- หน้าแรก
- ศิษย์น้องขยันแทบตาย ศิษย์พี่แค่นอนหายใจก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 49 - ก็แค่นางคือศิษย์น้องของข้า! องค์หญิงใหญ่แล้วไง!
บทที่ 49 - ก็แค่นางคือศิษย์น้องของข้า! องค์หญิงใหญ่แล้วไง!
บทที่ 49 - ก็แค่นางคือศิษย์น้องของข้า! องค์หญิงใหญ่แล้วไง!
บทที่ 49 - ก็แค่นางคือศิษย์น้องของข้า! องค์หญิงใหญ่แล้วไง!
"ก็แค่ขยะคนหนึ่ง มีสิทธิ์อะไรมาทำอวดดีกับข้าแบบนี้?!"
เจ้าจื่อจิ้งเริ่มมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้ว
คิดดูสิว่าเขาเป็นใครกันเล่า ในเมืองหลวงเขาก็ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในเมืองเล็กๆ อย่างเมืองอู๋แห่งนี้เลย!
แต่ไม่คิดเลยว่า เซียวจิ่นอวี้ อดีตคู่หมั้นที่กลายเป็นขยะไปแล้ว จะกล้ามาต่อปากต่อคำกับเขาต่อหน้าผู้คนมากมายขนาดนี้!
แถมยังมาพูดจาอวดดีว่าสามสิบปีฝั่งตะวันออกสามสิบปีฝั่งตะวันตก อย่าดูถูกดรุณีที่ยากไร้อะไรนั่นอีก!
ข้าจะดูถูกแล้วจะทำไมล่ะฮะ!
"เซียวจิ่นอวี้ เจ้าสูญเสียพลังบำเพ็ญเพียรไปหมดแล้ว กลายเป็นแค่คนไร้ค่า! อย่าว่าแต่สามสิบปีเลย ต่อให้ให้เวลาเจ้าอีกสามร้อยปี เจ้าก็ไม่มีทางตามข้าทันหรอก!"
"ส่วนข้า เจ้าจื่อจิ้ง ผู้ครอบครองกายราชันย์ แถมยังได้รับความโปรดปรานจากองค์หญิง อนาคตข้างหน้าย่อมต้องก้าวหน้าไกล เป็นถึงเสาหลักของราชวงศ์ต้าโจวอย่างแน่นอน!"
"เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดจาแบบนี้กับข้า! ถ้าข้าอยากจะทำ ข้าสามารถซัดฝ่ามือเดียวปลิดชีพเจ้าได้เลยนะ และข้าเชื่อว่า จะไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรสักคำด้วย!"
เจ้าจื่อจิ้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
คำพูดของเขา แม้จะฟังดูโอหัง แต่มันก็คือ...
ความจริง!
เจ้าจื่อจิ้งในตอนนี้ คือคนที่องค์หญิงทรงโปรดปราน และอิทธิพลของตระกูลเจ้าในเมืองหลวง ก็เหนือกว่าตระกูลเซียวในตอนนี้ไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย
แค่หญิงชราที่ยืนอยู่ข้างๆ เจ้าจื่อจิ้งเพียงคนเดียว ก็มีพลังมากพอที่จะกวาดล้างตระกูลเซียวให้ราบคาบได้แล้ว แล้วเซียวจิ่นอวี้ล่ะ จะเอาอะไรไปสู้กับพวกเขาได้
ทุกคนมองไปที่เซียวจิ่นอวี้ด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยการเยาะเย้ย
"สามสิบปีฝั่งตะวันออกสามสิบปีฝั่งตะวันตกงั้นรึ เหอะ ไม่ดูสภาพตัวเองในตอนนี้เลย ว่ามีคุณสมบัติอะไรมาพูดจาโอ้อวดแบบนี้"
"พวกอัจฉริยะมักจะหยิ่งยโสแบบนี้แหละ ถึงจะตกต่ำลงไปแล้ว แต่ก็ยังเคยเป็นอัจฉริยะมาก่อน ไม่แปลกใจเลยที่นางจะหลุดปากพูดอะไรแบบนี้ออกมา"
"แต่น่าเสียดาย ที่วันนี้นางจะต้องชดใช้ให้กับความเอาแต่ใจของตัวเอง คิดจริงๆ เหรอว่าแค่พูดจาแบบนั้นออกไป แล้วเจ้าจื่อจิ้งจะยอมปล่อยนางไปง่ายๆ น่ะ"
"ต่อให้ไม่ตาย ก็คงต้องโดนลอกคราบล่ะงานนี้!"
ผู้คนต่างมองดูเซียวจิ่นอวี้ด้วยความสะใจ
แม้จะเป็นคนตระกูลเดียวกัน แต่ตอนนี้พวกเขากลับไม่มีความเห็นอกเห็นใจนางเลยแม้แต่น้อย
มีแต่ความยินดีบนความทุกข์ของผู้อื่น
ความโหดร้ายของจิตใจมนุษย์ ก็เป็นเช่นนี้แหละ
ทางด้านเจ้าจื่อจิ้งก็จ้องมองเซียวจิ่นอวี้เขม็ง พลังปราณระดับขั้นแก่นทองคำระเบิดออกมา เขาจ้องมองเซียวจิ่นอวี้ด้วยสายตาเย็นชา แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง เจ้าเอาความมั่นใจจากไหนมาพูดจาแบบนี้กับข้า!!"
แรงกดดันระดับขั้นแก่นทองคำถาโถมเข้าใส่เซียวจิ่นอวี้
ทำเอานางรู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
ขั้นแก่นทองคำ คือระดับพลังที่นางไม่เคยเอื้อมถึงมาก่อนเลยแม้แต่ในช่วงที่นางท็อปฟอร์มที่สุด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ ที่นางสูญเสียพลังบำเพ็ญเพียรไปจนหมด กลายเป็นเพียงคนไร้ค่า!
นางกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ
แต่นางก็ไม่อาจหาคำมาโต้แย้งได้เลย!
เพราะในตอนนี้นางไม่มีต้นทุนอะไรไปสู้เขาเลย
ไม่ว่าจะพร่ำพรรณนาคำพูดสวยหรูแค่ไหน ก็ไม่มีใครเชื่อหรอก
"ก็แค่เพราะนางคือศิษย์แห่งยอดเขาเทียนเสวียนของสำนักสู่เซียนไงล่ะ!"
"ก็แค่เพราะนางคือศิษย์น้องของข้ายังไงล่ะ!"
จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้น
วินาทีต่อมา เงาร่างสายหนึ่งก็ค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาในโถงใหญ่
เขาคือชายหนุ่มในชุดขาวสะอาดตาที่ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับหิมะ!
เส้นผมสีดำขลับปล่อยยาวสยาย กลิ่นอายดูสง่างามหลุดพ้นจากโลกโลกีย์!
เขาก้าวเดินเข้ามาจากแสงแดดสาดส่อง แต่ในสายตาของทุกคน เขากลับดูเหมือนเซียนที่เดินออกมาจากภาพวาดอย่างไรอย่างนั้น
ถ้าบอกว่าเจ้าจื่อจิ้งหล่อเหลาเอาการแล้ว
แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าผู้ชายคนนี้ เขากลับดูจืดชืดและธรรมดาไปเลย ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความแตกต่างของกลิ่นอายด้วย!
คนหนึ่งดูเหมือนเซียน ส่วนอีกคนเป็นแค่คนธรรมดา
มันเทียบกันไม่ติดเลยสักนิด
ผู้ที่มาเยือน ก็คือหลี่เสวียนนั่นเอง
ทันทีที่เขาปรากฏตัว สายตาทุกคู่ก็ถูกดึงดูดไปที่เขา และเมื่อได้ยินที่มาที่ไปของเขา ทุกคนก็ยิ่งตกใจเข้าไปอีก
"สำนักสู่เซียน นี่มันสำนักใหญ่แห่งดินแดนตะวันออกเลยไม่ใช่หรือ"
"ใช่แล้ว สำนักสู่เซียน ว่ากันว่าเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่เป็นรองแค่สามแดนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น หากเทียบกับราชวงศ์ต้าโจวของพวกเราแล้ว ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยนะ!"
ดินแดนตะวันออกนั้นกว้างใหญ่ไพศาล แต่ชื่อเสียงของสำนักสู่เซียนก็โด่งดังไม่น้อย
เพียงแต่ คนพวกนี้ยังไม่รู้ข่าวที่ว่าสำนักใหญ่หลายแห่งเพิ่งจะยกทัพไปหาเรื่องสำนักสู่เซียน แล้วก็ต้องถอยทัพกลับไปอย่างไม่เป็นท่า
ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็คงจะตกใจยิ่งกว่านี้อีก
"คุณชายท่านนี้ ไม่ทราบว่ามีนามกรว่ากระไรหรือ"
เซียวหลงเป็นคนแรกที่ได้สติ เขาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ข้าน้อยหลี่เสวียน แห่งสำนักสู่เซียน วันนี้ที่มาที่นี่ ก็เพื่อมารับแม่นางเซียวจิ่นอวี้ กลับไปกราบอาจารย์ที่ยอดเขาเทียนเสวียนของสำนักสู่เซียน"
หลี่เสวียนยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยตอบ
"กราบอาจารย์ ข้าไม่เห็นเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย แล้วสำนักสู่เซียนไปรู้จักจิ่นอวี้ลูกสาวข้าได้ยังไงกัน" เซียวหลงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
อย่าว่าแต่เขาเลย
แม้แต่หลี่เสวียนเองก็ยังสงสัยเหมือนกัน ว่าทำไมหลิวเทียนเสวียนถึงอยากจะรับเซียวจิ่นอวี้เป็นศิษย์
หรือว่านางจะมีญาณหยั่งรู้ล่วงหน้า รู้ว่าในอนาคตเซียวจิ่นอวี้จะกลายเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ ก็เลยชิงตัดหน้ารับเป็นศิษย์ไว้ก่อน
หลี่เสวียนไม่ได้คิดอะไรให้มากความ เขายิ้มตอบไปว่า "นี่เป็นความประสงค์ของอาจารย์ข้าน่ะ อาจารย์ของข้ามีอิทธิฤทธิ์กว้างไกล คำนวณได้ว่าแม่นางเซียวจิ่นอวี้มีวาสนาต่อกัน ก็เลยส่งข้ากับศิษย์น้องให้มารับนางกลับไปกราบเป็นอาจารย์น่ะ"
"อาจารย์ของคุณชายคือ..."
"เจ้ายอดเขาเทียนเสวียนแห่งสำนักสู่เซียน หลิวเทียนเสวียน!"
ทุกคนยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
การที่สามารถขึ้นเป็นเจ้ายอดเขาเทียนเสวียนได้ ระดับพลังย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน การได้เป็นลูกศิษย์ของนาง ก็เท่ากับได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว
ผู้คนมองไปที่เซียวจิ่นอวี้ด้วยความอิจฉาริษยา
ทำไมราชรถถึงไม่มาเกยพวกเขากันบ้างนะ
มีผู้อาวุโสคนหนึ่งกลอกตาไปมา แล้วจงใจพูดด้วยน้ำเสียงมุ่งร้ายว่า "อาจารย์ของท่านคงยังไม่รู้ล่ะสิ ว่าตอนนี้พรสวรรค์ของเซียวจิ่นอวี้มันหายไปหมดแล้ว นางสูญเสียพลังบำเพ็ญเพียรไปจนหมด กลายเป็นแค่ขยะไปแล้ว! แถมยังไม่มีทางกลับมาฝึกฝนได้อีกด้วย!"
แววตาของเซียวจิ่นอวี้หม่นหมองลง
นั่นสินะ
คนที่มีสภาพแบบนางในตอนนี้ เจ้ายอดเขาเทียนเสวียนผู้ยิ่งใหญ่ จะมาสนใจได้ยังไงกัน
หลี่เสวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ไม่ว่าแม่นางเซียวจะเจอเรื่องอะไรมา แต่ในเมื่ออาจารย์ของข้าเอ่ยปากว่าจะรับนางเป็นศิษย์ ก็ย่อมไม่มีการคืนคำเด็ดขาด อีกอย่าง เซียวจิ่นอวี้คือศิษย์น้องของข้า การที่เจ้ามาพูดจาดูถูกศิษย์น้องของข้าเช่นนี้ สมควรโดนลงโทษ!"
พูดจบ เขาก็ปรายตามองผู้อาวุโสคนนั้นอย่างไม่ใส่ใจนัก
พริบตานั้น
ผู้อาวุโสคนนั้นก็สัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่พุ่งเข้ามากระแทก แม้เขาจะอยู่ระดับขั้นหยั่งรู้ แต่ก็ไม่อาจต้านทานพลังนี้ได้เลย ร่างของเขากระเด็นไปกระแทกเข้ากับเสาอย่างแรง พร้อมกับกระอักเลือดออกมาคำโต ใบหน้าซีดเผือดลงในพริบตา
เขามองดูหลี่เสวียนด้วยความหวาดผวา ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น
แค่สบตา...
แค่สบตาเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสได้ถึงเพียงนี้เลยเชียวหรือ?!
นี่มันระดับพลังอะไรกันเนี่ย วิชามารอะไรกัน
"บังอาจดูหมิ่นศิษย์น้องของข้า อันที่จริงข้าควรจะฆ่าเจ้าทิ้งซะ แต่เห็นแก่ที่เจ้าเป็นผู้อาวุโสของศิษย์น้องข้า ข้าจะละเว้นชีวิตเจ้าไว้สักครั้ง หากมีครั้งหน้า ข้าจะสับเจ้าให้แหลกเป็นชิ้นๆ เลยคอยดู!"
หลี่เสวียนยืนเอามือไพล่หลังแล้วเอ่ยขึ้น
น้ำเสียงของเขาไม่ได้แฝงไปด้วยจิตสังหารเลยแม้แต่น้อย
แต่ทุกคนที่ได้ยินกลับรู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เขาด้วยความหวาดกลัว
หลังจากสั่งสอนผู้อาวุโสตระกูลเซียวเสร็จ หลี่เสวียนก็หันไปมองเจ้าจื่อจิ้งและหญิงชราที่อยู่ข้างๆ "เอาล่ะ ทีนี้ก็ตาพวกเจ้าแล้ว!"
สีหน้าของหญิงชราเปลี่ยนไป นางรีบก้าวออกมายืนข้างหน้า "คุณชาย พวกเราคือคนขององค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าโจว! หวังว่าท่านจะเห็นแก่หน้าองค์หญิงใหญ่บ้างนะ"
คำว่าองค์หญิงใหญ่ หลุดออกมา...
สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปทันที
องค์หญิงใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าโจว ไม่ว่าจะในราชวงศ์หรือในดินแดนตะวันออก ชื่อเสียงของนางล้วนเป็นที่รู้จักกันดี เพราะนางคือ...
บุคคลที่อยู่ในอันดับที่เจ็ดของทำเนียบยอดยุทธ์แห่งดินแดนตะวันออก!
ว่ากันว่าระดับพลังของนางใกล้จะบรรลุขั้นจอมราชันย์แล้วด้วยซ้ำ
เรียกได้ว่า นางสามารถลบตระกูลเซียวให้หายไปจากแผนที่ได้ด้วยการตวัดฝ่ามือเพียงครั้งเดียว!
"องค์หญิงใหญ่ ไม่คิดเลยว่า องค์หญิงที่อยู่เบื้องหลังเจ้าจื่อจิ้ง จะเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ที่โด่งดังคนนั้น งานนี้ ซวยจริงๆ ซวยแล้ว"
"ถ้าองค์หญิงใหญ่คิดจะทำลายตระกูลเซียว มันก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือเลยนะ!"
"เจ้าจื่อจิ้งนี่มันไปทำอีท่าไหน ถึงได้ไปถูกตาต้องใจองค์หญิงใหญ่ได้ล่ะเนี่ย"
ในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนก หลี่เสวียนซึ่งเป็นถึงอันดับหนึ่งในทำเนียบยอดยุทธ์คนปัจจุบัน กลับทำหน้าตาสงบนิ่งเมื่อได้ยินชื่อขององค์หญิงใหญ่
"องค์หญิงใหญ่... แล้วมันเป็นตัวอะไรกันล่ะ"
[จบแล้ว]