- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 590 ตัวประหลาดขนแดง
บทที่ 590 ตัวประหลาดขนแดง
บทที่ 590 ตัวประหลาดขนแดง
นี่คือชายฉกรรจ์ผมเผ้ารุงรัง เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง
ชายฉกรรจ์ผู้นี้มีผมสีแดงฉานราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ ใบหน้าหยาบกร้าน สายตาคมปลาบดุจคบเพลิง จ้องเขม็งมาที่ใบหน้าของซูจื่อโม่ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มอันแปลกประหลาด
บนแขนทั้งสอง ขาทั้งสอง รวมถึงลำตัวและลำคอของชายฉกรรจ์ มีโซ่ตรวนเส้นมหึมาที่เป็นสนิมเขรอะพันธนาการไว้อย่างแน่นหนา!
ตามจังหวะการลุกขึ้นยืนของชายฉกรรจ์ โซ่ตรวนก็ส่งเสียงดังเคร้งคร้างสนั่นหวั่นไหว!
ที่น่ากลัวที่สุดคือ มีโซ่ตรวนสองเส้น แทงทะลุกระดูกสะบักของชายฉกรรจ์โดยตรง!
แสงจันทร์ซีดขาว
เนินดินเกลื่อนกลาด ป่าศิลาจารึกซ้อนทับ
ในสุสานแห่งนี้ มีชายฉกรรจ์ที่มีกลิ่นอายดุร้ายอำมหิตแผ่ซ่านทั่วร่างยืนอยู่เช่นนี้ ยิ่งเป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานเริ่มแรกของซูจื่อโม่!
นี่คือภูตผีร้ายที่น่ากลัวอย่างยิ่งตนหนึ่ง!
สายตาของชายฉกรรจ์กวาดมองไปรอบตัวซูจื่อโม่หลายรอบ ประกายในดวงตายิ่งเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ราวกับค้นพบของเล่นใหม่ที่น่าสนใจ
สุดท้าย ชายฉกรรจ์ยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้ สูดจมูกฟุดฟิด สีหน้ายิ่งพึงพอใจ สุดท้ายก็แสยะยิ้มหัวเราะลั่น
"กิกิกิกิ!"
เสียงหัวเราะนี้ดังก้องในสุสานที่เงียบสงัดวังเวง ชวนให้คนหนาวสะท้าน ขนหัวลุกชัน!
ซูจื่อโม่มองเห็นอย่างชัดเจน ปลายอีกด้านหนึ่งของโซ่ตรวนบนร่างชายฉกรรจ์ ล้วนฝังลึกลงไปใต้ดิน ตรึงชายฉกรรจ์ไว้ที่ใจกลางของสุสานป่าศิลาจารึกอย่างแน่นหนา!
ขอเพียงชายฉกรรจ์ขยับตัวเพียงเล็กน้อย โซ่ตรวนทั่วร่างก็จะรัดแน่นขึ้น!
ซูจื่อโม่วางใจลง
แม้อาจจะเป็นภูตผีร้ายที่น่ากลัว แต่ขอเพียงเขาไม่เป็นฝ่ายเข้าไปใกล้ อีกฝ่ายก็จนปัญญาทำอะไรไม่ได้
"เจ้าหนู เจ้าขวัญอ่อนเหลือเกิน หลบไปไกลขนาดนั้นทำไม?"
ชายฉกรรจ์แสยะยิ้มกล่าวว่า "เดินเข้ามาอย่างวางใจเถอะน่า บิดาไม่กินเจ้าหรอก!"
ซูจื่อโม่หัวเราะเย็นชา
เขาท่องไปในโลกแห่งการฝึกเซียนมาแปดปี ก็นับว่าเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาบ้าง แผนยั่วยุที่ตื้นเขินของชายฉกรรจ์เช่นนี้ ไม่ระคายผิวเขาหรอก
หากเขาเดินเข้าไปจริงๆ นั่นต่างหากถึงจะเรียกว่าหาเรื่องใส่ตัว
"เจ้าผีขนแดง มีอะไรก็พูดตรงนี้ ข้าได้ยิน"
ซูจื่อโม่น้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าเป็นปกติ
"ผีขนแดง?"
ชายฉกรรจ์เบิกตากว้าง น้ำเสียงเปลี่ยนไป ทั่วร่างพลันแผ่รังสีอำมหิตออกมา!
"เจ้าหนู เจ้าเรียกบิดาว่าผีขนแดงรึ?"
ชายฉกรรจ์สายตาดุร้าย
ซูจื่อโม่เบ้ปากอย่างไม่ยี่หระ หัวเราะเยาะว่า "เลิกแยกเขี้ยวยิงฟันขู่ได้แล้ว เจ้าขยับตัวยังไม่ได้ด้วยซ้ำ ยังคิดจะขู่ใครอีก?"
"ฮี่ฮี่ฮี่ฮี่..."
ชายฉกรรจ์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หัวเราะอย่างประสงค์ร้าย
ซูจื่อโม่ถามว่า "เจ้าผีขนแดง ข้าไม่มีเวลามาไร้สาระกับเจ้าที่นี่ เรื่องเกี่ยวกับสตรีชุดคลุมเลือดเมื่อแปดปีก่อน เจ้ารู้อะไรบ้าง?"
เมื่อเอ่ยถึงสตรีชุดคลุมเลือด สีหน้าของชายฉกรรจ์ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ส่วนลึกของแววตาฉายแววหวาดกลัววูบหนึ่ง
ทว่าทันใดนั้น ชายฉกรรจ์ก็เผยสีหน้าสมน้ำหน้าออกมา
"กิกิกิกิ!"
ชายฉกรรจ์แสยะยิ้มกล่าวว่า "นังผู้หญิงคนนั้นเมื่อปีนั้นร้ายกาจจริงๆ แค่เจอหน้ากัน ฌานปิดวาจาและฌานไม่หวั่นไหวที่ไอ้โล้นเฒ่าอุตส่าห์บำเพ็ญเพียรมาอย่างยากลำบาก ก็ถูกทำลายจนหมดสิ้น! ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ขำจริงๆ!"
หนึ่งปีมานี้ ซูจื่อโม่ได้อ่านคัมภีร์ในหอไตรมาบ้าง จึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับฌานปิดวาจาและฌานไม่หวั่นไหวอยู่พอสมควร
ในพุทธศาสนา มีพระสงฆ์บางรูปจะฝึกฝนวิถีแห่งฌานรูปแบบต่างๆ ซึ่งเปรียบเสมือนเคล็ดวิชาลับชนิดหนึ่ง เพื่อยกระดับตบะบารมี
ยิ่งเงื่อนไขของวิถีแห่งฌานเข้มงวดเพียงใด พลังฝีมือก็จะยิ่งรุดหน้ามากขึ้นเท่านั้น!
อย่างเช่นฌานปิดวาจาของพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่าหยุดพูด ห้ามพูด
กล่าวโดยสรุปก็คือ ห้ามพูดจา
พุทธศาสนาเชื่อว่า การเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ ล้วนเกิดจากกรรมทั้งสาม คือ กาย วาจา ใจ
ฌานปิดวาจา ก็คือการลดวจีกรรมของตนเอง เพื่อให้ตบะบารมีก้าวหน้า
ฌานไม่หวั่นไหว ไม่ได้หมายถึงร่างกายไม่ขยับเขยื้อน แต่หมายถึงจิตใจ!
ห้ามจิตใจหวั่นไหวฟุ้งซ่าน เพื่อลดมโนกรรม
วิถีแห่งฌานทั้งสองชนิดนี้ ไม่ว่าชนิดใดล้วนฝึกฝนยากยิ่ง
ซูจื่อโม่คิดไม่ถึงว่า ภิกษุชราแห่งอารามเก่าแก่จะเลือกฝึกฝนวิถีแห่งฌานทั้งสองชนิดพร้อมกัน
และยิ่งคิดไม่ถึงว่า เตี๋ยเยว่จะทำลายวิถีแห่งฌานทั้งสองของภิกษุชราจนพังทลายลง
ชายฉกรรจ์กล่าวต่อว่า "ปีนั้นนังผู้หญิงคนนั้นมาเยือนที่นี่ ไม่พูดพร่ำทำเพลง บุกเข้าไปในมหาวิหารรัตนตรัย หยิบดอกไร้โศกซึ่งเป็นของวิเศษแห่งพุทธศาสนาที่บูชาอยู่บนนั้น แล้วหันหลังเดินจากไปทันที"
"เฮอะ ไอ้โล้นเฒ่านั่นย่อมไม่ยอม จึงจะลงมือขัดขวาง ผลคือถูกนังผู้หญิงคนนั้นตบกระเด็นด้วยฝ่ามือเดียว! ฮ่าฮ่า!"
เมื่อเล่าถึงตรงนี้ ชายฉกรรจ์เหมือนจะหวนนึกถึงฉากเหตุการณ์ในวันนั้น อดรนทนไม่ไหวต้องหัวเราะลั่นออกมาอีกครั้ง โซ่ตรวนบนร่างสั่นไหวดังโครมคราม
หากไม่มีโซ่ตรวนนี้พันธนาการไว้ ชายฉกรรจ์คงกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจไปแล้ว
ซูจื่อโม่ฟังจนเหงื่อตก เตี๋ยเยว่ ช่างดุดันเหลือเกิน...
ชายฉกรรจ์กล่าวอีกว่า "ไอ้โล้นเฒ่าถูกตบจนมึนงง ชั่วขณะหนึ่งถึงกับลืมเรื่องที่ตนเองฝึกฌานปิดวาจา เห็นนังผู้หญิงคนนั้นกำลังจะจากไป พอตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากพื้น อ้าปากก็ตะโกนออกมาประโยคหนึ่ง... โยมสีกา โปรดช้าก่อน... ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!"
สีหน้าของซูจื่อโม่ดูประดักประเดิด
เขาเองก็อยากหัวเราะ
แต่ยามนี้ เขากราบเข้าสู่พุทธศาสนา ภิกษุชรานับว่าเป็นอาจารย์ผู้พาเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ของเขา
เขาจะหัวเราะไม่ได้
ดังนั้น เขาจึงได้แต่ยืนกลั้นหัวเราะอยู่ที่เดิม เม้มริมฝีปากแน่น หน้าแดงก่ำ อัดอั้นตันใจอย่างยิ่ง
ชายฉกรรจ์เล่าถึงเรื่องราวเมื่อแปดปีก่อน ราวกับน้ำไหลไฟดับ ออกรสออกชาติไม่หยุด
ซูจื่อโม่ยืนฟังเงียบๆ อยู่ด้านข้าง
เบื้องหน้าเหมือนจะมีภาพเหตุการณ์ในปีนั้นปรากฏขึ้นทีละฉาก
พูดไปพูดมา ชายฉกรรจ์ก็ถอนหายใจ กล่าวว่า "โชคดีที่มีนังผู้หญิงคนนี้ ไม่อย่างนั้นบิดา..."
พูดถึงตรงนี้ ชายฉกรรจ์ก็ชะงักกึก ปิดปากเงียบ
ซูจื่อโม่ขมวดคิ้ว
ชายฉกรรจ์ชัดเจนว่ามีเรื่องบางอย่าง ที่ปิดบังเอาไว้ ไม่ยอมพูดออกมา
ซูจื่อโม่กำลังจะเอ่ยถาม ชายฉกรรจ์ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา เอ่ยถึงเรื่องราวของตนเองในอดีต ว่าเคยรุ่งโรจน์เพียงใด แข็งแกร่งแค่ไหน กวาดล้างทั่วหล้า ไร้ผู้ต่อต้านอย่างไร!
ลำพังแค่ศึกแรกที่เขาออกจากเขา ชายฉกรรจ์เล่าอยู่นานถึงครึ่งชั่วยามด้วยความตื่นเต้น น้ำลายแตกฟอง ยังเล่าไม่จบ!
"คิดไม่ถึงว่า เจ้าผีขนแดงนี่จะเป็นคนพูดมาก"
ซูจื่อโม่ยิ่งฟังยิ่งหมดความอดทน
นอกจากเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับเตี๋ยเยว่แล้ว เรื่องที่ชายฉกรรจ์พูดหลังจากนั้น เขาไม่สนใจเลยสักนิด
ซูจื่อโม่ทนไม่ไหวต้องขัดจังหวะว่า "เจ้าผีขนแดง ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่า มีวิธีช่วยข้าซ่อมแซมแก่นใน?"
"ใช่แล้ว"
ชายฉกรรจ์พยักหน้า จากนั้นก็ถลึงตาใส่ซูจื่อโม่ กล่าวว่า "เจ้าอย่าเพิ่งขัด รอให้บิดาเล่าจบก่อน จะรีบไปไหน!"
"ข้าไม่สนใจ"
ซูจื่อโม่หัวเราะเย็นชา หมุนตัวเดินจากไป
เคร้งคร้าง!
ด้านหลังพลันมีเสียงโซ่ตรวนสั่นไหวดังขึ้น
เสียงในครั้งนี้ ฟังดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง
ซูจื่อโม่หันกลับไปมองโดยสัญชาตญาณ
เพียงมองไปแวบเดียว ซูจื่อโม่แทบจะตกใจจนวิญญาณหลุดออกจากร่าง!
เห็นเพียงตำแหน่งที่เคยล็อคตัวชายฉกรรจ์ไว้ ว่างเปล่าไร้ผู้คน!
เหลือเพียงโซ่ตรวนแต่ละเส้น วางกองอยู่นิ่งๆ บนพื้น!
"นี่..."
ซูจื่อโม่มึนงงไปหมดแล้ว
ทันใดนั้น เขารู้สึกว่าเหนือศีรษะมีเงาทะมึนสายหนึ่งพาดผ่าน จากนั้นกล้ามเนื้อที่ต้นคอก็ถูกบีบแน่น ถูกมือขนาดใหญ่ที่ทรงพลังหิ้วขึ้นมา!
ที่น่ากลัวคือ เขาขยับตัวไม่ได้แม้แต่นิดเดียว!
จากนั้น เสียงของชายฉกรรจ์ก็ดังขึ้น
"บิดาบอกเจ้าแล้ว โซ่ตรวนผุๆ พวกนั้นก็แค่เอาไว้ประดับฉาก เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า เศษเหล็กผุๆ พวกนั้นจะขังบิดาได้?"
"บิดาเป็นใคร คิดในสมัยนั้น..."
"บิดาอุดอู้อยู่ก้นหุบเขานี้มาตั้งนาน กว่าจะมีคนมาคุยเป็นเพื่อนบิดาสักคน เจ้าคิดจะหนีไปไหน?"
"เดิมทีมีเณรน้อยคนหนึ่ง นิสัยก็ไม่เลว แรกๆ ก็มักจะวิ่งมาอยู่เป็นเพื่อนข้า แต่หลังๆ ไม่รู้เป็นอะไร ไม่โผล่หัวมาอีกเลย..."
ซูจื่อโม่รู้สึกเหมือนสมองจะระเบิด ราวกับมีฝูงผึ้งนับไม่ถ้วนบินวนเวียนอยู่
ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่า เหตุใดหมิงเจินถึงได้หวาดกลัว และกำชับนักหนาว่าไม่ให้เขามาที่ลานหลังมหาวิหาร
ในขณะเดียวกัน ภายในหอไตร หมิงเจินเผยสีหน้าเวทนา พนมมือถอนหายใจเบาๆ ว่า
"ศิษย์น้องหมิงซิน เจ้าดูแลตัวเองให้ดีเถิด"
-สองสิงห์:ผู้แปล-