- หน้าแรก
- ลงชื่อเข้าใช้หนึ่งล้านปี ออกมาอีกทีพี่คือพระเจ้า
- บทที่ 12 - ความมั่นใจของหวังหมิง และซูหงหยวนผู้ก้าวสู่หลอมรวมความว่างเปล่า
บทที่ 12 - ความมั่นใจของหวังหมิง และซูหงหยวนผู้ก้าวสู่หลอมรวมความว่างเปล่า
บทที่ 12 - ความมั่นใจของหวังหมิง และซูหงหยวนผู้ก้าวสู่หลอมรวมความว่างเปล่า
บทที่ 12 - ความมั่นใจของหวังหมิง และซูหงหยวนผู้ก้าวสู่หลอมรวมความว่างเปล่า
หอร้อยสุคนธ์มีผู้ฝึกตนระดับวิญญาณแรกเริ่มหนุนหลังอยู่ จ้าวเหออันจึงไม่กล้าทำตัวกร่างในร้านมากนัก
บ่าวรับใช้สี่คนยิ้มเหี้ยมเดินตรงเข้าไปหาซูเฉิน แววตาเต็มไปด้วยเจตนาฆ่า
ซูเฉินแววตาเย็นยะเยือก สีหน้าเริ่มรำคาญ อารมณ์สุนทรีย์วันนี้พังทลายหมดสิ้น
เขายกมือขึ้นขยุ้มอากาศ อากาศบริเวณนั้นเหมือนถูกบีบอัดจนระเบิด ร่างของบ่าวทั้งสี่ระเบิดเละเป็นจุน เลือดสาดกระจายราวกับน้ำพุ
สี่คนตายเรียบในพริบตา!
จากนั้นซูเฉินคว้าตะเกียบขึ้นมาข้างหนึ่ง สะบัดข้อมือเบาๆ ตะเกียบพุ่งแหวกอากาศเจาะทะลุลำคอของจ้าวเหออัน
"ฉึก!"
จ้าวเหออันทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้น รูม่านตาเริ่มขยายกว้าง เขากุมลำคอตัวเองไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
เกิดอะไรขึ้น!?
"แกกล้า... ฆ่าข้า ตระกูลจ้าวไม่ปล่อยแกไว้แน่"
จ้าวเหออันได้สติ เค้นเสียงพูดอย่างยากลำบาก
ซูเฉินไม่ตอบคำ คนระดับมดปลวกพรรค์นี้ ไม่มีค่าพอให้เขาชายตามองด้วยซ้ำ
ครู่ต่อมา จ้าวเหออันก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ล้มตึงลงไปนอนแน่นิ่ง เลือดไหลนองเต็มพื้น
ดวงตาของเขาเบิกโพลง เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความเจ็บปวด และ... ความเสียใจ
ทำไมต้องไปหาเรื่องคนคนนี้ด้วย!
น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่มียาแก้ความเสียใจ ต่อให้ตระกูลจ้าวจะมาแก้แค้นให้ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาในตอนนี้ล่ะ?
ตายแล้ว ก็คือจบกัน
เห็นจ้าวเหออันถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตา หอร้อยสุคนธ์ตกอยู่ในความเงียบสงัด แขกเหรื่อต่างมองด้วยความหวาดผวา
เขากล้าฆ่าจ้าวเหออัน ไม่กลัวตระกูลจ้าวมาล้างแค้นหรือไง?
วิธีการลงมือที่เด็ดขาดโหดเหี้ยมของซูเฉิน ทำให้ทุกคนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
โหดเกินไปแล้ว!
หยางจิ้งโหรวก็ตกใจไม่แพ้กัน เธอไม่นึกว่าซูเฉินจะฆ่าจ้าวเหออันทิ้งดื้อๆ แบบนี้
ขณะเดียวกัน แววตาคู่สวยของเธอก็สั่นไหว หากได้แต่งงานกับซูเฉินก็คงดี ต่อให้เป็นแค่อนุภรรยาก็ยอม
ทั้งแข็งแกร่ง ทั้งสูงส่ง ผู้หญิงคนไหนบ้างจะไม่หลงใหล?
ทันใดนั้น กลิ่นอายพลังอันมหาศาลก็ปกคลุมทั่วหอร้อยสุคนธ์
ระดับวิญญาณแรกเริ่ม!
ทุกคนในร้านใจสั่นระรัว ระดับวิญญาณแรกเริ่มโผล่มาเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?
ผู้มาใหม่คือชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม ใบหน้าฉายแววร้อนรน พอเห็นซูเฉินนั่งอยู่ที่มุมร้าน เขาก็รีบวิ่งถลาเข้าไปทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"ผู้น้อยต่งจื้อ เถ้าแก่หอร้อยสุคนธ์ คารวะนายน้อยซูขอรับ"
ใบหน้าของต่งจื้อเต็มไปด้วยความหวาดกลัว กลัวว่าซูเฉินจะโมโหแล้วพาลมาลงที่เขาด้วย
คนอื่นอาจไม่รู้จักซูเฉิน แต่เขาเป็นถึงระดับวิญญาณแรกเริ่ม มีหรือจะจำนายน้อยตระกูลซูไม่ได้
ข่าวลือหนาหูเมื่อไม่กี่วันก่อน ซูเฉินสังหารหลี่ชิวระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลายได้ เขาแค่ระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นกลาง ต่อให้สู้ตัวต่อตัวยังไม่ใช่คู่มือซูเฉิน นับประสาอะไรกับอำนาจตระกูลซูที่หนุนหลังอยู่
อะไรนะ!
เห็นต่งจื้อก้มหัวให้ซูเฉินแทบติดพื้น ทุกคนในหอร้อยสุคนธ์ถึงกับช็อก นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?
นายน้อยซู... เดี๋ยวนะ!
หรือว่าเขาคือ...
อายุน้อยขนาดนี้ แถมทำให้ระดับวิญญาณแรกเริ่มต้องก้มหัวให้ ก็มีแต่ซูเฉิน นายน้อยตระกูลซูคนเดียวแล้ว
คุณพระช่วย จ้าวเหออันเตะเจอตอเข้าอย่างจัง!
ไปหาเรื่องใครไม่หา ดันไปหาเรื่องซูเฉิน แถมยังไปลวนลามสาวใช้เขาอีก
มิน่าล่ะซูเฉินถึงได้เฉยชากับแม่นางจิ้งโหรวนัก ก็สมเหตุสมผลแล้ว
สิบสาวงามเมืองจันทรา ถ้าซูเฉินเอ่ยปาก ทั้งสิบคนคงแย่งกันถวายตัว แล้วเขาจะมาสนอะไรกับแค่หยางจิ้งโหรวคนเดียว?
ซูเฉินปรายตามองต่งจื้อแวบหนึ่ง แล้วลุกขึ้นยืนหันหลังเดินออกไป
"น่าเบื่อชะมัด ฮั่นซี กลับบ้าน"
ทั้งสองคนเดินออกจากหอร้อยสุคนธ์ไปดื้อๆ
มองแผ่นหลังของทั้งคู่ ต่งจื้อลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ขอแค่ซูเฉินไม่โกรธเคืองเขา ก็ถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว
บนเวทีสูง หยางจิ้งโหรวเม้มริมฝีปากแน่น แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บใจ
โธ่เอ๊ย ไอ้บ้าจ้าวเหออัน!
ถ้าไม่มีแกมาทำเรื่องเสีย วันนี้ฉันคงได้กินข้าวกับเขาไปแล้ว
รอจนซูเฉินเดินไปไกล ผู้คนในหอร้อยสุคนธ์ถึงกล้าหายใจทั่วท้อง ผ่านไปครู่ใหญ่เสียงจอแจถึงค่อยๆ กลับมาอีกครั้ง
......
ตระกูลหวัง
"เรียนท่านประมุข สถานการณ์ดีกว่าที่ท่านคาดการณ์ไว้เสียอีกขอรับ"
หวังหมิงเลิกคิ้ว ถามด้วยความแปลกใจ "ว่ามาซิ"
ผู้ดูแลตระกูลหวังรีบรายงาน "ท่านประมุข ร้านค้าของตระกูลซูทั้งหมดปิดกิจการแล้วขอรับ ไม่มีเปิดเลยแม้แต่ร้านเดียว"
หวังหมิงได้ยินดังนั้น มุมปากก็ยกยิ้ม
ตระกูลซู คิดจะสู้กับข้า พวกเจ้ายังห่างชั้นนัก!
รอให้ตระกูลหวังได้น้ำทิพย์หยกวิญญาณมาเมื่อไหร่ วันล่มสลายของตระกูลซูก็อยู่แค่เอื้อม
ขณะนั้นเอง หวังหมิงก็ขมวดคิ้ว โบกมือไล่ผู้ดูแล
"เจ้าออกไปก่อน"
ผู้ดูแลรีบคำนับแล้วถอยออกไป
หลังจากเขาออกไปไม่นาน เงาร่างหนึ่งก็กระโดดเข้ามาทางหน้าต่าง สวมชุดดำปกปิดใบหน้ามิดชิด ดูไม่ออกว่าเป็นใคร
ผู้มาใหม่ประสานมือคารวะหวังหมิง แล้วพูดเสียงเครียด
"วันนี้เกิดเรื่องที่ตระกูลซู ซูเฉินมอบแหวนมิติวงหนึ่งให้ซูชิงเทียน ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นอะไร แต่ดูเหมือนพวกเขาจะหาทางแก้ปัญหาได้แล้ว"
หวังหมิงหรี่ตาลง "บอกรายละเอียดได้ไหม?"
คนชุดดำตอบ "ไม่ได้ ตอนนั้นสองพ่อลูกซูชิงเทียนน่าจะใช้กระแสจิตคุยกัน ข้าเลยไม่รู้รายละเอียด"
"แต่ตอนที่ซูชิงเทียนสั่งปิดร้าน ท่าทางเขามั่นใจมาก พวกท่านต้องระวังตัวไว้หน่อยแล้ว"
พูดจบ เขาก็ไม่รอช้า หันหลังกระโดดหายไปทันที
หวังหมิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ครุ่นคิดอยู่นาน สุดท้ายก็แค่นหัวเราะเยาะ
"ฮึ ซูชิงเทียน ก็แค่สร้างภาพขู่ไปงั้นแหละ"
"ตระกูลซูมีสภาพยังไง ข้ารู้ดีกว่าตัวซูชิงเทียนเองเสียอีก ถ้าเจ้าหาทางออกได้จริง ข้าหวังหมิงยอมเขียนชื่อกลับหัวเลยเอ้า"
หวังหมิงมั่นใจมาก เขาฟันธงว่าซูชิงเทียนไม่มีทางแก้ปัญหาได้ อย่างมากก็แค่ยื้อเวลาตายไปวันๆ
แต่ในใจลึกๆ เขาก็เริ่มกังวล พรสวรรค์ของซูเฉินน่ากลัวเกินไป ถ้าปล่อยให้ทะลวงถึงระดับแปลงจิต จะกลายเป็นหนามยอกอกชิ้นใหญ่
ได้น้ำทิพย์หยกวิญญาณมาเมื่อไหร่ ต้องรีบลงมือทันที
......
ตระกูลซู
ซูเฉินเพิ่งกลับถึงเรือนพัก ซูหยวนป้าก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา สีหน้าดูร้อนรน
"เสี่ยวเฉิน รีบตามอามาเร็ว"
เห็นท่าทางเคร่งเครียดของอาสาม ซูเฉินรีบลุกขึ้นถาม
"อาสาม เกิดเรื่องอะไรขึ้นครับ?"
ซูหยวนป้าหน้าเศร้า "ท่านพ่อตื่นแล้ว ท่านระบุชื่ออยากเจอพวกหลานๆ"
ท่านปู่!?
ซูเฉินตกใจ หรือว่าปู่ยังไม่ตาย?
เขาส่งกระแสจิตออกไปตรวจสอบ ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่งแต่อ่อนแรงสายหนึ่งในตระกูลซู
ครึ่งก้าวสู่หลอมรวมความว่างเปล่า ซูหงหยวน!
ตอนนี้ซูเฉินอยู่ระดับอริยะขั้นกลาง แข็งแกร่งเหนือโลกหล้า ย่อมไม่มีอะไรเล็ดลอดสายตาเขาไปได้ เพียงแต่เมื่อก่อนเขาไม่เคยสอดส่องภายในตระกูลเท่านั้น
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็มาถึงเรือนใหญ่ เดินวนไปมาหลายรอบ จนเข้าไปในทางลับแห่งหนึ่ง
ตามหลักแล้วทางลับควรจะมืดและชื้นแฉะ
แต่ทางลับแห่งนี้กลับอบอุ่นและแห้งสบาย อยู่แล้วรู้สึกผ่อนคลาย
ที่ส่วนลึกสุดของทางลับ บนเบาะรองนั่งที่สะอาดสะอ้าน มีชายชราคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ ใบหน้าเหี่ยวย่นดูไร้เรี่ยวแรง แววตาหม่นหมอง เหมือนไม้ใกล้ฝั่งที่พร้อมจะมอดดับได้ทุกเมื่อ
เบื้องหน้าชายชรา มีลูกหลานสายเลือดหลักยืนอยู่เต็มไปหมด คือพวกผู้อาวุโสและลูกๆ ของพวกเขา
แต่จำนวนไม่เยอะ รวมแล้วมีแค่ยี่สิบสามคน
ซูชิงเทียนเห็นซูเฉินเดินเข้ามา ก็รีบเอ่ยเรียก "เฉินเอ๋ย รีบมาคารวะท่านปู่เร็วเข้า"
ซูเฉินรีบก้าวเข้าไป ทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"หลานคารวะท่านปู่ขอรับ"
......
[จบแล้ว]