- หน้าแรก
- ชีวิตในฮอกวอตส์กับสัตว์วิเศษสารพัดประโยชน์
- บทที่ 4 ป่าต้องห้าม
บทที่ 4 ป่าต้องห้าม
บทที่ 4 ป่าต้องห้าม
บทที่ 4 ป่าต้องห้าม
ลึกเข้าไปในป่าต้องห้าม ภายใต้แสงสายัณห์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ชายหนุ่มรูปร่างโปร่งบางกำลังปลอบประโลมหัวของสัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่ซบอยู่ในอ้อมแขนของเขา
"ฉันอยู่ไม่ไกลจากที่นี่หรอก แล้วจะมาหาบ่อยๆ นะ"
"ถ้าเจออันตรายก็แค่คำรามออกมาดังๆ ทุกคนก็อยู่แถวนี้กันทั้งนั้น ถ้าเธอเรียก พวกเขาก็จะเข้ามาหาเอง"
"วูบ..."
สัตว์ร้ายร่างยักษ์ราวกับภูเขาครางหงิงอย่างน่าสงสารเหมือนเด็กๆ พลางถูไถหัวอันใหญ่โตกับหน้าอกของเอแวนส์
"เด็กดี ในกระเป๋ามันแคบเกินไป อยู่ในนั้นนานๆ เธอจะป่วยเอาได้"
"อีกอย่าง ในป่านี้มีวัตถุดิบอร่อยๆ เยอะแยะ รสชาติดีกว่าอาหารที่ฉันหามาให้ตั้งเยอะ"
"วูบ..."
หลังจากถูไถกับเอแวนส์อีกครั้ง ในที่สุดสัตว์ยักษ์ก็ยอมก้าวเดินอย่างอาลัยอาวรณ์ ค่อยๆ ลับหายเข้าไปในป่าทึบโดยรอบ พลางเหลียวหลังกลับมามองทุกๆ สองสามก้าว
เมื่อสัมผัสได้ว่าแรงสั่นสะเทือนจางหายไป เอแวนส์จึงโบกมือลา
"ถ้าคิดถึงฉัน ก็มาหาได้ตลอดเวลานะ!"
"มอ~"
เสียงคำรามกึกก้องดังมาจากระยะไกล ในที่สุดสัตว์ยักษ์ก็หายลับตาไปอย่างสมบูรณ์
เอแวนส์มองไปยังจุดที่สัตว์ร้ายจากไป พลางถอนหายใจด้วยความรู้สึกบางอย่างและแตะลงบนลูกทรงกลมโลหะเล็กๆ ที่ห้อยอยู่บนหน้าอก
"คราวนี้ก็เหลือแค่พวกเราแล้วนะ"
ลูกทรงกลมสั่นสะเทือนเบาๆ สิ่งที่อยู่ภายในดูเหมือนกำลังตอบโต้กับเอแวนส์
"หิวแล้วเหรอ? รออีกนิดนะ เดี๋ยวเราค่อยกินพร้อมกันตอนมื้อค่ำ"
ลูกทรงกลมสั่นอีกครั้ง
"อยากกินหม้อไฟเหรอ? อืม... ไว้อีกสักสองสามวันดีไหม? ฉันเพิ่งกลับมาที่โรงเรียน ต้องไปกินข้าวกับพวกศาสตราจารย์สักสองสามมื้อน่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ลูกทรงกลมก็สั่นประท้วงอย่างไม่พอใจก่อนจะกลับคืนสู่ความสงบ
หลังจากปลอบโยนลูกทรงกลมเรียบร้อย เอแวนส์ก็เงยหน้ามองสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ความรู้สึกถวิลหาอดีตผุดขึ้นในใจ
แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้ใบหน้า มอบแสงสว่างรำไรให้กับป่าลึกแห่งนี้
เอแวนส์ก้าวยาวๆ ไปตามหมู่แมกไม้ยักษ์ ดื่มด่ำกับความสุขในการได้กลับมายังสถานที่ที่คุ้นชิน
นับตั้งแต่เริ่มเข้าเรียน เขามักจะฝ่าฝืนกฎของโรงเรียนแอบเข้ามาในป่าต้องห้ามอยู่บ่อยครั้ง
ในช่วงปีแรก เนื่องจากคนที่คุณก็รู้ว่าใครยังไม่ได้เริ่มสร้างปัญหา ทั้งโรงเรียนจึงยังไม่อยู่ในสภาวะเฝ้าระวัง การลอบเข้ามาในป่าต้องห้ามของเขาจึงไม่ค่อยมีใครสังเกตเห็น
นั่นเป็นปีที่เขารู้สึกผ่อนคลายที่สุด และทำให้เขาได้สร้างสายสัมพันธ์เบื้องต้นกับเผ่าพันธุ์สัตว์วิเศษมากมายที่อาศัยอยู่บริเวณชายป่าต้องห้าม
อย่างไรก็ตาม ในปีที่สอง หลังจากที่ค้างคาวตัวใหญ่จอมปากไม่ตรงกับใจเริ่มมารับตำแหน่งหัวหน้าบ้าน โอกาสที่จะได้แอบมาป่าต้องห้ามก็น้อยลงไปมาก
แต่ในปีนั้นเองที่ทำให้เขาค้นพบเรื่องประหลาดมากมายเกี่ยวกับป่าต้องห้ามแห่งนี้
แม้จะถูกเรียกว่าป่าต้องห้าม จนฟังดูเหมือนเป็นป่าที่ปลูกขึ้นมา แต่ความจริงแล้วมันคือป่าดงดิบอันกว้างใหญ่ ซึ่งในยุคต้นกลางสมัยนั้น เคยเป็นแหล่งลี้ภัยชั้นยอดของเหล่าพ่อมดแม่มดที่หลบหนีการตามล่าจากคริสตจักรของมักเกล
นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ฮอกวอตส์ตั้งอยู่ที่นี่
ทั่วทั้งป่าต้องห้ามเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและสุสานของพ่อมดในอดีตกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เนื่องจากกาลเวลาที่ผ่านไปนานแสนนาน ซากส่วนใหญ่จึงไม่มีมนตราป้องกันเหลืออยู่อีก และที่ยังไม่มีใครค้นพบก็เพียงเพราะป่าต้องห้ามนั้นกว้างใหญ่และอันตรายเกินไปเท่านั้น
สิ่งที่พิเศษที่สุดคือส่วนที่ลึกที่สุดของป่าต้องห้าม ซึ่งเป็นเขตผนึกที่ยังไม่เคยมีใครย่างกรายเข้าไปถึง
เอแวนส์เงยหน้ามองท้องฟ้า
แสงสายัณห์ยังไม่จางหายไปจนหมด ยังพอมีเวลาเหลืออีกประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนจะถึงมื้อค่ำ
"ยังมีเวลาพอ ฉันไปตรวจดูผนึกชั้นที่สามหน่อยดีกว่า เผื่อจะคลายผนึกมันได้"
เมื่อสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบและกะทิศทางได้คร่าวๆ ชายเสื้อคลุมของเอแวนส์ก็สะบัดไหว ร่างของเขาลอยขึ้นเหนือพื้นดิน
ตั้งแตปีแรก เขาก็ไม่ค่อยถูกชะตากับไม้กวาดบินได้เท่าไรนัก ทุกครั้งที่ต้องขี่เขาจะรู้สึกกังวลอยู่เสมอเพราะกลัวว่าจะตกลงมา
ในชาติก่อน เขาข้ามมิติมาได้ก็เพราะอุบัติเหตุลื่นตกเขาตอนไปปีนเขา ดังนั้นเขาจึงมีความฝันร้ายฝังใจเกี่ยวกับความสูงแบบนั้น
เมื่อเทียบกับไม้กวาดแล้ว พรสวรรค์ในการบินของพวกเอลฟ์ประจำบ้านทำให้เขารู้สึกอุ่นใจกว่ามาก
ต้นไม้เบื้องล่างถอยห่างไปอย่างรวดเร็ว บางครั้งก็เห็นซากอาคารผุพังปรากฏขึ้นประปราย เอแวนส์บินไปพลางมองหาทิศทาง ไม่นานนัก เส้นโค้งโปร่งแสงขนาดใหญ่ที่สะดุดตาก็ปรากฏขึ้นในสายตา
นี่คือผนึกที่ประกอบขึ้นจากอักษรรูน ซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น โอบล้อมส่วนลึกที่สุดของป่าต้องห้ามเอาไว้อย่างมิดชิด
เอแวนส์ชะลอความเร็วลงและค่อยๆ ร่อนลงจากท้องฟ้า เขามองไปยังอักษรรูนตรงหน้าแล้วชักไม้กายสิทธิ์ออกมา
"อาปาเรเซียม"
คลื่นมนตราที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านออกไป อักษรรูนที่เคยวางตัวอยู่อย่างเบาบางเริ่มขยายตัวขึ้นจนเห็นได้ชัด และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนเต็มลานสายตาของเอแวนส์
อักษรรูนเหล่านี้แตกต่างจากที่พักอาศัยของพ่อมดยุคกลางพวกนั้น มันไม่สามารถทำลายได้ด้วยกำลัง อย่างน้อยเอแวนส์ในตอนปีเจ็ดก็ไม่สามารถใช้กำลังพังมันเข้าไปได้
มีเพียงการทำตามเงื่อนไขเบื้องต้นของผนึกและไขปริศนาให้ได้เท่านั้น จึงจะสามารถคลายผนึกแต่ละชั้นได้จริงๆ
นอกจากนี้ การจะมองเห็นอักษรรูนเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องมีดวงตาเวทมนตร์คู่หนึ่งถึงจะมองเห็นพวกมันได้
มิฉะนั้น หากใครหลงเข้ามาในพื้นที่เงื่อนไขก็จะเกิดอาการมึนงงและเดินกลับออกไปทางเดิม โดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้ร่ายคาถาปรากฏตัว
เอแวนส์เพิ่งจะได้รับความสามารถในการมองเห็นผนึกเหล่านี้ตอนปีสี่ หลังจากที่เขาผูกมิตรกับพวกเธสตรอลได้สำเร็จ
ปีนั้นน่าจะเป็นปีที่หัวหน้าบ้านสุดที่รักของเขาปวดหัวที่สุด
เพราะเขาถูกจับได้ที่ชายป่าต้องห้ามอย่างน้อยสัปดาห์ละสามครั้ง นี่นับเฉพาะตอนที่ถูกจับได้เท่านั้นนะ
เรียงความสำนึกผิดที่เขาเขียนสามารถเอาไปวางจนเต็มห้องทำงานของหัวหน้าบ้านสลิธีรินได้เลยทีเดียว!
เอแวนส์มองไปที่วงล้อมของอักษรรูนที่ถูกกระตุ้นด้วยคาถาเผยความลับ เขาเก็บไม้กายสิทธิ์แล้ววางมือลงบนอักษรรูนวงในสุด
อักษรรูนสองแถวหม่นแสงลง และมีวงจรชุดใหม่ปรากฏขึ้นบนมือของเอแวนส์ มันส่องแสงอยู่สองสามวินาทีก่อนจะบิดตัวกลายเป็นข้อความหนึ่งประถัด
"จงร่ายคาถาที่แตกต่างกันห้าสิบคาถา โดยใช้เทคนิคการร่ายแบบไร้เสียงและไม่ใช้ไม้กายสิทธิ์"
ราวกับเขาคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าข้อความนี้จะปรากฏขึ้น เอแวนส์ละมือออกมา แสงสีแดงควบแน่นอยู่ในฝ่ามือของเขาก่อนจะพุ่งเข้าใส่กอหญ้าใกล้ๆ
หลังจากแสงสีแดงลับไป วัชพืชที่ถูกรบกวนก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมาแล้วร่วงลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นผงละเอียด
เขาเริ่มร่ายคาถาอย่างเป็นระบบ ความตื่นเต้นพุ่งพล่านอยู่ในใจ
เขคุ้นเคยกับกระบวนการนี้ดี เพราะเขาพยายามทำภารกิจเงื่อนไขนี้มาตั้งแต่ปีสุดท้ายก่อนจะเรียนจบ
แต่น่าเสียดายที่จนกระทั่งจบการศึกษาเขาก็ยังทำไม่สำเร็จ
แต่จะโทษเขาไม่ได้หรอก เพราะการร่ายคาถาที่แตกต่างกันถึงห้าสิบคาถาแบบไร้เสียงและไม่ใช้ไม้กายสิทธิ์นั้น เป็นสิ่งที่พ่อมดจำนวนมากทำไม่ได้ไปตลอดชีวิต!
พ่อมดส่วนใหญ่ที่ฝึกฝนคาถาที่ใช้บ่อยเพียงไม่กี่บทจนสามารถร่ายแบบไร้เสียงและไม่ใช้ไม้กายสิทธิ์ได้ ก็นับว่าเป็นระดับปรมาจารย์แล้ว คาถาห้าสิบบทนั้นเพียงพอที่จะทำให้มือปราบมารผู้เจนสนามหลายคนต้องกุมขมับ!
แม้แต่เขายังต้องใช้เวลาเกือบห้าปีถึงจะทำได้สำเร็จ และนี่รวมถึงคาถาง่ายๆ หลายบทที่เขาดัดแปลงขึ้นมาเองด้วย
และนี่เป็นเพียงแค่เงื่อนไขเบื้องต้นเท่านั้น เขายังไม่รู้เลยว่าปริศนาที่แท้จริงของผนึกชั้นนี้คืออะไร
เมื่อนึกถึงอดีต เงื่อนไขของผนึกชั้นแรกคือการอัดพลังเวทลงในลูกแก้วสีน้ำเงินเข้มให้เต็ม และปริศนาก็เกี่ยวข้องกับพลังเวท ซึ่งเป็นการทดสอบความรุนแรงของคาถาและทักษะการต่อสู้นิดหน่อย
ผนึกชั้นนั้นไม่ได้ยากสำหรับเขา เพราะด้วยพรสวรรค์ประหลาด พลังเวทของเขาจึงสูงกว่าเด็กรุ่นเดียวกันมาก และปริศนาต่อๆ มาก็ไม่ได้เหนือความคาดหมายนัก เขาใช้เวลาเพียงครึ่งปีก็คลายผนึกได้สำเร็จ
รางวัลจากผนึกชั้นนั้นก็นับว่ายอดเยี่ยมมาก มันคือบันทึกการวิจัยเกี่ยวกับสายเลือดวัวรีม เนื้อหาในบันทึกนั้นละเอียดมากและช่วยให้เขากำหนดทิศทางการวิจัยในอนาคตได้
ส่วนเงื่อนไขของชั้นที่สองนั้นยากขึ้นมาหน่อย มันต้องการให้จิตใจทนทานต่อแรงปะทะที่ประกอบขึ้นจากอักษรรูน และปริศนาของมันก็เกี่ยวข้องกับจิตใจ เป็นการทดสอบพลังจิตและความแข็งแกร่งของเจตจำนง
รางวัลของชั้นนี้คือขวดยาโบราณที่สาบสูญไปนานแล้ว เพียงแค่ดมกลิ่นยาก็ทำให้สมองปลอดโปร่ง และหลังจากดื่มเข้าไปจนหมด พลังจิตของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งในสาม ช่วยให้ความเร็วและระยะเวลาในการร่ายเวทเพิ่มขึ้นมหาศาล
หากอ้างอิงจากผนึกสองชั้นแรก ปริศนาของผนึกชั้นที่สามนี้ควรจะเกี่ยวข้องกับคาถา เพราะเงื่อนไขเบื้องต้นของมันคือการเชี่ยวชาญการร่ายคาถาแบบไร้เสียงและไม่ใช้ไม้กายสิทธิ์ถึงห้าสิบบท
มือของเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แสงสีจากมนตราไหลเวียนออกมาจากมือของเอแวนส์ พรรณไม้รอบกายเริ่มปั่นป่วนจากการถูกร่ายด้วยคาถาที่หลากหลายนับไม่ถ้วน แต่อักษรรูนตรงหน้ากลับยิ่งส่องสว่างโชติช่วงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อแสงสุดท้ายจางหายไป วงจรอักษรรูนที่เคยวางตัวอย่างเป็นระเบียบก็ระเบิดออก กลายเป็นจุดแสงกระจายไปทั่ว
แท่นหินผุพังค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากพื้นดินที่เคยว่างเปล่า รอบแท่นมีอักษรรูนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ โดยมีช่องว่างหายไปห้าช่อง
และเหนือแท่นหินนั้น มีลูกทรงกลมหินห้าลูกที่ปกคลุมด้วยอักษรรูนลอยกระจัดกระจายอยู่ เอแวนส์มองดูลูกทรงกลมห้าลูกนั้นพลางกระตุกยิ้มอย่างเสียไม่ได้
"ไอ้เกมปริศนาพวกนี้มันมีไว้ทำอะไรกันแน่เนี่ย?"
แม้จะบ่น แต่เขาก็ยังชักไม้กายสิทธิ์ออกมาและชี้ไปที่ลูกทรงกลมหินลูกหนึ่ง
"อัคคิโอ ลูกทรงกลมหิน"
แสงที่ไม่สว่างนักพุ่งเข้าใส่ลูกทรงกลมหิน ลูกแก้วที่เคยหยุดนิ่งเริ่มกลิ้งมาทางเอแวนส์และตกลงในช่องว่างช่องหนึ่ง
เขาสะบัดไม้กายสิทธิ์ ลูกทรงกลมหลายลูกถูกนำมาวางในตำแหน่งที่ถูกต้องด้วยแรงดึงดูดของคาถา แสงสีต่างๆ เริ่มแผ่ออกมาจากอักษรรูนบนพื้น
ไม่นานนัก แสงเหล่านั้นก็ดับลง และมีกรอบรูปสองกรอบปรากฏขึ้นกลางอากาศ กรอบทางซ้ายเป็นภาพผู้หญิงคนหนึ่งกำลังก้มหน้าร้องไห้ ส่วนกรอบทางขวานั้นว่างเปล่า
เอแวนส์ชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองดูภาพทั้งสองด้วยความสับสน
ปริศนาที่ผ่านมาไม่เคยมีอะไรแบบนี้ ปกติแล้วจะมีเพียงแผ่นกระดาษหนังที่บอกเนื้อหาของปริศนาเท่านั้น
"นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?"
ขณะที่เอแวนส์กำลังครุ่นคิด อักษรรูนแถวหนึ่งก็เรียงตัวกันตรงหน้า กลายเป็นประโยคสองประโยค
"จงใช้คาถาที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงสิบบท และใช้แรงปะทะจากคาถาเหล่านั้นเพื่อจำลองภาพจากกรอบทางซ้ายลงในกรอบรูปที่ว่างเปล่า"
"คุณมีเวลาสามสิบนาที"
"???"