เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 259 การเรียกขานว่าท่านพี่ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทน

บทที่ 259 การเรียกขานว่าท่านพี่ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทน

บทที่ 259 การเรียกขานว่าท่านพี่ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทน


"อีกราวหนึ่งเดือนเศษ ข้าเองก็จะเดินทางไปยังซีโจวเช่นกัน หากมีวาสนา บางทีพวกเราอาจจะได้พบกันอีกครา"

"จริงหรือ?" เหยียนจิ่วติ่งมิเชื่อถือถ้อยคำของมหาเถระเฒ่าแห่งวัดสี่ซินแม้แต่น้อย ทว่ากลับเชื่อมั่นในตัวหลินซูอย่างสุดหัวใจ บนหนทางสู่ทิศตะวันตก เขายังสามารถพบพานหลินซูได้อีก นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นยินดีที่สุด

"ย่อมเป็นความจริง!" หลินซูตวัดมือขึ้น ตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งพันตำลึงถูกยื่นส่งไปเบื้องหน้าเหยียนจิ่วติ่ง "เจ้ารอนแรมในยุทธภพ หากไร้เงินทองติดตัวย่อมมิใช่เรื่องดี ตั๋วเงินใบนี้เจ้ารับไว้ใช้สอยเถิด"

"พี่ท่าน ตลอดทางที่ผ่านมานี้ ข้าผลาญเงินทองของท่านไปตั้งมากมาย" เหยียนจิ่วติ่งถูมือไปมาเบาๆ ด้วยความเกรงใจ

"มิเป็นไรหรอก สิ่งอื่นข้าอาจไม่มี ทว่าเงินทองนั้นมีอยู่ถมไป ในยุทธภพกว้างใหญ่ หากน้ำใจต้องกัน เงินทองจะนับเป็นอันใดได้?"

"ประเสริฐ! เช่นนั้นพวกเราค่อยพบกันที่ซีโจว!" เหยียนจิ่วติ่งมิได้อิดออดปฏิเสธ เขารับตั๋วเงินไว้ แล้วก้าวเดินสู่หนทางทิศตะวันตกของตน

หลินซูทอดสายตามองส่งเขาจนลับตา ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองยังวัดสี่ซิน

วัดสี่ซิน ในสายตาของเหยียนจิ่วติ่งคือรังของพวกสิบแปดมงกุฎโดยแท้ ว่ากันตามตรงแล้ว ในคราแรกหลินซูก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน ทว่าในเวลาต่อมา เมื่อนำเรื่องราวหลายประการมาประกอบเข้าด้วยกัน กลับทำให้เขาต้องตื่นตะลึง

ประการแรก ถ้อยคำที่มหาเถระเฒ่าเอื้อนเอ่ยออกมานั้น ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ 'หนึ่งอักษรหนึ่งตำลึงเงิน' อย่างเคร่งครัดโดยมิมีคลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย เขาจ่ายเงินไปทั้งสิ้นหกร้อยสิบตำลึง มหาเถระเฒ่าก็กล่าววาจาออกมาหกร้อยสิบคำถ้วน มิขาดมิเกินแม้แต่คำเดียว เรื่องนี้ช่างลี้ลับอัศจรรย์เกินไปหรือไม่?

ประการที่สอง มหาเถระเฒ่าผู้นี้ถูกอสรพิษขบกัด ทว่าภายใต้การตรวจสอบด้วยต้นกล้าคืนวสันต์ของเขา ทั่วร่างของมหาเถระเฒ่ากลับไร้ซึ่งร่องรอยของพิษร้ายแม้แต่น้อย ทว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดกลับเป็นอสรพิษตัวที่ฉกกัดท่าน หลังจากที่มันกัดท่านแล้ว หลินซูสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า พิษร้ายทั่วร่างของมันมลายหายไปจนสิ้น ซ้ำยังแผ่รัศมีพุทธาออกมาจางๆ

อสรพิษตัวหนึ่ง เพียงเพราะขบกัดท่านไปหนึ่งคำ กลับถูกโปรดสัตว์จนกลายเป็นอสรพิษพุทธา ตบะบารมีเช่นนี้ช่างน่าพรั่นพรึงถึงเพียงใด?

ประการที่สาม เขายังมิได้ลืมเลือนคงเย่!

สมณะน้อยศีรษะโล้นนามคงเย่ ในวันนั้นได้รับคำชี้แนะ นั่งจับจ้องต้นไม้แห้งเหี่ยวอยู่กลางลานกว้างเพื่อหยั่งรู้วิถี ดึงดันจะมองเห็นดอกไม้ผลิบานบนต้นไม้ที่ตายแล้วให้จงได้ เรื่องราวที่ดูเพ้อฝันปานนี้ ท้ายที่สุดแล้วมิใช่ว่ากลายเป็นจริงหรอกหรือ? การที่เขาหลินซูกระโดดออกไปวาดภาพดอกไม้ดอกหนึ่ง นั่นมิใช่ลิขิตสวรรค์หรอกหรือ?

และคงเย่ก็อาศัยดอกไม้นี้ในการหยั่งรู้วิถีจริงๆ

มหาเถระเฒ่าผู้นี้ ปุถุชนคนธรรมดามิอาจหยั่งรู้ถึงความลึกล้ำ ผู้มีตบะสูงส่งจึงจะตระหนักถึงความแข็งแกร่งของท่าน

หลินซูทะยานร่างแหวกอากาศ ข้ามผ่านระยะทางนับพันลี้ หวนคืนสู่ตระกูลหลิน ยามที่เขาเดินทางมาถึงจวน ก็เป็นเวลาที่ดวงตะวันคล้อยต่ำย่ำสนธยาพอดี

ประตูใหญ่ของตระกูลหลินเปิดออก ทันทีที่เหล่าเฮ่อเห็นหลินซูก็ดีอกดีใจเป็นล้นพ้น "คุณชายสามกลับจวนแล้ว"

คำว่า 'คุณชายสามกลับจวน' เพียงไม่กี่คำนี้ ทำเอาทั้งจวนตระกูลหลินสั่นสะเทือน

หลินฮูหยินก้าวเดินออกจากเรือนด้วยท่วงท่ากระฉับกระเฉงแข็งแรง ใบหน้าของเสี่ยวเถาและเสี่ยวเสวี่ยเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม รีบเร่งไปจัดเตรียมอาหารเย็นให้แก่คุณชายสาม เสี่ยวเยาก็วิ่งรี่เข้ามาหา หลินซูจ้องมองนางด้วยความตื่นตะลึงไปชั่วขณะ 'แม่หนูน้อย เจ้าอ้วนขึ้นมากทีเดียว แทบจะกลายเป็นลูกกลมๆ อยู่แล้ว...'

เสี่ยวเยามิได้มีสำนึกในความอ้วนของตนแม้แต่น้อย วิ่งเข้ามาแล้วยังกล้าเอ่ยปากร้องขอต่อหลินซู "คุณชาย ท่านมีของกินติดไม้ติดมือมาฝากข้าบ้างหรือไม่?"

หลินซูบีบใบหูของนาง "ผู้ใดมีกระจกบ้างหรือไม่? เอามาให้นางส่องดูทีเถิด ให้นางดูเสียหน่อยว่าบัดนี้ตนเองมีสภาพเช่นไร ยังจะกล้ามาขอของกินจากข้าอยู่อีก"

ผู้คนต่างพากันหัวเราะครืน เสียงของเสี่ยวเถาดังแว่วมาจากโรงครัว "เสี่ยวเยา ข้าบอกเจ้าแล้วใช่หรือไม่? ว่าคุณชายกลับมาเมื่อใดจะต้องรังเกียจเจ้า"

เสี่ยวเยายื่นปากเชิดหน้า "เจ้ากินเยอะกว่าข้าเสียอีก!"

เสียงหัวเราะของทุกคนยิ่งดังกระหึ่มขึ้นไปอีก ส่วนสาวใช้คนใหม่สองสามคน ลอบชำเลืองมองหลินซูด้วยความใคร่รู้ บนใบหน้ามีรอยแดงระเรื่อพาดผ่าน

ชีวิตความเป็นอยู่ของตระกูลหลินนับวันยิ่งเจริญรุ่งเรือง สะใภ้รองมีครรภ์แล้ว อีกไม่นานตระกูลหลินก็จะรับทายาทสมบัติเพิ่ม เดิมทีอวี้โหลวคอยปรนนิบัติดูแลอีกฝ่ายอยู่ ก่อนหน้าที่ฉวี่ซิ่วผู้เป็นสะใภ้รองจะแต่งเข้าจวน นางยืนกรานหนักแน่นว่าจะไม่ยอมมีครรภ์เด็ดขาด

ทว่าเมื่อฉวี่ซิ่วมีครรภ์แล้ว อวี้โหลวก็มีครรภ์ตามไปด้วย แม้อายุครรภ์จะยังไม่มากนัก ทว่าอย่างไรเสียนางก็เป็นสตรีมีครรภ์ผู้หนึ่ง การให้ไปคอยปรนนิบัติสะใภ้รองก็คงมิค่อยเหมาะสมนัก

หลินฮูหยินจึงออกคำสั่ง รับสาวใช้เข้ามาเพิ่มอีกสองสามคน สาวใช้เหล่านี้ล้วนมิใช่คนธรรมดา ทว่าล้วนเป็นสตรีชั้นเลิศแห่งเมืองไห่หนิง เหตุผลสำคัญที่สุดที่พวกนางยอมเข้ามาเป็นบ่าวในจวนตระกูลหลิน ก็คือหลินซู

พวกนางปรารถนาจะได้ยลโฉมว่าจ้วงหยวนหนุ่มผู้นี้มีรูปโฉมเช่นไร บัดนี้พวกนางได้ประจักษ์แก่สายตาแล้ว ช่างหล่อเหลาสง่างาม ช่างเข้าถึงง่ายเป็นกันเอง หลอมรวมกับมโนภาพอันสมบูรณ์แบบในใจพวกนางได้อย่างไร้ที่ติ

หลินซูรับประทานอาหารเย็นที่เรือนของมารดา และได้พบกับสะใภ้รองที่ท้องโตป่อง กับอวี้โหลวที่หน้าท้องเริ่มนูนออกมาเล็กน้อย

สะใภ้รองเดินเข้ามากล่าวขอบคุณเขา นางเพิ่งได้รับจดหมายจากทางบ้าน แจ้งว่าการเข้าเมืองหลวงของหลินซูในครานี้ ได้ช่วยคลี่คลายวิกฤตอันใหญ่หลวงที่สุดของตระกูล ทำให้นางผู้เป็นสะใภ้รอง ต้องมากล่าวขอบคุณเขาด้วยตนเอง

ฉวี่ซิ่วหาได้ล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วตระกูลฉวี่เผชิญกับเรื่องราวอันใด หลังจากกล่าวขอบคุณหลินซูแล้ว นางก็เอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง หลินซูจึงอธิบายอย่างรวบรัดว่า ฉวี่เหอผู้กุมตำรับลับถูกคนปองร้าย เขาจึงช่วยเขียนตำรับลับขึ้นมาใหม่อีกฉบับหนึ่ง แล้วมอบให้แก่ท่านปู่ของนาง ส่วนเรื่องราวความพลิกผันสะเทือนฟ้าสะเทือนดินในเมืองหลวงนั้น เขาหาได้ปริปากเอ่ยถึงแม้แต่ครึ่งคำ

ทว่าฉวี่ซิ่วก็เป็นคนฉลาดหลักแหลม นางยังคงอ่านวิกฤตที่แอบแฝงอยู่ภายในนั้นออก พลางทอดถอนใจอย่างหมองหม่น เอ่ยว่า" วังวนในเมืองหลวงนั้นลึกล้ำนัก มีเพียงน้องสามเท่านั้นที่สามารถรับมือได้ ทว่าก็ต้องระมัดระวังตัวให้จงหนัก"

หลินซูเปลี่ยนบทสนทนา เอ่ยถามว่า "ช่วงหลังมานี้มีจดหมายจากพี่รองส่งมาบ้างหรือไม่?"

พอเอ่ยถึงหลินเจียเหลียง ฉวี่ซิ่วและอวี้โหลวก็มีใบหน้าแดงเปล่งปลั่ง บอกกล่าวว่า "เมื่อวานสามีเพิ่งส่งจดหมายมา ทางอำเภอซานผิงทุกอย่างราบรื่นดี เขามิเพียงนำพากิจการของตระกูลหลินไปเบ่งบานที่ซานผิง ทว่ายังนำผลไม้พื้นเมืองของซานผิงมาขายยังเมืองไห่หนิงอีกด้วย "

"สาลี่ที่นั่นผลใหญ่รสชาติหวานล้ำ ออกผลช้ากว่าสาลี่ทั่วไปหลายเดือน ยามนี้กำลังออกสู่ตลาด เขาได้ส่งมาให้กองใหญ่ ทางเรือนตะวันตกก็จัดส่งไปให้แล้ว ประเดี๋ยวเจ้าลองชิมดูสิ"

"เจิงสื่อกวี้เมื่อหลายวันก่อนก็เดินทางกลับมา ซ้ำยังนำของฝากกลับมามากมาย ทำเอาผู้คนทั้งเมืองไห่หนิงอิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว ต่างพากันโจษจันว่าตระกูลหลินมีนายอำเภอคอยค้ำจุนถึงสองคน..."

เมื่อได้ยินเรื่องนี้ หลินฮูหยินก็แย้มยิ้มจนหน้าบาน นี่คือสิ่งที่นางภาคภูมิใจที่สุด มีนายอำเภอถึงสองคนคอยปรนนิบัติพัดวีฮูหยินเฒ่าเช่นนาง เจ้าว่ามีฮูหยินบ้านใดมีวาสนาปานนี้บ้าง?

เขาฝั่งนี้รับประทานอาหารเย็นเสร็จสิ้นแล้ว ก็ยังไม่เห็นวี่แววของลู่อี๋และเฉินซื่อ

ฉวี่ซิ่วอ่านความคิดของเขาออก จึงบอกกล่าวว่า "ยามนี้เฉินซื่อและลู่อี๋ล้วนไปขลุกอยู่ที่แม่น้ำเจียงทาน ลำบากพวกนางแล้วจริงๆ" เรือนร่างของนางมิค่อยสะดวก หากพอมีโอกาส ก็ควรจะไปช่วยพวกนางจัดการบ้าง

ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง

นั่งสนทนากับมารดาอยู่ครู่หนึ่ง ฉวี่ซิ่วก็จำต้องขอตัว นางมีครรภ์แก่แล้ว มิอาจนั่งนานได้ หลินซูจึงกลับไปยังเรือนตะวันตก

บริเวณหน้าประตูเรือนตะวันตก หญิงงามสองคนคอยต้อนรับเขาอยู่

"คุณชาย!" เป็นเสียงของหลิวอิ่งเอ๋อร์

"...คุณชาย!" น้ำเสียงนี้แผ่วเบา สั่นเครือน้อยๆ เป็นของชุยอิง

หืม? หลินซูประหลาดใจเล็กน้อย "เหตุใดจึงเปลี่ยนคำเรียกขานเล่า?"

'แม่นางผู้นี้เมื่อก่อนมิใช่เรียกขานเขาว่าท่านพี่หรอกหรือ? วันนี้ไฉนจึงเปลี่ยนคำเรียกขานเสียแล้ว?'

ใบหน้าของชุยอิงพลันเห่อร้อนขึ้นมา เรื่องการเรียกขานนี้นับเป็นสิ่งที่ทำให้นางกระดากอายยิ่งนัก

ยามที่หลินซูอยู่ นางเรียกเขาว่า 'ท่านพี่' คำก็ท่านพี่ สองคำก็ท่านพี่อยู่หลายวัน ก็มิรู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดแปลก ทว่าเมื่อสามวันก่อน นางเผลอเอ่ยถามหลิวอิ่งเอ๋อร์ขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า 'พี่อิ่งเอ๋อร์ ท่านพี่ของพวกเราจะกลับมาเมื่อใดหรือเจ้าคะ?'

ประโยคนี้ทำเอาหลิวอิ่งเอ๋อร์ชะงักงันไปในทันที เนิ่นนานกว่าจะตอบกลับมาว่า 'อิงเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้เอ่ยเช่นนี้เชียวนะ อิ่งเอ๋อร์เป็นเพียงสาวใช้ หาบังอาจเรียกขานคุณชายว่า...ท่านพี่ ไม่'

ชุยอิงอธิบายให้นางฟังอย่างจริงจังว่า 'คุณชายคือจ้วงหยวน จ้วงหยวนในภายภาคหน้าย่อมต้องเป็นขุนศึกขุนนาง อัครเสนาบดีเขาเรียกขานกันว่าอย่างไร? ย่อมต้องให้เกียรติ คุณชายมิอาจเรียกขานเช่นนั้นได้ หากเรียกเช่นนั้นก็จะทำให้เขาดูแก่ชราเกินไป ดังนั้น พี่ลู่อี๋จึงบอกว่า ต้องเรียกขานว่าท่านพี่...'

เมื่อได้รับฟังคำอธิบายอันเคร่งขรึมในท่อนแรก หลิวอิ่งเอ๋อร์ถึงกับสงสัยในตัวเอง หรือว่าเป็นเพราะข้ามีความรู้น้อยเกินไปจึงมิเข้าใจ? แต่ทว่าพอได้ยินประโยคหลัง ที่บอกว่าคำพูดนี้ลู่อี๋เป็นคนกล่าว หลิวอิ่งเอ๋อร์ก็กระจ่างแจ้งในทันที

นางกลั้นยิ้ม อธิบายให้ชุยอิงฟัง...

'อิงเอ๋อร์เอ๋ย เจ้าเห็นลู่อี๋กับอาเฉินเรียกขานเขาว่าท่านพี่ใช่หรือไม่? พวกนางทั้งสองล้วนเป็นอนุภรรยาของคุณชาย การเรียกขานว่าท่านพี่ย่อมมิมีสิ่งใดผิดแปลก ทว่าเจ้ากับข้าอย่าได้ไปเลียนแบบพวกนางเชียว อันที่จริงในวันที่เจ้าเรียกคุณชายว่าท่านพี่ ข้าก็สังเกตเห็นแววตาของคุณชายดูแปลกๆ ไป...'

หา? ชุยอิงหายตัววับไปอย่างรวดเร็ว!

ครึ่งวันหลังจากนั้น หลิวอิ่งเอ๋อร์ก็มิได้เห็นหน้าชุยอิงอีกเลย ตลอดสามวันเต็ม ใบหน้าของชุยอิงแดงก่ำ 'สวรรค์เอ๋ย ข้าเผลอเรียกคุณชายว่าท่านพี่ไปตั้งหลายวัน น่าอายแทบแทรกแผ่นดินหนี ไม่ขอมีชีวิตอยู่แล้ว พี่ลู่อี๋นะพี่ลู่อี๋ ท่านช่างร้ายกาจนัก...'

วันนี้คุณชายกลับมา กลับมาถึงก็โพล่งถามต่อหน้าว่า 'เหตุใดจึงเปลี่ยนคำเรียกขานเล่า?' ซึ่งความรู้สึกแรกของชุยอิงก็คือ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ… นางแทบจะยืนไม่อยู่

โชคดีที่หลินซูมิได้เซ้าซี้ เขาเพียงแค่หยอกเย้าแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปยังชั้นบนเรือน "เอ๊ะ นางก็ไม่อยู่ด้วยหรือ?"

ผู้ที่เขาเอ่ยถึงคือชิวสือฮว่าผิง

หลิวอิ่งเอ๋อร์แย้มยิ้ม "คุณชายหมายถึงแม่นางชิวสือฮว่าผิงใช่หรือไม่เจ้าคะ? นางไปที่แม่น้ำเจียงทานพร้อมกับลู่อี๋และอาเฉินแล้วเจ้าค่ะ ที่นั่นคนพลุกพล่านวุ่นวาย มีนางคอยติดตามไป คุณหนูทั้งสองก็จะปลอดภัยยิ่งขึ้น"

เรื่องนี้ก็นับว่ามีเหตุผล สตรีสองคนนี้หาใช่คนธรรมดาไม่ ล้วนเป็นอนุภรรยาของหลินซูผู้เป็นที่รู้จักกันถ้วนหน้า ซ้ำยังเป็นผู้กุมบังเหียนดูแลทรัพย์สมบัตินับสิบล้าน ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งเป้าล้างแค้นหลินซู หรือเพื่อฉกฉวยทรัพย์สิน พวกนางทั้งสองย่อมเป็นเป้าหมายอันโดดเด่นสะดุดตา

มีชิวสือฮว่าผิงอยู่ด้วย ก็เบาใจไปหนึ่งอย่าง

"พวกเจ้าไปพักผ่อนเถิด ข้าจะบันทึกตำราเสียหน่อย มิต้องห่วงข้าหรอก" หลินซูเดินเข้าห้องหนังสือไป ในเมื่ออนุภรรยาทั้งสองไม่อยู่ เขาก็มีเวลาสะสางเรื่องราวบางอย่างพอดี

การเข้าเมืองหลวงครานี้ เขาได้ประลองหมากกับองค์รัชทายาท ฟาดฟันกับองค์ชายสาม โค่นล้มฉินฟั่งเวง บีบคั้นติ้งโจวโหว โดยเฉพาะแผนการอันแยบยลที่กำจัดสำนักเทียนจี เรียกได้ว่าเป็นการใช้กลยุทธ์ได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่น

กลยุทธ์เหล่านี้ จำต้องนำมารวบรวมเรียบเรียง เพื่อเติมเต็มสามสิบหกกลยุทธ์ของเขาให้สมบูรณ์ และการหวนคืนบ้านเกิดในครานี้ จิตใจสงบนิ่งไร้สิ่งกวนใจ นับเป็นโอกาสอันดีเยี่ยมในการรวบรวม

เขาหยิบพู่กันวิเศษขึ้นมา คลี่กระดาษวิเศษออก...

"สามสิบหกกลยุทธ์ บทสลับแขกเป็นเจ้าบ้าน สบช่องสอดแทรก กุมจุดตาย ค่อยเป็นค่อยไป..."

"สามสิบหกกลยุทธ์ บทขึ้นเรือนชักบันได ลวงให้สะดวก ยุให้รุกหน้า ตัดการช่วยเหลือ ต้อนสู่แดนมรณะ เผชิญพิษร้าย ตำแหน่งมิเหมาะสม..."

"สามสิบหกกลยุทธ์ บทซ่อนดาบในรอยยิ้ม ทำให้นางเชื่อใจ ลอบวางแผนเตรียมรับมือ ระวังการแปรเปลี่ยน..."

อีกสามกลยุทธ์ก่อร่างขึ้น สลักลงบนภูผาอักษรของเขา

สามกลยุทธ์นี้ คือรางวัลจากการเดินทางเข้าเมืองหลวงในครานี้ ถึงบัดนี้ 'สามสิบหกกลยุทธ์' ของเขา ได้สลักลงบนภูผาอักษรแล้วถึงสิบกลยุทธ์ แปรเปลี่ยนเป็นตำราพิชัยสงครามที่เขาสามารถหยิบยืมมาใช้ได้ทุกเมื่อ

การที่เขาใส่ใจกับ 'สามสิบหกกลยุทธ์' ถึงเพียงนี้ แน่นอนว่ามีแรงปรารถนาที่จะสำแดงเดชปราบศัตรูในสนามรบแฝงอยู่ ทว่าก็มีความมุ่งหวังที่จะทะลวงขีดจำกัดระดับพลังด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันเขาก้าวข้ามถึงระดับหัวใจอักษรแล้ว ขอบเขตพลังขั้นต่อไปของเขาคือเส้นทางอักษร

ผู้คนมากมายต่างกล่าวขานว่า บัณฑิตทั่วหล้าล้วนทุกข์ทนกับการเบิกเส้นทางอักษร มีเพียงหลินซูเท่านั้นที่ไร้กังวล เหตุใดหรือ? ก็เพราะเขาได้เปิดเส้นทางอักษรแห่งนิยายมาตั้งแต่ยังเป็นมหาบัณฑิต

เมื่อเขาก้าวมข้ามถึงขั้นสูงสุดของหัวใจอักษรเมื่อใด ก็ย่อมก้าวเข้าสู่ขอบเขตเส้นทางอักษรได้อย่างเป็นธรรมชาติ ในบรรดาคนหนุ่มทั่วทั้งแผ่นดิน มีเพียงเขาผู้เดียวที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการเลื่อนระดับ

ในคราแรก หลินซูก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ทว่าบัดนี้ เขากลับพบว่ามันมิได้เป็นเช่นนั้นแม้แต่น้อย

เพราะเขายังมีบันไดอีกขั้นหนึ่งที่เรียกว่า 'ขั้นสูงสุดของหัวใจอักษร' ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ขั้นสูงสุดของหัวใจอักษรมิใช่บันได ทว่าประเสริฐยิ่งกว่าบันได หากก้าวไม่ถึงขั้นสูงสุดของหัวใจอักษร ย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะไปแตะต้องบันไดขั้นต่อไปที่เรียกว่า 'เส้นทางอักษร' ได้

ต่อให้หลินซูจะเปิดเส้นทางอักษรมานับไม่ถ้วน หากไม่ก้าวข้ามขั้นสูงสุดของหัวใจอักษร ก็มิอาจเบิกเส้นทางอักษรใดๆ ได้อีก แล้วขั้นสูงสุดของหัวใจอักษรจะทะลวงผ่านได้อย่างไร?

ย่อมต้องเกี่ยวพันกับหัวใจอักษร!

หากเจ้าเลือกหัวใจอักษรสายสำนักหรูเจีย เขาก็เพียงแค่นำคำอธิบายคัมภีร์ของสำนักหรูเจียออกมาแสดง หัวใจอักษรก็จะทะลุถึงขั้นสูงสุดได้ในทันที คำอธิบายคัมภีร์ของเขา แม้แต่ปรมาจารย์แห่งวิหารอริยปราชญ์ยังมิอาจทัดเทียมได้ ผู้ใดจะกล้ากล่าวว่าเขามิได้ก้าวข้ามถึงขั้นสูงสุดเล่า?

หากเขาเลือกหัวใจอักษรสายกวี เขาใช้เพียงลำนำระดับแสงสีครามแห่งนภาลัยเพียงบทเดียว ก็สามารถก้าวข้ามถึงขั้นสูงสุดได้แล้ว

แต่น่าเสียดายที่เขามิได้เลือกสายเหล่านั้น สิ่งที่เขาเลือกคือหัวใจอักษรสายสำนักปิงเจีย ซึ่งหัวใจอักษรสายสำนักปิงเจีย จำต้องมีตำราพิชัยสงครามที่สมบูรณ์แบบหนึ่งเล่ม จึงจะข้าวก้ามถึงขั้นสูงสุดของหัวใจอักษรได้

ดังนั้น การที่หลินซูเลือกหัวใจอักษรสายสำนักปิงเจียในวันนั้น แท้จริงแล้วก็คือการขุดหลุมพรางอันไร้ก้นบึ้งฝังตัวเอง

อนิจจาหลินซู ชัดเจนว่าสามารถก้าวข้ามถึงขั้นสูงสุดของหัวใจอักษรได้อย่างง่ายดาย ทว่ากลับดึงดันมาติดหล่มอยู่ที่นี่ ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ ดังคำกล่าวโบราณที่ว่า แกว่งเท้าหาเสี้ยนโดยแท้

ยามนี้จะทำเช่นไรดี? ก็ได้แต่มุ่งมั่นสานต่อตำราพิชัยสงครามให้เสร็จสมบูรณ์กระมัง เส้นทางที่ตนเองเลือก ต่อให้ต้องหลั่งน้ำตาก็ต้องเดินต่อไปให้สุด

จวบจนบัดนี้ เขาเพิ่งจะเขียน 'สามสิบหกกลยุทธ์' ไปได้เพียงสิบกลยุทธ์ ยังเหลืออีกยี่สิบหกกลยุทธ์ หลินซูแหงนหน้ามองฟ้าทำมุมสี่สิบห้าองศา นึกอยากจะเจรจาต่อรองกับวิหารอริยปราชญ์เหลือเกิน

'ข้าขอเปลี่ยนชื่อตำราได้หรือไม่? เปลี่ยนเป็นสิบหกกลยุทธ์ก็เพียงพอ? สามสิบหกกลยุทธ์มันยากเกินไปเสียหน่อย มิใช่แค่เขียนออกมา ทว่ายังต้องนำไปปฏิบัติจริง ข้าต้องนำยี่สิบหกกลยุทธ์ที่เหลือไปปฏิบัติจริง เช่นนี้จะต้องทำร้ายผู้คนไปอีกมากมายเท่าใดกัน'

'วิหารอริยปราชญ์เปี่ยมด้วยความเมตตา ข้าเองก็อยากจะผ่อนคลายพักผ่อนบ้าง คุณชายหลินเช่นข้ามีทั้งเงินทอง ฝีมือปัญญาบารมี รูปโฉมหล่อเหลา ซ้ำยังมีอนุภรรยาอีกเป็นโขยง เอาเวลาไปเสวยสุขมิพริ้งเพริศกว่าหรือ...'

'อ้อ จริงสิ อนุภรรยาทั้งสองล้วนกำลังง่วนอยู่กับการงานที่แม่น้ำเจียงทาน ข้าควรจะแวะไปช่วยแบ่งเบาภาระที่นั่นดีหรือไม่? การเข้าเมืองหลวงครานี้ มีสตรีงามรายล้อมมากมาย ทว่ากลับมิได้ลิ้มรสพวกนางเลยสักคน รู้สึกอึดอัดใจพิลึก...'

ในจังหวะเวลานั้นเอง ประตูห้องหนังสือก็ถูกเคาะเบาๆ ชุยอิงนำอาหารว่างยามดึกมาให้

ทันทีที่นางก้าวเข้ามา ภายในห้องหนังสือก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมสดชื่น หลินซูจิบน้ำแกงไข่รสหวานละมุน สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นจากเรือนร่างของชุยอิง ทอดสายตามองดูความขัดเขินจนถึงขีดสุดของนาง ภายในใจก็ค่อยๆ บังเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย

"อิงเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงมิเรียกขานข้าว่าท่านพี่แล้วเล่า?"

'หา?' ชุยอิงแทบอยากจะเผ่นหนี 'ยามที่เขายังไม่กลับมา นางก็ขัดเขินจนแทบอยากจะมุดดินหนีอยู่แล้ว พอเขากลับมา เขาก็ยังเอาแต่ขุดคุ้ยเรื่องน่าอายนี้ขึ้นมาพูดไม่ยอมเลิกรา'

"ลองเรียกให้ข้าฟังอีกสักคราสิ!" หลินซูเย้าแหย่

"คุณชาย..." ชุยอิงขวยเขินจนมิกล้าเงยหน้า "คุณชายอย่าได้หยอกล้ออิงเอ๋อร์เลยเจ้าค่ะ"

ท่าทีบิดกายไปมาเพียงแผ่วเบาของนาง ช่างเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ยวนใจ หลินซูใจสั่นระรัวไปตามจังหวะการขยับตัวของอีกฝ่าย หัวใจของเขารุ่มร้อนขึ้นมา "อิงเอ๋อร์ ข้ามีวิธีหนึ่ง ที่จะทำให้เจ้าเรียกได้อย่างสบายใจ"

"คุณชายโปรดชี้แนะ..." น้ำเสียงของชุยอิงแผ่วเบาหวิว

"เจ้าก็จงเรียกข้าว่าท่านพี่จริงๆ เสียสิ" มือของหลินซูวางทาบทับลงบนมือของนางอย่างแผ่วเบา

ชุยอิงเบิกตาโพลงเงยหน้าขึ้นขวับ ทั่วทั้งร่างสั่นสะท้านระริก

หลินซูค่อยๆ โอบรั้งนางเข้ามาในอ้อมกอด กายของนางแข็งทื่อเล็กน้อย เขาสะบัดมือวูบ แสงตะเกียงพลันดับวูบลง

"คุณชาย..." ชุยอิงราวกับผีผาที่ถูกบรรเลงอยู่ใต้ฝ่ามือของเขา

"ขออภัย ข้าลืมถามเจ้าไปคำหนึ่ง เจ้าเต็มใจหรือไม่? หากมิเต็มใจ ข้าย่อมมิฝืนใจเด็ดขาด"

"ท่านพี่!" ชุยอิงครวญครางเสียงแผ่ว ราวกับเสียงสะอื้นไห้ระคนเสียงพร่ำเพ้อ

รุ่งอรุณวันถัดมา หลิวอิ่งเอ๋อร์เดินมาที่ห้องของชุยอิงด้วยความเคยชิน เอ่ยเรียก "อิงเอ๋อร์ เจ้าช่วยนำเสื้อผ้าของคุณชายไปซักที ข้าจะไปยกอาหารเช้ามาให้คุณชาย..."

ประตูห้องเปิดออก ทว่าภายในกลับไร้ผู้คน

หลิวอิ่งเอ๋อร์ถอยออกมาจากห้อง ก็ปะทะเข้ากับชุยอิงพอดี นางเดินลุกลี้ลุกลนออกมาจากห้องหนังสือ เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ทว่าใบหน้าของนางในยามนี้กลับงดงามเปล่งปลั่งจับตายิ่งนัก

หลิวอิ่งเอ๋อร์ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก

"พี่อิ่งเอ๋อร์... ข้าจะไปซักเสื้อผ้าแล้วนะเจ้าคะ"

นางรีบจ้ำพรวดไปยังบ่อน้ำ ทว่าจังหวะการก้าวเดินของอีกฝ่ายดูแปลกพิกล หลิวอิ่งเอ๋อร์มองตามหลังไป รอยแดงระเรื่อพลันแต่งแต้มขึ้นบนใบหน้า

จบบทที่ บทที่ 259 การเรียกขานว่าท่านพี่ย่อมต้องจ่ายค่าตอบแทน

คัดลอกลิงก์แล้ว