขาอาจจะสามารถสังหารตัวเองในอดีตได้ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที และหลี่ถงเฉินก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอีกต่อไปแล้ว

แน่นอนว่า ความแข็งแกร่งระดับนี้ในจักรวาลเซียนโจว ก็ยังนับได้ว่าเป็นเพียงปลาน้อยตัวใหญ่หน่อยเท่านั้น ยังไปไม่ถึงระดับทำลายดวงดาว (หากไม่นับรวมการใช้เทคโนโลยีล้วนๆ) ในจักรวาลเซียนโจวถือว่ายังห่างชั้นอยู่อีกมาก

แต่ถึงอย่างนั้น แดน เล่ยก็เตรียมตัวที่จะกลับไปยังจักรวาลเซียนโจวแล้ว

เพราะการจัดซื้อโลหะอย่างต่อเนื่องในช่วงสิบห้าปีมานี้ ทำให้หลายประเทศและองค์กรเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติในออสเตรเลียแล้ว หากยังขืนอยู่ต่อ เขาอาจจะถูกเปิดโปงตัวตนได้

ดังนั้น เมื่อพลังงานข้ามมิติของจอกศักดิ์สิทธิ์เต็มเปี่ยม แดน เล่ยจึงตัดสินใจเลือกที่จะกลับคืนสู่จักรวาลเซียนโจวในทันที

เพียงชั่วพริบตา แดน เล่ยก็กลับมาอยู่ที่เวิร์กชอปเวทมนตร์ของเขาในแอลจีฮาโซ

และเช่นเดียวกับการข้ามมิติครั้งก่อน เวลาในจักรวาลเซียนโจวไม่ได้ล่วงเลยไปเลยแม้แต่น้อย

เมื่อจิตสำนึกกลับเข้าสู่มิติจอกศักดิ์สิทธิ์ เขาก็พบว่าสิ่งที่ได้รับจากการข้ามมิติครั้งนี้ยังอยู่ครบถ้วน

การข้ามมิติของแดน เล่ยในครั้งนี้ เนื่องจากเขาแทบไม่ได้สร้างความสัมพันธ์กับใครเลย และไม่ได้เกิดความขัดแย้งรุนแรงกับตัวละครสำคัญในเนื้อเรื่อง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รับไลท์โคนเลยแม้แต่อันเดียว

แต่ยังโชคดีที่ ข้อมูลฐานวิญญาณของหลี่ถงเฉินถูกนำกลับมาด้วย และสิ่งของทั้งหมดก็ได้กลายเป็นคอนเซ็ปต์เดรสและถูกนำกลับมาจนครบถ้วน

ยิ่งไปกว่านั้น หุ่นเชิดวานรหนึ่งแสนตัว จอกศักดิ์สิทธิ์ที่มีสำนึกรู้ขึ้นมาเล็กน้อยยังได้เปลี่ยนพวกมันให้กลายเป็นคอนเซ็ปต์เดรสหนึ่งใบอย่างรู้ใจ โดยมีชื่อว่า "แสนวานรเหล็ก"

เมื่อเห็นจิตสำนึกของแดน เล่ยเข้ามาข้างใน จอกศักดิ์สิทธิ์ถึงกับแสดงอารมณ์เหมือนอยากจะขอคำชมออกมา

หลังจากลูบไล้และกล่าวชมจอกศักดิ์สิทธิ์อยู่พักใหญ่ แดน เล่ยจึงถอนจิตสำนึกออกมาจากมิติจอกศักดิ์สิทธิ์

ก่อนที่จะเริ่มวางแผนจัดการกับโบราณสถานของฝูงแมลง แดน เล่ยยังต้องทำอีกเรื่องหนึ่งก่อน

นั่นคือการใช้เส้นทางความทรงจำเพื่อกระตุ้นวิชาหัตถ์สยบวิญญาณมือสีน้ำเงิน เพื่อรวบรวมความทรงจำที่ยังหลงเหลืออยู่ในซากแมลง

เหตุผลที่ต้องทำแบบนี้เรียบง่ายมาก เพราะความรู้ที่แดน เล่ยมีเกี่ยวกับโบราณสถานแห่งนั้น หากจะบอกว่ารู้เพียงงูๆ ปลาๆ ก็ยังถือว่าเป็นการประเมินที่สูงเกินไป

ในตอนนี้เมื่อเขามีความสามารถในการอ่านความทรงจำเหมือนพวกผู้รวบรวมความทรงจำแล้ว เขาย่อมต้องนำมาใช้งานให้เกิดประโยชน์

ดังนั้น แดน เล่ยจึงเริ่มมองดูความทรงจำที่หลงเหลืออยู่บนซากเปลือกแมลงที่แตกกระจายเหล่านั้น

ต้องบอกว่า คำวิจารณ์ที่เฮอร์ต้ามีต่อการแพร่พันธุ์ในบันทึกการพัฒนานั้นไม่ได้ผิดไปเลย

แมลงแห่งการแพร่พันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นระดับสูงหรือต่ำ ล้วนมีลักษณะนิสัยเหมือนกันหมด คือในสมองนอกจากเรื่องการขยายพันธุ์แล้วก็ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย

ในยุคปัจจุบันที่เทพดาราแห่งการแพร่พันธุ์เสียชีวิตไปแล้ว พลังแห่งเส้นทางทั้งหมดล้วนต้องอาศัยการช่วงชิงมาด้วยตนเอง

พวกแมลงแห่งการแพร่พันธุ์ เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่สามารถดูดซับพลังแห่งเส้นทางเพื่อใช้ในการจำลองร่างตนเองได้ พวกมันจึงเลือกใช้วิชาการขยายพันธุ์แบบดั้งเดิมที่สุดแทน

ความทรงจำที่แดน เล่ยเห็นจากซากแมลงตัวนี้ นอกจากฉากที่ถูกเขาถล่มจนระเบิดแล้ว ที่เหลือส่วนใหญ่ก็มีแต่เรื่องการสืบพันธุ์ ซึ่งไม่มีข้อมูลที่มีค่าใดๆ เลย

จนกระทั่ง แดน เล่ยเริ่มอ่านความทรงจำของอสุรกายแมลงวันดาราสยองขวัญตัวนั้น

อสุรกายแมลงวันดาราสยองขวัญตัวนั้นดูจะมีความเป็นมาที่โบราณกว่าที่แดน เล่ยคิดไว้มาก แม้ขนาดตัวจะไม่ใหญ่นัก แต่หมอนี่กลับเป็นหนึ่งในพวกที่หลงเหลือมาจากยุคหายนะกาลแห่งมวลแมลง

ใช่แล้ว หลังจากอ่านความทรงจำ แดน เล่ยถึงกับเกือบจะสติแตก เพราะฉากที่ฝังรากลึกที่สุดในความทรงจำของมัน คือภาพค้อนขนาดยักษ์ที่ฟาดลงมาใส่ความมืดมิดในอวกาศอันไกลโพ้น ซึ่งหากดูจากอารมณ์ของแมลงตัวนี้ในขณะนั้น เป้าหมายของค้อนนั้นควรจะเป็น ตะไยซีรอธ

และข้อมูลที่ได้รับจากฉากสั้นๆ นี้มีมหาศาลมาก

แดน เล่ยเห็นอย่างชัดเจนว่าในบริเวณรอบๆ อสุรกายแมลงวันดาราสยองขวัญตัวนี้ มีนางพญาแมลงขนาดใหญ่กว่าดวงดาวอยู่ถึงเจ็ดแปดตัว

ส่วนหัวหน้าของมันนั้นมีขนาดเล็กกว่านางพญามาก ร่างกายเป็นสีน้ำเงินทั้งตัว ดูเหมือนกับ "ราชันแมลงทลายดารา - Skaracabaz (ฉบับจำลอง)" ที่ร่วน เหมยชุบชีวิตขึ้นมาในเกมไม่มีผิดเพี้ยน

และในตอนที่แดน เล่ยเห็นความทรงจำส่วนนี้ เขารู้สึกเหมือนกับว่าราชันแมลงทลายดาราตัวนั้นกำลังชายตามองมาที่เขาอยู่ด้วย

ทว่า ซากของอสุรกายแมลงวันดาราสยองขวัญตัวนี้ก็ไม่สามารถให้ข้อมูลความทรงจำเพิ่มได้มากกว่านี้แล้ว

เมื่อถอนตัวออกจากการอ่านความทรงจำ แดน เล่ยก็ตกอยู่ในความเงียบทันที

เดิมทีเขานึกว่า เป็นเพียงโบราณสถานแห่งการแพร่พันธุ์ธรรมดาๆ ผ่านเวลามานานขนาดนี้ ถึงจะมีแมลงอยู่ข้างใน ก็ไม่น่าจะมียอดฝีมือระดับผู้รับสารหรือระดับกึ่งผู้รับสารที่เขาไม่อาจต่อกรได้หลงเหลืออยู่

แต่ในตอนนี้ ดูเหมือนว่าทางที่ดีที่สุดคือควรประเมินว่าในโบราณสถานแห่งนี้อาจจะมีพลังการต่อสู้ระดับผู้รับสารแห่งการแพร่พันธุ์อยู่ด้วยจะดีกว่า

เพราะอสุรกายแมลงวันดาราสยองขวัญที่แดน เล่ยเอาชนะมาได้นั้นอ่อนแอมากจริงๆ แม้จะไม่รู้ว่ามันรอดชีวิตจากสมรภูมิระดับเทพดารามาได้อย่างไร จนถูกปิดผนึกอยู่ในโบราณสถานในทะเลควอนตัมแห่งนี้

แต่ทว่า แดน เล่ยต้องคิดเผื่อไว้ก่อนว่า ในเมื่อมันรอดมาได้ เหล่านางพญาและผู้นำระดับผู้รับสารในความทรงจำของมันก็อาจจะรอดมาได้เช่นกัน และพวกมันกำลังรอคอยให้เขาไปเปิดประตูโบราณสถานแห่งนั้นอีกครั้งอยู่ในตอนนี้

แดน เล่ยไม่อาจคิดถึงแมลงระดับผู้รับสารเลย ต่อให้มาแค่นางพญาเพียงตัวเดียว ก็ไม่ใช่สิ่งที่ตัวเขาในตอนนี้จะสามารถต้านทานได้เพียงลำพัง

หุ่นเชิดเพียงหนึ่งแสนตัว ขอเพียงแค่นางพญาถูกปล่อยออกมา เพียงไม่กี่ชั่วโมง แอลจีฮาโซทั้งดวงดาวก็จะกลายเป็นอาหารของมัน เพื่อใช้ในการให้กำเนิดฝูงแมลงนับไม่ถ้วนออกมา

หุ่นเชิดเพียงแค่นี้ของเขามันอยู่ในระดับที่แม้แต่จะป้องกันตัวเองก็ยังไม่เพียงพอเลยด้วยซ้ำ

แต่ทว่า ในเมื่อมีความเสี่ยงย่อมมีโอกาส ผลกำไรมหาศาลมักมาพร้อมความเสี่ยงเสมอ หลังจากได้ดูความทรงจำนี้ ความดุดันเหมือนตอนที่เข้าร่วมสงครามจอกศักดิ์สิทธิ์ของแดน เล่ยก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาอีกครั้ง

เขาใช้สิชาอัญเชิญวิญญาณเป็นอยู่แล้ว วิญญาณของพวกแมลงที่มีความซับซ้อนแทบจะเป็นศูนย์นี่แหละที่เหมาะจะนำมาทำเป็น "วิญญาณรับใช้" ของเขาที่สุด

ขอเพียงแค่จับนางพญามาเป็นวิญญาณรับใช้ได้สักตัว ต่อให้พลังของมันจะหลงเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งในสิบ แต่มันก็จะช่วยยกระดับพลังการต่อสู้ของเขาให้พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลแน่นอน

แน่นอนว่า การจะเข้าไปบวกตรงๆ ย่อมไม่มีทางสำเร็จ การต่อสู้ครั้งนี้เขาจำเป็นต้อง "ยืมมือ" คนอื่น

ส่วนจะยืมมือใครล่ะ ก็ย่อมต้องเป็นพันธมิตรเซียนโจวและอินเตอร์แอสทรัล พีซ คอร์ปอเรชัน (IPC) อย่างแน่นอน

ทางพันธมิตรเซียนโจวคงไม่ต้องพูดถึง ขอเพียงให้จิ่งหยวนรู้ว่าที่นี่มีโบราณสถานฝูงแมลงที่มีทั้งนางพญาและอาจจะมีถึงระดับผู้รับสารอยู่ หลังจากรายงานไปแล้ว ต่อให้หลัวฟูจะไม่ส่งกองทัพมาเอง ก็ย่อมจะมีกองทัพจากเซียนโจวลำอื่นๆ มารับช่วงต่อแน่นอน

เพราะพวกแมลงถือเป็นเป้าหมายที่ยอดเยี่ยมในการปฏิบัติภารกิจแห่งการล่าสังหาร พันธมิตรเซียนโจวในฐานะตัวแทนหลักของเส้นทางแห่งการล่าสังหาร ไม่มีทางที่จะนิ่งเฉยได้เมื่อรู้ว่ามีรังแมลงอยู่ที่นี่

และที่สำคัญ ต่อให้จะมีผู้รับสารแห่งการแพร่พันธุ์ตัวจริงอยู่ พันธมิตรเซียนโจวก็ย่อมไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย

ต่อมาคืออินเตอร์แอสทรัล พีซ คอร์ปอเรชัน หากแดน เล่ยต้องการยืมมือพวกเขา เขาต้องใช้เทคนิคสักหน่อย

IPC เป็นพวกประเภทไม่มีผลประโยชน์ไม่ยอมเหนื่อย หากต้องการให้พวกเขาทุ่มกำลังลงมืออย่างเต็มที่ ก็จำเป็นต้องโยนเหยื่อล่อขนาดใหญ่ลงไป

และเหยื่อล่อนี้จะใช้วิธีโยนลงไปตรงๆ เหมือนพวกนักตกปลามือสมัครเล่นไม่ได้ แต่ต้องสร้างเรื่องราวให้มีความซับซ้อนมากพอ เพื่อให้ IPC เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วยตนเอง

เพราะหาก IPC ประเมินพลังของฝูงแมลงต่ำเกินไปแล้วส่งเพียงแค่คนระดับล่างๆ มา ความสูญเสียของพันธมิตรเซียนโจวก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

แดน เล่ยในฐานะ "คนท้องถิ่น" ที่ใช้ชีวิตอยู่บนเซียนโจวมาเกือบสองร้อยปี ย่อมมีความผูกพันอยู่บ้าง

ดังนั้น หากเป็นไปได้ แดน เล่ยจึงอยากให้ IPC มารับบทหน่วยกล้าตาย เพื่อลดความสูญเสียของพันธมิตรเซียนโจวให้น้อยที่สุด

ด้วยเหตุนี้ แดน เล่ยจึงมองออกไปยังนักวิชาการจากสถาบันพหูสูตที่กำลังตรวจดูหลุมยุบขนาดใหญ่จากการระเบิดตัวเองของอสุรกายแมลงวันดาราสยองขวัญ และเผยรอยยิ้มที่มีเลศนัยออกมา

นักวิชาการจากสถาบันพหูสูต คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ชายผู้ที่หากแดน เล่ยได้ยินชื่อย่อมต้องชายตามองเป็นพิเศษแน่นอน

แต่ทว่า ในที่แห่งนี้ มันก็เป็นเพียงชื่อที่พ้องกันโดยบังเอิญเท่านั้นเอง

ในตอนนี้ คริสโตเฟอร์กำลังอยู่ในหลุมทรายขนาดมหึมา ค่อยๆ พลิกหาทรายทีละนิ้ว

คริสโตเฟอร์นึกย้อนกลับไปเสมอว่า ตอนนั้นเขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ถึงได้พยายามแทบตายเพื่อสอบเข้าสถาบันพหูสูตให้ได้

นับตั้งแต่เข้าร่วมสถาบันมา เขาได้เรียนรู้อย่างซึ้งถึงคำว่าความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และกำแพงทางวิชาการ

สรุปสั้นๆ คือ เรื่องดีๆ เบื้องบนไม่มีทางมอบหมายให้เขาทำแน่นอน แต่ถ้ามีเรื่องยุ่งยากที่ไม่มีใครยอมรับไปทำ มันจะต้องตกมาถึงมือเขาเสมอทุกครั้งไป

ในตอนนี้ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ที่ทำได้เพียงขุดทรายไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้ตะโกนก้องอยู่ในใจว่า "นี่ไม่ใช่ชีวิตที่ผมควรจะเป็นเลย ผมน่าจะไปเป็นนักเดินทางนิรนามตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว!"

ราวกับว่าสวรรค์และโลกได้ยินเสียงตะโกนในใจของคริสโตเฟอร์ จู่ๆ ทรายใต้เท้าของเขาก็เกิดการทรุดตัวลงอย่างกะทันหัน

หลุมทรายขนาดใหญ่ในทะเลทรายเกิดการทรุดตัวลงถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง

ทรายนั้นมีความหลวมและไหลลื่นได้ดี เมื่อเกิดการทรุดตัว ทรายจำนวนมหาศาลจะกลบฝังผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทรวงอกถูกกดทับจนหายใจไม่ออก และเนื่องจากทรายมีความหนาแน่นสูงและขุดออกได้ยาก ผู้ประสบภัยอาจเสียชีวิตจากการขาดออกซิเจนได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

คริสโตเฟอร์แม้จะเป็นนักวิชาการจากสถาบันพหูสูต แต่โดยพื้นฐานแล้วเขาก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ต่อให้บนตัวจะมีอุปกรณ์อย่างเกราะพลังงาน แต่มันก็ช่วยให้เขามีชีวิตรอดในทรายได้นานขึ้นเพียงสิบกว่านาทีเท่านั้น

หากหน่วยรักษาความปลอดภัยและพนักงานภาคพื้นดินไม่รีบขุดเขาขึ้นมาให้ทันเวลา เขาก็คงต้องตายแน่นอน

โชคดีที่ หน่วยรักษาความปลอดภัยที่ IPC ส่งมาคุ้มกันคริสโตเฟอร์นั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

เมื่อเห็นคริสโตเฟอร์ถูกทรายดูดหายไปในทันที พวกเขาก็รีบระบุพิกัดผ่านอุปกรณ์ระบุตำแหน่งบนตัวเขา และใช้เครื่องสูบทรายดูดตัวเขาขึ้นมาได้สำเร็จ

ตามปกติแล้ว คริสโตเฟอร์ที่เพิ่งรอดตายมาได้ ต่อให้ไม่บ่นพึมพำออกมาสองสามคำ เขาก็คงต้องรู้สึกหดหู่ไปอีกนาน

ทว่า ในตอนนี้เขากลับมีสีหน้าตื่นเต้นอย่างที่สุด

เพราะสิ่งที่ถูกดูดขึ้นมาพร้อมกับทรายไม่ได้มีเพียงตัวเขาเท่านั้น เขามองเห็นกับตาในขณะที่ลอยอยู่กลางอากาศว่า มีเปลือกแมลงชิ้นหนึ่งที่ไม่ใช่ของสิ่งมีชีวิตในทะเลทรายถูกเครื่องสูบทรายดูดขึ้นมาพร้อมกับตัวเขา

ในตอนนี้ เขาไม่สนใจแล้วว่าตัวเองยังถูกแขวนลอยอยู่กลางอากาศ เขารีบตะโกนบอกคนข้างล่างเสียงดังลั่นว่า

"หยุดสูบก่อน! หยุดสูบก่อน! ปล่อยผมลงไป! เมื่อกี้มีสมบัติถูกดูดขึ้นมาพร้อมกับผม ชิ้นส่วนเปลือกแมลงสีแดงดำชิ้นนั้นน่ะ รีบเอามาให้ผมที รีบไปเก็บของชิ้นนั้นมาเร็วเข้า!!"

เมื่อคริสโตเฟอร์พูดมาขนาดนั้น เจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องสูบทรายจึงต้องยอมเสี่ยงว่าเขาจะตกลงไปติดในทรายอีกรอบ และค่อยๆ ปล่อยเขาลงสู่พื้น

จากนั้น เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ได้เห็นคริสโตเฟอร์ในสภาพที่หน้าทิ่มลงกับพื้นจนทรายเต็มปาก แต่เขากลับรีบตะเกียกตะกายพุ่งเข้าไปหาชิ้นส่วนเปลือกแมลงสีแดงดำที่ยังกึ่งฝังอยู่ในทรายโดยไม่สนใจภาพลักษณ์เลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าสิ่งนั้นคือเทพธิดาของเขา และเป็นความหวังในการเลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนในอนาคตของเขาเลยทีเดียว

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 76 - ความทรงจำของฝูงแมลง

คัดลอกลิงก์แล้ว