- หน้าแรก
- ศิษย์น้องขยันแทบตาย ศิษย์พี่แค่นอนหายใจก็ไร้เทียมทาน
- บทที่ 7 - เฟิ่งจิ่วเกอเสื้อนวมตัวน้อยของศิษย์พี่! กล้าพนันกับข้าไหม!
บทที่ 7 - เฟิ่งจิ่วเกอเสื้อนวมตัวน้อยของศิษย์พี่! กล้าพนันกับข้าไหม!
บทที่ 7 - เฟิ่งจิ่วเกอเสื้อนวมตัวน้อยของศิษย์พี่! กล้าพนันกับข้าไหม!
บทที่ 7 - เฟิ่งจิ่วเกอเสื้อนวมตัวน้อยของศิษย์พี่! กล้าพนันกับข้าไหม!
เฟิ่งจิ่วเกอยังคงมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับการประลองในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
หลังจากตามหลี่เสวียนกลับมาที่ยอดเขาเทียนเสวียน นางก็ทุ่มเทให้กับการฝึกฝนต่อ
ถึงจะมั่นใจว่าจะชนะ
แต่การที่จู่ๆ หลี่เสวียนเปลี่ยนจากขั้นกลั่นลมปราณกลายเป็นขั้นทะเลปราณ ก็สร้างแรงกดดันให้นางไม่น้อย
ส่วนเรื่องที่หลี่เสวียนแกล้งทำตัวอ่อนแอเพื่อหลอกกินเหยื่อก็แพร่สะพัดไปทั่วสำนักสู่เซียน
ทุกคนต่างตกตะลึง
กายปุถุชนจู่ๆ ก็เก่งขึ้นมาขนาดนี้เลยเหรอ?
กระบวนท่าเดียวสยบปราณแท้ระดับเก้า นี่มันกายปุถุชนแน่เหรอ?
ในตัวหมอนั่นต้องมีความลับอะไรซ่อนอยู่แน่!
แต่สำหรับยอดเขาจิงหยุน หลี่เสวียนจะมีความลับอะไรไม่สำคัญ ที่สำคัญคือคนของยอดเขาจิงหยุนถูกหมอนั่นเล่นงานครั้งแล้วครั้งเล่า!
พวกเขาจะไม่เอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
ณ ยอดเขาจิงหยุน
ชายหนุ่มชุดขาวกำลังนั่งขัดสมาธิ ข้างกายมีศิษย์หลายคนกำลังใส่สีตีไข่เล่าวีรกรรมของหลี่เสวียน
"หลี่เสวียนไม่เพียงสยบหวังเจิ้งในกระบวนท่าเดียว ยังคุยโวโอ้อวดว่า ต่อให้ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาจิงหยุนออกโรงเอง เขาก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา"
"ศิษย์พี่ใหญ่ มันกำลังตบหน้าท่านฉาดใหญ่เลยนะ!"
"ถ้าไม่ไปทวงศักดิ์ศรีคืน ยอดเขาจิงหยุนของเราคงเดินเชิดหน้าในสำนักสู่เซียนไม่ได้แล้ว" ศิษย์คนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจ
ชายหนุ่มชุดขาวได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้ว "มันพูดแบบนั้นจริงรึ?"
"จะ... จริงขอรับ..."
ศิษย์คนนั้นตอบเสียงอ่อย
พอเห็นท่าทางแบบนั้น ชายหนุ่มชุดขาวก็ดูออกทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังโกหก จึงแค่นเสียง "พวกเจ้าไปหาเรื่องเขาเอง สุดท้ายโดนเขาตบกลับมา ตอนนี้ยังมีหน้ามาให้ข้าออกโรงให้อีก? พวกสวะเอ๊ย"
ศิษย์คนนั้นได้แต่นิ่งเงียบ ไม่กล้าหือ
ทันใดนั้น ชายหนุ่มอีกคนก็เดินเข้ามา เขาสวมชุดคลุมยาวสีฟ้าน้ำทะเล เอวคาดกระบี่ แผ่กลิ่นอายไม่ธรรมดา
ชายหนุ่มยิ้มบางๆ "ท่านพี่ ถึงยังไงครั้งนี้ยอดเขาจิงหยุนเราก็เสียหน้าจริงๆ ถ้าไม่ไปทวงคืนคงดูไม่จืด"
"ท่านเป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาจิงหยุน เป็นยอดฝีมือขั้นสู่ความว่าง การจะลงมือกับแค่ขั้นทะเลปราณคงจะเสียเกียรติ ให้ข้าไปจัดการแทนเถอะ"
ชายหนุ่มชุดขาวมองอีกฝ่ายแล้วกล่าว "เจ็ดสายสำนักสู่เซียนก็เหมือนครอบครัวเดียวกัน ไปกู้หน้าคืนได้ แต่อย่าให้มันเกินเลยไปนักล่ะ"
"ท่านพี่วางใจ ข้ารู้ความหนักเบาดี"
ชายหนุ่มชุดฟ้ากล่าว
......
ยอดเขาเทียนเสวียน
เฟิ่งจิ่วเกอฝึกฝนมาตลอดช่วงเช้า รู้สึกว่าท้องเริ่มร้องโครกคราก
ทันใดนั้นกลิ่นหอมของอาหารก็ลอยมาแตะจมูก นางตาลุกวาว น้ำลายสอ รีบจะก้าวเท้าออกจากห้องไปกินข้าว
แต่ฉุกคิดได้ว่าทำแบบนั้นมันไม่งาม จึงจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อย แล้วแกล้งเดินทอดน่องช้าๆ ออกจากกระท่อมไม้อย่างสง่างาม
หลี่เสวียนที่กำลังง่วนอยู่ในครัวเห็นเฟิ่งจิ่วเกอเดินมา ก็ยิ้มทัก "ศิษย์น้องรอแป๊บนึงนะ ข้าวใกล้สุกแล้ว"
"อะแฮ่ม ศิษย์พี่ไม่ต้องรีบ ข้าไม่ได้หิวขนาดนั้น"
เฟิ่งจิ่วเกอตอบเสียงเรียบ
จ๊อกกก...
ท้องเจ้ากรรมดันร้องประท้วง
นางหน้าแดงแปร๊ด ไอ้ท้องทรยศ!
นางกระแอมแก้เขิน "ช่วงนี้ข้าลำไส้ไม่ค่อยดีน่ะ"
"เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้ว"
หลี่เสวียนไม่คิดจะเปิดโปงคำโกหกที่ไม่เนียนเอาซะเลยของนาง
พอทำกับข้าวเสร็จ เขาชวนเฟิ่งจิ่วเกอมานั่งที่โต๊ะ มองดูอาหารหน้าตาน่าทาน กลิ่นหอมฉุย เฟิ่งจิ่วเกอกลืนน้ำลายเอื้อก หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบกินทันที
ไม่รู้ทำไม ชาติก่อนนางกินของดีมาสารพัด แต่จู่ๆ กลับรู้สึกว่าของพวกนั้นเทียบกับฝีมือหลี่เสวียนไม่ได้เลย
หมอนี่วางยาในกับข้าวหรือเปล่าเนี่ย?
ทำไมกินแล้วหยุดไม่ได้เลย?
เฟิ่งจิ่วเกอคิดพลางคีบตุ้ยๆ สมกับเป็นจักรพรรดินี นางกินได้อย่างสง่างาม ไม่มีมูมมามให้เห็น
แต่กับข้าวบนโต๊ะกลับหายวับไปราวกับพายุลง!
หลี่เสวียนถึงกับอึ้ง
นางทำยังไงให้กินเร็วขนาดนั้นแต่ยังดูผู้ดีได้ขนาดนี้?
บอกได้คำเดียวว่า...
สมเป็นจักรพรรดินี!
แม้แต่กินข้าวก็ยังเหนือชั้น!
ไม่นาน กับข้าวสี่อย่างซุปหนึ่งหม้อ พร้อมข้าวสวยหม้อเบ้อเริ่ม ก็ถูกทั้งคู่จัดการเกลี้ยง โดยส่วนใหญ่ลงไปอยู่ในท้องเฟิ่งจิ่วเกอ
พุงนางป่องขึ้นมานิดหน่อย
จะว่าไป นี่ก็ถือว่าทำท้องป่องได้เหมือนกันนะเนี่ย?
พอกินเสร็จ
เฟิ่งจิ่วเกอไม่ได้ลุกหนีเหมือนทุกที แต่ลุกขึ้นช่วยหลี่เสวียนเก็บจานชาม หลี่เสวียนเห็นแล้วตาเป็นประกาย
โฮๆๆ
ในที่สุดก็มีคนมาช่วยแบ่งเบางานบ้านแล้ว
ไม่เสียแรงที่รักที่เอ็นดู
แต่แล้ว ในครัวก็มีเสียงโครมครามดังสนั่น เขารีบวิ่งเข้าไปดู เห็นจานชามบนเตาแตกกระจายเกลื่อนพื้น
เฟิ่งจิ่วเกอยืนทำหน้าเลิ่กลั่กมองเขา
แล้วแสร้งทำใจดีสู้เสือ "มะ... มือลั่นน่ะ"
นางก้มลงจะเก็บเศษกระเบื้อง หลี่เสวียนรีบเข้าไปห้าม พูดอย่างจนใจว่า "ศิษย์น้อง เจ้าไปพักเถอะ ให้ข้าทำเองดีกว่า"
ขืนให้นางทำอีกสักสองสามที ครัวเขาคงพังพินาศแน่
นั่นสินะ
จะให้จักรพรรดินีมาช่วยล้างจาน คงเป็นความหวังที่สูงส่งเกินไป
เฟิ่งจิ่วเกอเดินเขินๆ ออกจากครัว หันหลังให้หลี่เสวียนแล้วหน้าก็แดงซ่าน "ไม่นึกเลยว่าแค่ล้างจานมันจะยากขนาดนี้..."
ในฐานะจักรพรรดินี นางไม่เคยยอมติดค้างใคร
คิดว่าได้รับความดูแลจากหลี่เสวียนมาเยอะ ก็ควรทำอะไรตอบแทนบ้าง
เลยกะว่าจะช่วยล้างจาน
ใครจะคิดว่าจะทำพังไม่เป็นท่า
ช่วยไม่ได้ ชาติก่อนนางเคยทำงานบ้านพวกนี้ซะที่ไหน?
"จะเอาเปรียบเขาฝ่ายเดียวแบบนี้ไม่ได้ มันเสียศักดิ์ศรี! ต้องหาวิธีตอบแทนให้ได้... อืม... ตอนนี้พลังข้ายังไม่พอ หรือต้องรอให้ถึงวันหน้าแล้วค่อยตบรางวัลให้อย่างงามนะ?" เฟิ่งจิ่วเกอพึมพำ
ทันใดนั้น
เสียงเย็นชาก็ดังมาจากหน้าประตู้ "ข้า ลั่วจื่ออวิ๋น แห่งยอดเขาจิงหยุน ขอท้าประลองกับศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาเทียนเสวียน!!"
เสียงนั้นไม่ดังมาก แต่ก้องกังวานไปครึ่งค่อนยอดเขา
เฟิ่งจิ่วเกอได้ยินแล้วตาลุกวาว
โอกาสทำผลงานมาถึงแล้วไม่ใช่เหรอ?
นางเดินออกจากกระท่อม เห็นลั่วจื่ออวิ๋นในชุดคลุมสีฟ้าน้ำทะเลอยู่ไม่ไกล ดวงตาฉายแววประเมิน "กลิ่นอายแบบนี้... กายล้ำค่า!"
ลั่วจื่ออวิ๋นมาเพื่อท้าสู้
จึงไม่คิดจะปิดบังกายวิเศษของตน!
เฟิ่งจิ่วเกอสัมผัสได้ถึงพลังจากกายวิเศษของอีกฝ่าย!
มันคือ [กายล้ำค่าบึงวารี]
กายวิเศษชนิดนี้มีความใกล้ชิดกับธาตุน้ำโดยธรรมชาติ การฝึกฝนวิชาหรือทักษะธาตุน้ำจะก้าวหน้าได้รวดเร็วเป็นทวีคูณ
เพียงแต่กายล้ำค่าอาจจะดูวิเศษในสายตายอดฝีมือทั่วไป แต่ในสายตาเฟิ่งจิ่วเกอ มันก็แค่งั้นๆ เทียบ [กายศักดิ์สิทธิ์หงสา] ของนางไม่ได้สักนิด!
นางเดินเข้าไปหาแล้วพูดเสียงเรียบ
"คิดจะท้าศิษย์พี่ข้า ต้องผ่านด่านข้าไปก่อน!"
จังหวะนั้น หลี่เสวียนเดินออกมาพอดี ได้ยินคำพูดของเฟิ่งจิ่วเกอเข้า ในใจก็ซาบซึ้งน้ำตาจิไหล นี่สินะความรู้สึกของการมีศิษย์น้องคอยปกป้อง?
ศิษย์น้องช่างเป็นเสื้อนวมตัวน้อยที่อบอุ่นจริงๆ!
แต่เขามองลั่วจื่ออวิ๋นปราดเดียว ก็รู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ขั้นทะเลปราณ ถ้าสู้กันจริงๆ เฟิ่งจิ่วเกออาจจะไม่ไหว
ส่วนลั่วจื่ออวิ๋นก็มองออกว่าเฟิ่งจิ่วเกออยู่แค่ขั้นปราณแท้ จึงพูดเหยียดๆ "แค่ขั้นปราณแท้ ข้าไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก!"
หลี่เสวียนที่ตั้งใจจะออกไปจัดการลั่วจื่ออวิ๋นได้ยินดังนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว เขายิ้มแล้วเดินออกไปพูดว่า "เจ้าเชื่อไหม ไม่เกินหนึ่งเดือน ศิษย์น้องข้าจะเอาชนะเจ้าได้!!"
สิ้นคำ ลั่วจื่ออวิ๋นก็แค่นเสียง "ฝันกลางวัน!"
"งั้นเจ้ากล้าพนันกับข้าไหมล่ะ!"
[จบแล้ว]